ทางฝ่ายเมืองไทยเรา ก็ได้ผู้ที่ทำงานอยู่กับชุมชนมาอภิปรายแสดงความคิดเห็นสองท่าน  ภญ. ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร จากมูลนิธิอภัยภูเบศร ซึ่งทำงานด้านสมุนไพรกับหมู่บ้านดงบัง หมู่บ้านที่ผลิตสมุนไพรอินทรีย์ให้มูลนิธินำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ให้ความเห็นว่า ตัวอย่างของหมู่บ้านอุมะจิเป็นแรงบันดาลใจที่ดี แสดงให้เห็นความพยายามในหลายๆด้าน ตั้งแต่การผลิต ความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาดที่ไม่เสแสร้ง และช่วยนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พลังของเครือข่ายที่ผู้บริโภคมีส่วนเข้ามาช่วยในการพัฒนาชุมชน ชาวบ้านมีความจริงใจ มีน้ำใจ ในการทำธุรกิจ ถือเป็นธุรกิจเพื่อสังคมชนิดหนึ่ง สำหรับชุมชนไทยอาจมีบริบทที่แตกต่างจากชุมชนในญี่ปุ่น สิ่งที่ต้องคิดก็คือ จะเข้าไปเป็นพันธมิตร ช่วยในการพัฒนาชุมชนโดยชุมชนเองได้อย่างไร ให้ชุมชนนั้นเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง

คุณ สุรจิต ชิรเวทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม ชี้ให้เห็นปัญหาของจังหวัด ว่าเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับบ้านอุมะจิ ขณะที่อุมะจิต้องการดึงความสนใจจากผู้คนภายนอก พยายามเปิดการท่องเที่ยวชุมชน จังหวัดสมุทรสงครามนั้นมีทรัพยากรที่จะดึงดูดความสนใจมากมาย ทำให้การท่องเที่ยวไหลทะลักเข้ามาจนตั้งรับไม่ทัน เกิดปัญหาการท่องเที่ยวที่ไม่เอื้อให้กับสภาพความซับซ้อนเชิงนิเวศของท้องถิ่น เช่น นักท่องเที่ยวไปชมหิ่งห้อยเวลาดึก ทำความรำคาญให้ชาวบ้านจนต้องตัดต้นลำพูหน้าบ้านทิ้ง เป็นต้น การท่องเที่ยวต้องเข้าใจความละเอียดอ่อนและซับซ้อนของท้องถิ่นให้ดี มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นตัวทำลายทรัพยากรที่มีอยู่

(อ่านรายละเอียดการสัมมนาช่วงนี้ได้ที่นี่)