เรารักในหลวง
ได้อ่านหนังสือฉบับหนึ่งอยากจะแบ่งปันให้ทุกคนได้รู้ ถึงพระราชจริยวัตรของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย จากที่มาข้อมูล :: โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะทรงมีความเป็นไทยอย่างที่สุด ดูได้จากพระราชจริยวัตร ของพระองค์ทั้งเรียบง่าย พอดี และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนถึงเวลาที่คนไทยจะต้องหันมา ตามรอยพระยุคลบาทโดยยึดเอาหลักธรรมทั้งหลายที่ทรงแสดงให้เห็นมาใช้เป็นหลักปฏิบัติ หรือเป็นหลักทำ ทั้งนี้เพื่อความดีงามอันจะบังเกิดในชีวิตที่เหลืออยู่
ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้ประมวลหลักสิบข้อ ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เราคนไทยดูมาตลอด 60 ปีที่ครองราชย์ หลักนี้ใช้ได้กับทุกอาชีพ ทุกคน ขอให้ทบทวน ทีละข้อว่าเราจะปฏิบัติได้ไหมแล้วดูว่าที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัตินั้นทรงปฏิบัติอย่างไร ??
1. ทำงานอย่างผู้รู้จริงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
จำได้ไหมที่พระองค์ทรงเคยรับสั่งไว้ว่า " รู้ รัก สามัคคี " คำแรกทีทรงสอนคือ " รู้ " เพราะฉะนั้น จะทำอะไรขอให้เริ่ม ที่ความรู้ก่อน อย่างคำว่าสิ่งแวดล้อม คำว่าอนุรักษ์นั้น คนชอบพูดกันเสียจริง อนุรักษ์คือคำที่เชยที่สุด เข้าใจกันแค่ว่า อนุรักษ์แปลว่ามีของเก่าเก็บเอาไว้ แต่การจัดการสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้น วิธีทำนุบำรุงป่าให้ถูกหลัก ป่าต้นน้ำลำธารเป็นอย่างไร ป่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครอยากจะเข้าใจเพราะมันยาก การบริหารทรัพยากรธรรมชาติ อย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ควรพูด ควรทำมากกว่าเพราะก่อประโยชน์มากกว่า
การอนุรักษ์เป็นกิจกรรมหนึ่งเท่านั้นแต่มีสิ่งที่ใหญ่กว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองทดสอบในวังก่อน ทรงเอาสระว่ายน้ำของพระองค์เองที่สวนอัมพร มาเลี้ยงปลา ท่านบอกอยู่ไป ของหรูหราฟุ่มเฟือย ก็ไม่ค่อยได้ใช้ว่ายน้ำ เลี้ยงปลาดีกว่า ปลาหมอเทศเกิดที่นั่น แจกจ่ายกระจายไปทั่วเลย พระองค์ไม่เสวยปลาหมอเทศรับสั่งว่า เหมือนลูกเพราะพระองค์ท่านทรงเริ่มเพาะและทรงเริ่มแจกจ่าย เวลานี้แปรพันธุ์เป็นปลานิล เป็นโปรตีนราคาถูกให้กับทุกคน
ปัญญา คือ ความรู้ ฉะนั้นเราจึงต้องเป็นผู้รู้จริงในการทำงาน พระองค์ท่านมีเอกสารศึกษาวิธีทำแต่ละเรื่อง ทรงศึกษาอย่างละเอียด ก่อนตัดสินพระทัยลงไปช่วยพัฒนาประชาชนนั้น ต้องศึกษาก่อน เตรียมก่อน เมื่อพระองค์พร้อมถึงลงไปทำ
2. ความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะและความถูกต้อง
ตั้งแต่ปลายปี 2493 มาจนถึงทุกวันนี้ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานปริญญาบัตรไปแล้วรวม น้ำหนัก 220 ตัน อยากรู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ลองหาของสามขีดแล้วนั่งยกส่งไปมา 2,400 ครั้งจะทราบว่าเหนื่อยเมื่อยล้าแค่ไหน เมื่อประทับอยู่ในป่าในดง แมลงบินมาเข้าหน้าเข้าตา ไม่ทรงปริพระโอษฐ์ ทากกัดทรงดึงออก ปล่อยไป นั่นคือ พระเจ้าอยู่หัว
ตลอดระยะเวลา 60 ปี พระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนัก กระทั่งทุกวันนี้ผลพวงก็ออกมาตอน พระชนมายุ 72 พรรษา ต้องเสด็จมาประทับ ที่พระราชวังไกลกังวลหัวหิน เพื่อรักษาอาการปวด พระปฤษฎางค์ เท่าที่ทราบมาทรงใช้พระวรกายจนสึกหรอแล้ว เราจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ความอดทนของเราที่จำเป็น ต้องมีเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์นั้นน้อยกว่าพระองค์ท่านเยอะ เพราะเราเผชิญแค่ปัญหา ในสำนักงานของเราแต่พระองค์ท่านทรงเผชิญปัญหาทั้งชาติ พระองค์ต้องทรงอดทน ตลอดระยะเวลา 60 ปี เพราะฉะนั้น เรื่องความอดทนนั้นของให้มองพระเจ้าอยู่หัวไว้ แล้วพยายามทำตามให้ได้
ธรรมะ คือ ความถูกต้อง ทรงยึดถือยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อคนถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล กองนี้ใครแตะไม่ได้ ทำบุญอย่างเดียวเพราะเจ้าของเงินบอกว่า โดยเสด็จพระราชกุศล และมักจะคิดว่าจะทรงทำอะไรก็ทำเถอะ แต่ไม่เคยทรงใช้ส่วนพระองค์เลย กำชับนักหนา เรื่องความถูกต้องในการดำเนินการ ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกกระบวนการ ต้องยึดความถูกต้องไว้ และเชื่อเถอะว่าถ้ายึดในสิ่งนี้แล้วคุณจะสบายใจ คุณจะเผชิญหน้ากับ ทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ต้องกลัวใคร ถ้าคุณถูกต้อง และยึดความถูกต้องแล้วคุณจะเผชิญหน้ากับใครๆ ได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าคุณมีแผลแม้แต่นิดเดียว คุณจะไม่กล้าหันหลังให้ใคร หน้าก็ไม่กล้าหัน กลัวคนเขาเห็นแผล หากยึด ความถูกต้อง ในชีวิตเราก็มีความสุข ไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องกลัวอะไร
3. ความอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายและประหยัด
เห็นเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไหม ทรงโน้มพระวรกายหาประชาชน ในขณะที่ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ของเราเดินก๋า คนใหญ่คนโตระดับเจ้ากระทรวง เดินผูกผ้าขาวม้าเดินตรวจราชการลอยไปลอยมา พระองค์ทรงน้อม พระวรกายไปหาประชาชน ทรงคุกเข่าหน้าประชาชน ทรงถามทุกข์สุข ทรงปรึกษาหารือกับเขาเป็นชั่วโมงๆ บางทีประทับพับเพียบ ประชาชนนั่งพับเพียบ พระองค์ท่านก็ทรุดพระวรกายนั่งพับเพียบเสมอบนพื้นเดียวกัน
เวลาทรงงานต่าง ๆ นั้น ทรงประทับกับพื้น ประทับพับเพียบ พระองค์เสด็จพระราชสมภพต่างประเทศ ทรงเติบโตต่างประเทศ ทรงศึกษาในต่างประเทศ แต่เหตุไฉน เสด็จกลับมาพระองค์ท่านทรงเป็นไทยที่สุด ทรงประทับพับเพียบได้เป็นห้าหกชั่วโมง ไม่เปลี่ยนท่าเลย ทรงมีวินัยควบคุมพระวรกายทั้งหมด ทรงมีความเรียบง่าย พระองค์ทรงกองเอกสารบนพื้น พวกเราก็นั่งล้อมวงเฝ้ากัน ไม่ต้องเข้าหอประชุมไม่ต้องมีโต๊ะ มีเก้าอี้
ฉลองพระองค์เป็นสิบ ๆ ปีก็อย่างนั้น ฉลองพระบาทตลอด 60 ปีไม่เคยทรงเปลี่ยนยี่ห้อ เวลาเสด็จประพาสจะมีรองเท้าผ้าใบยี่ห้อหนึ่ง ทรงมา 60 ปีแล้ว พวกเราสวมยี่ห้ออะไรต่ออะไร แล้วก็ตามเสด็จไม่ทันหรอก ฉลองพระบาทองค์ท่านไม่กี่ร้อยบาทก็เสด็จไปฉิวแล้ว นาฬิกาพระองค์ท่านทรงเรียกว่า " ยี่ห้อใส่แล้วโก้ " ไม่กี่ร้อยบาท ในขณะที่พวกเราต้องจอเป็นสัญลักษณ์ ที่ทำอย่างนั้นแสดงว่าในตัวไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นต้องการเฟอร์นิเจอร์มาประดับ คนที่เขามีอะไรแล้วโหวงเฮ้งมันบอก คนที่พอกอะไรไว้แสดงว่าในตัวไม่มีอะไรเลย ไม่แต่เปลือกไร้สาระ เพราะฉะนั้นความประหยัด อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายเป็นสิ่งที่พวกเราควรยึดถือทำได้ทันที ผู้คนจะเคารพบูชา
4. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก
ผมเคยไปขอพระราชทานพร กราบบังคมทูลว่า วันนี้วันเกิดพระพุทธเจ้าค่ะ พระราชทานพร พระราชทานว่า " ขอให้ร่างกายที่แข็งแรง เพื่อสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ ขอให้มีความสุขจากการทำงาน และขอให้ได้รับความสุขจากผลสำเร็จของงานนั้น " ไม่มีเลย ของส่วนตัว แข็งแรงก็ไม่ใช่ส่วนตัว แข็งแรงเพื่อ ไปรับใช้คนอื่นเขา ความสุขก็ไม่ใช่ความสุขจะไปเต้นดิสโก้ที่ไหน ความสุข คือ การทำงานให้คนอื่น เมื่องานสำเร็จ เราจะมีความสุข ตั้งแต่ร่างกาย จนกระทั่งการกระทำของเราเพื่อคนอื่น เพราะที่สุดสิ่งที่เราได้รับคือความสุข
5. รับฟังความเห็นของผู้อื่น เคารพความคิดที่แตกต่าง
บ้านเมืองที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่น เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2546 ทรงเตือนให้นั่งปรึกษาหารือกัน ฟังเขาแสดงเหตุ แสดงผลออกมา แล้วเราแสดงเหตุแสดงผลออกไป เหตุผล อันไหนจะยอมรับได้มากกว่า และเมื่อตกลงกันแล้วก็เลิกเถียงกัน ลงมือปฏิบัติเลย ทรงรับสั่งเอาไว้อย่างเรียบง่าย เพราะถ้าไม่ยอมกัน ต่างจะเอาชนะคะคานกัน แล้วเริ่มต้นด้วยวาจา ตามด้วยร่างกาย และผลสุดท้ายก็ตีกัน เสร็จแล้วจะเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองพังกลายเป็นพฤษภาทมิฬ จะเป็น 14 ตุลา อะไรก็แล้วแต่ บ้านพัง บ้านของ ทุกคนด้วยไม่ใช่บ้านของใครคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะทำอะไรให้นึกถึงคำว่า " บ้าน " ไว้ " บ้าน " กินความถึงองค์กรที่ท่านอยู่ แม้กระทั่งบ้านที่ท่านอยู่ การทะเลาะเบาะแว้ง ล้วนแต่ทำให้ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งเป็นของท่าน และ ที่ท่านอาศัยอยู่พังทลายไป ลองมานั่งดูสิว่าเหตุผลดีที่สุด น่าจะยอมรับที่สุดคืออะไร ผลสุดท้ายก็จะตกลงกันได้ นี่สิครับ เป็นหนทางของมนุษย์ที่มีสติและปัญญา ไม่ใช่ความคิดกูเป็นที่ตั้ง จะเอาอย่างนี้ ใครอย่าเถียง นี่คนเถื่อนแล้วไม่ใช่คนมีปัญญา
6. มีความตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร
พระเจ้าอยู่หัวเวลาทรงทำอะไร ทรงมุ่งมั่นมาก เรื่องความขยันไม่ต้องพูด ทรงงานไม่มีวันเสาร์วันอาทิตย์ ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน เมื่อสองสามปีก่อนน้ำท่วม ทรงอึดอัดพระทัย พระองค์ท่านไม่ใช่หน่วยงานจะไปสั่งเขาได้อย่างไร รัฐบาลก็ไม่ใช่ จะทำกันทีก็ต้องจัดประชุม พระองค์ไม่รับสั่งแบบ ข้าขุนมูลนาย ของเราชอบสั่งกัน น้ำมาแล้วพวกเราไปทำไม่ใช่เลย พระองค์ทรงอธิบายว่าน้ำท่วมมันมาวินาทีเท่านั้น ระหว่างทางมันเติมเท่านั้น เพราะฉะนั้น ระหว่างทางมันเติมมากี่ลูกบาศก์เมตร เคลื่อนย้ายด้วยความเร็วเท่านั้น เพราะฉะนั้นนับเวลาที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นนับเวลาที่เท่านั้นจะถึงกรุงเทพฯพอดีรับพระกระแสมา พรุ่งนี้เช้าเราต้องเริ่มดำเนินการ ไม่ใช่พรุ่งนี้เช้าต้องเดี๋ยวนี้ เพราะน้ำไม่มีหยุด เขามาของตลอดเราต้องรีบทำคืนนี้เลย
เรื่องความขยัน เรื่องความตั้งใจจะเห็นได้ชัดเจน ทรงเป็นเลิศหมดทุกอย่าง ทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรี สถาบันการดนตรีเวียนนา ประเทศออสเตรีย จารึกพระนาม ว่าเป็นชาวเอเชียคนเดียว ที่ได้รับการจารึกในฐานะนักดนตรีของโลกคนหนึ่ง ด้านกีฬาทรงได้รับเหรียญทอง เรื่องเกษตร เรื่องน้ำ เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องสารพัด ทรงทะลุปรุโปร่งหมด ทรงตั้งพระทัยทำอะไร ก็นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็น ผลเสมอ
เรื่องความขยันหมั่นเพียรไม่ต้องพูดถึง วันนั้นเสร็จงานห้าทุ่ม เสด็จ ฯ ไปแล้วเราเข้าค่ายมฤคทายวัน เราเหนื่อยมาตั้งแต่บ่ายสี่จนถึงห้าทุ่ม แผ่นอนสลบไสล ทรงกลับไปทรงงานต่อ เราละอายไหม แล้วเรื่องแบบนี้ปรากฏตลอดเวลา ตราบใดที่งานไม่เสร็จ จะต้องต่อเนื่องไม่มีวันจบจนกระทั่งงานบรรลุ
7. มีความสุจริตและความกตัญญู
ความสุจริต เป็นเรื่องที่จะทรงแสดงให้เห็น ไม่ใช่เฉพาะความกตัญญูซึ่งเห็นได้ชัด ที่ทรงแสดงกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงความกตัญญู ความกตัญญูต่อแผ่นดิน ความกตัญญูต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมนั้น พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้เราดู และทรงเตือนพวกเราให้ยึดสิ่งนั้นไว้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นเรื่องที่มีคุณค่า
8. พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง
พูดเรื่องที่สองก่อน ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง อย่าไปอิจฉาเพื่อนร่วมงาน ใครดีใครเก่งนี้สนับสนุน มีนายบางคนอิจฉาลูกน้อง ไอ้นี่จะล้ำหน้าแล้ว เป็นความคิดที่ต่ำช้าที่สุด ตรงกันข้าม ถ้าเขาเก่งจริงสนับสนุนเขาเลยนี่คือ สิ่งที่ควรทำกัน ส่วนพึ่งตนเอง คือ เศรษฐกิจพอเพียง พระเจ้าอยู่หัวทรงบอกว่า คำสำคัญที่สุด ในเรื่องนี้คือ คำว่า " พอ " ทุกคนต้องกำหนดเส้นความพอให้กับตนเองให้ได้ และยึดเส้นนั้นไว้เป็นมาตรฐานของตนเอง คำว่าพอนั้น ต้องดูตนเอง ดูรายได้ของตนเอง ดูขีดความสามารถของตัวเอง และขีดเส้นนั้นให้เหมาะสม ไม่ใช่เห็นเพื่อนเขามีอย่างนี้ ฉันก็อยากจะมีบ้าง เห็นเขาขี่รถ เราก็อยากมีบ้าง ไม่มีเงินก็ไปกู้หนี้ยืมสิน แล้วผลสุดท้าย เป็นอย่างไร ทุกข์ ๆ ๆ เพราะฉะนั้น ให้กลับไปอยู่ที่ความพอดี หากต้องตั้งวิถีชีวิตให้เป็นแบบไทย ๆ วิถีชีวิตที่ เรียบง่าย ธรรมดา เดินทางสายกลาง
9. รักประชาชน
ตอนพระองค์ท่านรับสั่งให้ผมไปจดทะเบียนขอตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา ผมไปที่กรุงเทพมหานคร เราไม่อยากใช้อภิสิทธิ์อะไร เพราะยิ่งอยู่ใกล้ เจ้านาย ก็ยิ่งต้องทำตัวให้ธรรมดาตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ก็ไปแจ้งเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป มีเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพฯ เขามาสอบสวน ถามว่าทำไม นายกมูลนิธิไม่มาเอง ผมก็บอกว่านายก ฯ งานเยอะมาไม่ได้ มอบฉันทะมา บ้านอยู่อำเภออะไร บอกอยู่อำเภอดุสิต บ้านเลขที่เท่าไหร่ ไม่รู้ เขาก็ว่าเออะไรกัน บ้านไม่มีหลักแหล่งแล้วมาตั้งมูลนิธิได้อย่างไร ? สอบสวนไล่ผมต่อ ไล่ไปเรื่อย ทำอาชีพอะไร บอกเขาว่าไม่รู้จริง ๆ ว่าทำอาชีพอะไร แต่เห็น ทำหลายอย่าง เจ้าหน้าที่เขาก็บอก อะไรกันบ้านไม่มีหลักแหล่ง อาชีพก็ไม่มี แล้วตาเหลือบไปเรื่อยจนกระทั่ง ไปเห็นชื่อผู้ยื่นจริง ๆ และผมเป็นแค่ตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ มอบอำนาจมา อุ๊ย .. อย่าให้ท่านมานะ มายุ่งตายเลย แล้วจัดการให้เสร็จ ค่าจดทะเบียน 30 บาท ขอบริจาคเป็นคนแรกได้ไหม ตกลงวันนั้นฟรี 30 บาท เขาควักออกมาด้วยความตกอก ตกใจมาก ผมกลับมากราบบังคมทูล พอเขาถามว่าอาชีพอะไร ข้าพระพุทธเจ้าตอบไม่ได้ พระองค์ท่านตอบว่า คราวหลังถ้าเขาถามว่า ฉันทำอาชีพอะไรให้ตอบว่า " ทำราชการ " พระองค์ท่านทรงรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการถือว่า มารับงานของราชามาทำต่อ .. พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าปลูกต้นมะม่วง แล้วได้ลูกมะม่วง ไม่ใช่ปลูกมะม่วงแล้วได้ทุเรียน ปลูกคุณความดี คุณได้ความรักกลับมาแน่นอน
10. การเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน
พระเจ้าอยู่หัว ฯ รับสั่งว่า รู้ไหมบ้านเมืองอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะคนไทยยังให้กันอยู่ คำสั้น ๆ คำเดียว เรายัง " ให้ " กันอยู่ คนในครอบครัวยังช่วยเหลือกัน คนในชุมชนยังเอื้อกัน เวลาเกิดทุกข์ยาก ที่ไหน ทุกคนยังรวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมยังสั่งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานของผมเสมอว่า เวลาใครมาติดต่อเรา เขาจะได้หรือไม่ได้จากเราก็ตาม แต่หลักอย่างหนึ่ง ที่เขาจะได้ คือ เขาจะต้องเดินยิ้มออกไป จากสำนักงานของเรา ถึงแม้จะปฏิเสธเขา ก็ให้เขาเดินยิ้ม ออกไป ไม่ต้องไปด่าทอ ไม่ต้องกระแหนะกระแหนใด ๆ ทั้งสิ้น ฝึกเสียให้ชินแล้วจะทำได้