เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องให้คนร.พ.กระบี่ตื่นเต้นอีกครั้ง จากการได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับเหตุการณ์สึนามิ และแล้วก็เป็นการเตรียมพร้อมที่เทียบเท่ากับการได้ซ้อมมือการรับอุบัติเหตุหมู่อีกครั้งหนึ่ง
มีเรื่องแซวกันในหมู่เราเรื่องการรับอุบัติเหตุหมู่ คือ หากเมื่อไรเรานัดกันว่าจะซ้อมแผนอุบัติเหตุด้านใด ก็จะมีอันเป็นจริงในไม่กี่วันหลังวันซ้อมที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง ยกตัวอย่างเช่น ครั้งที่เราซ้อมแผนรับอุบัติเหตุหมู่เครื่องบินตกร่วมกับจังหวัด 2 วันต่อมา ก็มีเหตุเครื่องบินตกที่ภูเก็ต และ ครั้งที่เราซ้อมแผนอุบัติเหตุทางทะเลร่วมกับจังหวัด วันรุ่งขึ้นเราก็ได้ใช้แผนนั้นช่วยเหลือคนไทยที่ลงไปทำพิธีเปิดโรงแรมที่เกาะพีพีแล้วเรือแตกเพราะคลื่นแรง ร่วม 30 ชีวิต เป็นต้น จำได้ว่าหลังเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้ง ก็ยังไม่มีการซ้อมแผนรับอุบัติเหตุอีก จนเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา เกิดการป่วยหมู่ของโรคระบบทางเดินอาหารในกลุ่มแขกที่ไปเยือนจังหวัดกระบี่ จึงทำให้รำลึกได้ถึงเรื่องนี้ขึ้นมา และทำให้ต้องถามตัวเองเรื่องความพร้อมของระบบเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพในร.พ.ของเรา
มีการถอดบทเรียนในเรื่องนี้ร่วมกันระหว่างทีม SRRT จังหวัด SRRT อำเภอ จนถึงบทบาทองค์กรท้องถิ่น และ บทบาทผู้บริหาร การถอดบทเรียนครั้งนี้ถือเป็นนิมิตอันดีสำหรับระบบเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพของจังหวัดกระบี่และอำเภอเมือง เพราะผอก. น.พ.สสจ. ล้วนไปร่วมประชุมเพื่อถอดบทเรียนร่วมกัน ฉันดีใจเพราะเป็นยุคแรกที่ ผอก. แสดงบทบาทให้เห็นชัดว่าให้ความสำคัญกับระบบงานนี้
ฉันไม่ได้ไปร่วมประชุม ให้แต่ลูกน้องไปประชุม และได้ทราบจากลูกน้องนั่นแหละว่า งานนี้ผอก.ไปเอง แถมหนีบเอาตัวแทน NSO ไปด้วย เมื่อน้องมาเล่าเรื่องให้ฟัง ฉันก็ตั้งคำถามว่า มีงานอะไรที่ถูกส่งมอบจากการประชุมครั้งนี้ น้องบอกว่า ไม่มีอะไร มีแต่รับรู้ว่า จะมีกระบวนการจัดประชุมต่อไปโดยเป็นการประชุมที่จัดให้ผวจ.ได้คุยกับ อปท. และโรงแรม
ฉันจึงตั้งคำถามว่า ทำไมจึงคิดว่า เมื่อส่งเรื่องเข้าสู่เวทีโดยผวจ.แจ้งกับ อปท.แล้ว อปท.จะรับลูกร่วมเล่นด้วย แล้วก็พบว่า น้องตอบไม่ได้
ฉันจึงตั้งคำถามต่อว่า หากจะมีการเตรียมข้อมูลให้กับผวจ. เพื่อแจ้งกับ อปท. จะเตรียมให้ข้อมูลอะไรไป น้องตอบว่า ให้อัตราป่วยของโรคเทียบกับประชากรต่อแสนคน ย้อนหลัง 5 ปี พร้อมเอกสารวิเคราะห์และแปลผลแบบเดิมๆที่นักระบาดวิทยาชอบทำกัน
ฉันจึงมีคำถามใหม่ว่า สมมติน้องต้องการให้คุณแม่หันมาสนใจร่วมดูแลสถานที่ของตนไม่ให้เป็นที่แพร่โรคทางเดินอาหารตามเกณฑ์ CFGT แล้วน้องเอาสถิติที่ว่าให้ผวจ.ไปบอกแม่ แม่จะร่วมมือไหม แม่จะเข้าใจไหมว่า ทำไมแม่ต้องร่วมมือ น้องตอบว่า แม่ไม่ร่วมมือหรอก
ฉันถามใหม่ว่า ตัวอย่างเช่นที่ กระทรวงรณรงค์ 7 วันอันตรายแล้วรายงานว่ามีคนตายกี่คนทุก 1 ชั่วโมง หรือ ที่รณรงค์โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ว่า เกิดกี่คนในเวลาเท่าไร เทียบกับวิธีให้ตัวเลขแบบแรก อย่างไหนจะบอกให้แม่เข้าใจความรุนแรงของโรคได้มากกว่า น้องตอบว่า อย่างหลัง
ฉันจึงให้โจทย์ไปว่า การเตรียมข้อมูลครั้งนี้ ขอให้น้องแปลเป็นภาษาชาวบ้านส่งใส่มือผวจ. ส่วนข้อมูลแบบเราๆให้ส่งใส่มือ ผอก. และควรมีข้อมูลเปรียบเทียบการเกิดโรคกับผลการดำเนินงาน CFGT ในแต่ละรอบไปให้ด้วย
ขอบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจน้องๆว่า หากต้องการให้กลุ่มคนที่เราคาดหวังความร่วมมือ ร่วมมือกับเราโดยสมัครใจ ควรฝึกฝนตัวเองมากๆให้รู้จักพูดภาษาของเราโดยใช้ภาษาของเขา เพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจที่ตรงกับเรา และรับรู้ความสำคัญเท่าๆกับที่เราเข้าใจ
สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับเรื่องราวนี้ คือ ความร่วมมือ อันเป็นความร่วมมือระหว่างเหล่า SRRT ระดับต่างๆ ตั้งแต่ ระดับจังหวัด อำเภอ และ เทศบาลเมืองกระบี่ ที่ล้วนเข้าไปช่วยกันสอบสวนหาสาเหตุ
มีจุดอ่อนไม่กี่เรื่องที่เราต้อง CQI ต่อ
- ความล่าช้าของการแจ้งการมาถึงของผู้ป่วยให้ระบบรับรู้ ทำให้ SRRT ได้ลงมือทำงานช้าไปถึง 2 วัน
- การสอบสวนโรคที่มีอคติ (Bias) ทำให้ไม่สามารถติดตามสอบสวนลงไปถึงแหล่งแพร่โรคที่แท้จริงได้
- บุคลากรในหน่วยของฉันทั้ง งานระบาดวิทยา และ PCU เขตเทศบาลยังต้องได้รับการสนับสนุนให้ได้
เรียนรู้เพิ่มเติมความรู้ด้านระบาดวิทยาอีกมากมายหลายประเด็น
แล้วเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงอย่างไร ก็ไปเกี่ยวตรงที่แหล่งแพร่ที่พบผู้ป่วยที่เป็น
secondary source นั้นได้รับการรับรอง CFGT นะซิ เป็นความเสี่ยงในประเด็นของความไม่น่าเชื่อถือ
ในระบบงานของกระทรวงสาธารณสุขนะซิ
22 กุมภาพันธ์ 2551
แวะมาทักทายอ่านบล๊อกของคุณหมอเจ๊ครับ
ยินดีที่ได้รู้จักคุณหมอและขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำครับ