ตั้งใจจะเริ่มทำงานให้เสร็จสักชิ้นหนึ่งครับในคืนนี้หลังจากที่ลากยาวมาหลายคืน แต่งานก็ยังไม่ก้าวหน้าสักที แต่แล้วอิลฮามกับเตาฟิกไม่ยอมให้คุณพ่อ(ตัวอย่างอย่างผม) ได้ทำงานครับ ขอขี่ช้างก่อน ตอนนี้ก็หมดฤทธิ์ไปทั้งสองคนแล้วครับ ผมก็เริ่มหมดเหมือนกัน เลยขอพักเหนื่อยด้วยการเขียนบันทึกก่อนเริ่มงานดีกว่า
วันนี้กับเมื่อวาน มีคนสองคนคุยให้ผมฟัง คนแรกคือท่านคณบดีและอีกคนหนึ่งก็คือท่านหัวหน้าสำนักงานคณะฯ เรื่องที่นายทหารหญิงท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้นายพลหลายท่านทึ่งที่นายทหารหญิงท่านนี้สามารถทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาได้ เนื่องจากนายทหารหลายคนตั้งแต่มาทำงานในสามจังหวัดยังไม่สามารถเข้าถึงคนระดับโลกอย่างอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาได้ แต่ท่านทำได้
เป็นประเด็นที่เราในฐานะส่วนหนึ่งของมอย. งงกันมากกับความรู้สึกนี้ ประการแรกคือ มหาวิทยาลัยไม่เคยไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการเลยในการสร้างความสงบในสามจังหวัด แถมเราพยายามสร้างแนวทางใหม่ๆ ให้กับทางการอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ประเด็นต่อมา คือ การที่ทหารมองว่า การเข้าถึงอธิการบดีเป็นเรื่องยาก อันเนื่องจากท่านเป็นคนระดับโลก หรือคนพิเศษ อันนี้ผมและคณบดีคิดเหมือนกันว่า เขาไม่รู้จักท่านอธิการบดี และคงไม่ได้เริ่มในการทำความรู้จักด้วย ท่านคณบดีคุยว่า นายทหารรุ่นก่อนหน้ารุ่นนี้ที่ทำงานในสามจังหวัด แค่เพียงทำหนังสือจากหน่วยงานมาเพื่อขอเข้าพบท่านอธิการบดี ก็ได้เข้าพบแล้ว ไม่เห็นเป็นเรื่องยากเลย
ผมเองเคยพารุ่นน้องเข้าพบท่านเพื่อขอคำรับรองจากท่านในการส่งน้องชายของเพื่อนผมไปเรียนต่างประเทศ ผมไม่ได้นัดล่วงหน้าครับ เดินไปถึงหน้าห้องท่านแล้วถามเลขาท่านว่า ท่านว่างมัย ขอพาเพื่อนเข้าพบท่านหน่อย แค่นี้ก็ได้เข้าพบแล้วครับ ต่างกับอธิการบดีบางที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าหมดสิทธิเข้าพบ
ความรู้สึกของคนที่มองท่านอธิการบดีในอีกมุมหนึ่ง ในมุมที่เป็นผู้ทรงบทบาท หรืออะไรทำนองนี้ มักจะตีตนไปก่อนไข้อย่างนี้แหละครับ
มีเรื่องดีๆ เวลาที่ผมและเพื่อนร่วมงานไปนั่งคุยกับท่านเยอะมากครับ บ่อยครั้งที่เรานั่งพื้นร่วมกับท่านครับ (นั่งพื้นครับ) เพราะเก้าอี้ไม่พอ ดังนั้นท่านก็นั่งพื้นกับพวกเรานั่นแหละครับ และที่สำคัญ ถ้าไม่มีแขกมาเยี่ยมท่านๆ มักจะไม่เปิดแอร์ครับ ท่านบอกว่าอยู่คนเดียวในห้องแล้วเปิดแอร์เปลือกครับ ท่านใช้พัดลม
ผมเห็นท่านอธิการบดียิ้มแย้มและให้เกียรติกับแขกของท่านเสมอ แล้วทำให้ผมนึกถึงวัจนของท่านศาสนฑูตที่ว่า
"ใครที่ศรัทธาในอัลลอฮ์และวันกียามัต ก็จงให้เกียรติแก่แขกของท่าน"
ผมว่าคนส่วนใหญ่แม้ไม่รู้จักท่านมาก่อนแล้วได้มาเป็นแขกของท่านอธิการบดี มักจะประทับใจท่านในการต้อนรับขับสู้และการให้เกียรติแก่แขกของท่าน ถ้าไม่เชื่อลองแวะมาเยี่ยมท่านดูสิครับ
ผมเองคุยกับหลายคนว่า ทำไมจึงคิดมาอยู่ที่นี้ คำตอบหนึ่งคือ ประทับใจท่านอธิการบดี เพราะครั้งแรกที่มาที่สถาบันแห่งนี้ (ตอนนั้นเป็นวิทยาลัยและอยู่ที่ยะลา) มานั่งทำหลักสูตรป.บัณฑิต พักเที่ยงได้รับประทานร่วมกับท่านอธิการบดี ปรากฏว่าท่านชวนผมคุยด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงของท่านครับ แต่ท่านรู้ว่าผมไม่ค่อยรู้ภาษามลายู ท่านจึงไม่คุยกับผมด้วยภาษามลายู และที่นั่งทานข้าวด้วยกันส่วนใหญ่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้นครับ มีผมนี่แหละวัยรุ่นสุด ฮิฮิ ประทับใจจนมาถึงตอนนี้ครับ เจ็ดปีแล้ว
ออ.สุดท้ายครับ ขอประกาศข่าวครับ วันนี้เป็นวันทหารบุกมหาวิทยาลัยครับ เนื่องจากท่านคณบดีทำโครงการ (ขออภัยลืมชื่อโครงการของท่านแล้ว) และทหารมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย แต่ยังแปลกใจท่านคณบดีของผมไม่ได้จัดโครงการที่คณะนะครับ ไปจัดที่คณะวิทย์ฯ แฮะแฮะ กลัวตึกคณะไม่สะอาดหรือครับท่าน (แซวเจ้านายอีกแล้วเรา)
ยินดีต้อนรับครับ
อ.อาลัม
มาเยี่ยม คุณ
จารุวัจน์
การต้อนรับที่ออกมาจากจิตใจดีงามเพราะมีหลักคำสอนอยู่ในจิตใจนะครับ
ยินดีต้อนรับครับอาจารย์ ยูมิ ขอบคุณที่อาจารย์แวะมาเป็นแขกของผมครับ(ขออภัยที่ก็อบปี้รูปอาจารย์ลงมาไม่ได้)
กริยาที่แสดงออกมาเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ภายในครับ
ด้วยการเป็นคนมุสลิม
ด้วยท่านเป็นผู้มีอิทธิพล(มีลูกศิษย์ที่รักมากมาย)
ด้วยความรักความไว้วางใจของชาวโลกมุสลิมที่มีแด่ท่าน (อันผมว่ายากที่คนอื่นจะได้รับ)
บางครั้งเราได้ยินมาว่าท่านถูกมองด้านลบจากบางฝ่าย
แต่เมื่อทุกคนมาพบท่านจะรู้จักท่าน คิดว่าความคิดที่ถูกสร้างขึ้นโดยศัตรูนั้นถูกทดแทนด้วยความสบายใจและไว้วางใจในที่สุด
ครั้งหนึ่งสมัยผมยังเด็กๆ (จริงไม่เด็กเท่าไร อยู่ปี 2 ปี 3) ท่านไปเยี่ยมพวกเราที่มหาวิทยาลัย
เราก็พาท่านไปรับชา-กาแฟ ที่แคฟีทีเรีย ที่สโมสรภายในบริเวณหอพักนักศึกษา
อยู่ๆ ก็ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจากโต๊ะที่อยู่ไกลออกไปพอสมควร เดินตรงมาหาและเจาะจงให้สลามท่าน และแนะนำตัวเองให้รู้จัก ทั้งๆที่เวลานั้นท่านยังเป็น น.ศ.ปริญญาเอก ยังไม่มีตำแหน่งอะไร
จากจุดนี้ผมว่า ถ้าใครได้เจอท่านแล้วยังมีความรู้สึกเป็นลบอีก ก็ยากแล้วละที่จะแก้..
ขอบคุณมากครับ