ความอดทน

<p align="left">การรณรงค์ส่งเสริมและเผยแพร่คุณธรรมและจริยธรรม</p> <p align="left">วิธีสร้างตนเอง</p>

อดทน ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์ ขยัน ถ่อมตน เป็นคนกตัญญู

</font></strong><p align="left">อดทน ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์ ขยัน ถ่อมตน และเป็นคนกตัญญู คุณธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่แสดงถึง</p>

การส่งเสริมให้คนปฏิบัติธรรมและคุณธรรมทั้ง ๖ ประการนี้ เป็นวิธีสร้างตนเอง นํ าตนให้อยู่ดี มีสุข มีกิน

มีใช้ และสามารถเอาตัวรอดได้

</font><p align="left">ความอดทน</p><p align="left">ข้อแรก อดทน คํ าว่า อดทน มาจากคํ าว่า ขันติ ซึ่งแปลไว้มีความหมายมาก มีทั้งอด มีทั้งทน</p>

คือ อดทนและอดกลั้น

อดทน</font>เป็นเรื่องของร่างกาย อดกลั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ใครก็ตามไม่เป็นคนอดทนและอดกลั้น</font>จะกลายเป็นคนเปราะบาง ถูกแดดนิด งานหนักหน่อย ก็บ่นแล้ว มีทุกข์กระทบนิดหน่อยก็ทนไม่ได้ <p align="left">อย่างนี้เขาเรียกว่าขาดขันติ กลายเป็นขันแตก ขันแตก ช่วยใครก็ไม่ได้ นอกจากขันติเท่านั้น</p>

เราต้องอดทนและอดกลั้น ทั้งสองประการนี้ บ่งบอกถึงความเข็มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ

</font><p align="left">ความซื่อสัตย์</p><p align="left">ประการที่สอง ซื่อสัตย์ ข้อนี้สํ าคัญมาก</p>

ซื่อสัตย์ ซื่อตรงนั้นดี ซื่อสัตย์เป็นเรื่องของวาจา ซื่อตรงเป็นเรื่องของจิตใจ พูดอย่างไรทํ าอย่างนั้น

คบกับใครไม่ทรยศ ไม่หักหลัง ไม่หลอกลวง เอาประโยชน์ ฉะนั้นอะไรก็ตาม ถ้าตรงดี ตรงต่อเวลา เขาก็นับถือ

ไม้ที่มันตรงเอามาปลูกบ้านทํ าเรือน เอามาสร้างอะไรก็ดูสวยงาม ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คด ๆ ทางคด ๆ

ก็ทํ าให้การเดินทางเสียเวลา คนคดนี่ใช้ไม่ได้</font>เหล็กคดก็ไปทํ าขอ ไม้คดก็ไปทํ าขอ เหล็กงอก็ไปทํ าเคียว <p align="left">แต่ว่า</p><p align="left">คนคดอย่างเดียวนี้ใช้อะไรไม่ได้</p>

พระพุทธเจ้าตรัสสนับสนุนข้อนี้ว่า

</font><p align="left">คนจะมีเกียรติได้เพราะมีสัจจะ มีความจริงจริงใจ จริงวาจา และจริงจัง</p>จริงใจคบกับใครก็มีความจริงใจกับเขา <p align="left">จริงจังทํ าอะไรก็ไม่เล่น ไม่เหลาะแหละจริงวาจา</p>พูดอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่สวมวิญญาณเด็กเลี้ยงแกะ ซึ่งจะไม่มีใครคบค้าสมาคม</font> <p align="left">เป็นอันขาด</p><p align="left">ความมัธยัสถ์</p>มัธยัสถ์สอนให้รู้จักการดํ าเนินชีวิตในเฉพาะภาวะที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ต้องเก็บหอมรอมริบ <p align="left">อดออม จะได้รู้จักการประหยัดและไม่อดอยาก คนที่ไม่อดออมมักจะอดอยาก คือ ให้รู้จักถนอมกินถนอมใช้</p>ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ทะเยอทะยาน ให้รู้จักการประหยัด ไม่ใช่ไปเที่ยวประชันแข่งกับเขา ประหยัดทํ าให้อยู่รอด <p align="left">แต่ประชันจะทํ าให้อยู่ไม่รอด</p>

สุนทรภู่ท่านกล่าวสอนให้รู้จักเก็บหอมรอมริบ เอาไว้ว่า

</font><p align="left">มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท</p>

อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์

มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง

อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน

ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ

ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน

</font>ท่านบอกเอาไว้ชัด ให้ถามตัวเอง จํ าเป็นไหม? ให้รู้จักคิดก่อนควัก บางคนนี้ประชันกัน เห็นเขาใช้ <p align="left">ก็ใช้ เห็นเขาซื้ออะไรก็ซื้อ เห็นเขาแต่งอะไรก็จะแต่ง อย่าไปทํ าอะไรให้มันเกินฐานะเกินภาวะของตัวเอง</p><p align="left">ความขยัน</p><p align="left">ประการต่อมา ต้องมีความขยัน</p>

คํ าว่าขยัน เดิมทีมาจากคํ าว่า ขายัน คนขยันเขาใช้ขายัน พยายามก้าวลุกไปข้างหน้า

คํ าว่า ขายันใช้ลุกขึ้น</font>ในภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้ว่า พร้อมในความขยันลุกขึ้นก้าวไปข้างหน้า <p align="left">โบราณสอนลูกสอนหลาน บอกว่าคนขยันนี้ต้องตื่นแต่เช้า ตื่นเช้าได้งานหลายตื่นสายได้งานน้อย ตื่นสายขยาย<p align="left">ตัวไม่ทันตื่นไก่ขันหันตัวได้รอบ ทีนี้ขายัน ฟังไม่เพราะ เลยตัดสระอาออก เหลือเป็น ข ก็เป็นขยันไป</p></p><p align="left">ระหว่างคนขยันกับคนขี้เกียจอยู่ด้วยกัน นอนด้วยกัน พวกเราสังเกตดูไหม คนขยันจะลุกก่อน</p>ตื่นแต่เช้า คนขี้เกียจลุกทีหลังตื่นสาย สีหน้าจะไม่เหมือนคนตื่นแต่เช้า สีหน้าสดชื่น เบิกบาน แจ่มใส มีเสน่ห์ <p align="left">คนตื่นสายหน้าตายุ่งหยุกหยิก ไม่มีเสน่ห์ เวลาลุกก็ลุกไม่พร้อมกัน คนขยันลุกก่อนแต่เช้า</p>

ฉะนั้น คนเราต้องขยัน ไม่เกียจคร้าน เป็นนักสู้ชีวิต แล้วจะเอาตัวรอดได้ ไม่มีใครสร้างชีวิตได้เพราะ

ความเกียจคร้าน แต่ทุกคนสร้างชีวิตได้ด้วยความขยัน ไม่มีใครมีกินมีใช้ได้เพราะความขี้เกียจ แต่เหลือกินเหลือใช้

เพราะความขยัน

</font><p align="left">ขี้เกียจแมลงวัน ขยันแมลงผึ้ง</p>คุณธรรมข้อขยันจึงเป็นเรื่องสํ าคัญ โบราณท่านบอกไว้ว่า ขี้เกียจแมลงวัน ขยันแมลงผึ้ง <p align="left">ผึ้งมันดีอย่างไร เขาจึงเอามาเปรียบเทียบ</p>

ผึ้งมีความดีถึง ๕ อย่าง ขยันหากิน บินไม่สูงนัก รักความสะอาด ฉลาดสะสม นิยมความ

สามัคคี ผึ้งมันสอนคุณธรรมแก่เรา

ทีนี้เมื่อถอดเป็นคุณธรรมสํ าหรับเราจะมาปฏิบัติได้ ก็คือ ทํ าอะไรก็ตาม ให้ขยันจริง ๆ ไม่เย่อหยิ่ง

ถือตัว ไม่เมามัวทํ าผิด ตั้งจิตสะสม นิยมความสามัคคี รักกันเหมือนพี่ดีกันเหมือนน้องและปรองดองกัน

เสมือนญาติ

</font><p align="left">ความถ่อมตน</p>ประการต่อไป เราต้องรู้จักถ่อมตน คือ มีความอ่อนอยู่ในตัว <p align="left">ความอ่อนที่เป็นคุณธรรมนั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ</p>๑. อ่อนน้อม <p align="left">๒. อ่อนหวาน๓</p>. อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ อ่อนไหว <p align="left">เป็นมนุษย์สุดดี มีอยู่ ๓ อ่อน อ่อนน้อมอ่อนเคารพ ประสบศรี อ่อนหวานปากภาพพจน์หมดราคี อ่อนโยนดี</p>มีท่าทางสุภาพกํ าซาบใจ <p align="left">อ่อนน้อม แสดงออกทางกาย มีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ่</p>

อ่อนหวาน แสดงออกทางวาจา พูดจาไพเราะ ไม่หยาบ ไม่กระด้าง

อ่อนโยน แสดงออกทางจิตใจ มีเมตตา กรุณา มุทิตา ไม่คิดเบียดเบียน ไม่คิดอิจฉาริษยาใคร

ไม่โลภอยากได้ของคนอื่น ไม่เคร่งร้ายป้ายโทษคนอื่น

นี่แหละคือคนที่มีคุณธรรมอ่อนน้อมถ่อมตน

ขอให้คิดดูนะ อะไรก็ตามถ้าแข็งกระด้าง เวลามีปัญหามันจะหัก แต่อะไรที่อ่อน ถ้ามีปัญหา

</font> <p align="left">มันจะลู่ตาม เช่น ต้นไผ่ ต้นอ้อ ต้นหลิว เวลานํ้ าหลากพายุพัด มันจะอ่อนลู่ไปตามพายุ พอพายุไปแล้ว</p>นํ้ าไปหมดมันจะเด่นสง่าดังเดิมต้นไม้ต้นใด พอพายุพัดแข็ง โต้นํ้ าโต้ลม นั่นแหละ หนึ่งกิ่งจะต้องหัก สองกิ่งไม่หัก <p align="left">ต้นก็จะโค่น รากก็ต้านทานไม่ไหว คนก็เหมือนกัน รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนนั่นแหละเป็นเสน่ห์ แต่แข็งกระด้าง</p>

ก้มหัวให้ใครไม่เป็น ไม่มีเสน่ห์

</font><p align="left">วิชาเป็นอํ านาจ มารยาทเป็นเสน่ห์</p><p align="left">วิชาเป็นอํ านาจ มารยาทเป็นเสน่ห์ วิชาเป็นอํ านาจทํ าให้เราประกอบอาชีพได้ ได้รับการยอมรับ</p>

แต่มารยาทเป็นเสน่ห์ คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส นั่นแหละมีเสน่ห์

อ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรีจิต ยิ่งเป็นคนมีเสน่ห์ คนมีเสน่ห์ต้องหน้ายิ้ม

หน้าเบิกบาน ไม่หน้าบูด หน้าบึ้ง แต่ก็ต้องยิ้มให้เป็นกาลเทศะ ไม่ใช่ยิ้มเรี่ยราด ไม่ใช่ใครเดินผ่าน</font>นั่งยิ้ม <p align="left">ลมพัดใบไม้ไหวยิ้ม ถ้าอย่างนี้ใครเห็นเขาก็ว่าไม่สบายแน่ ๆ<p align="left">ยิ้มนี้คือใจมีความสุข คนยิ้มแย้มแจ่มใสแสดงว่าใจเขามีความสุข สุขกับการได้อยู่ ได้เป็น ได้ทํ างาน</p></p><p align="left">ความเป็นคนกตัญญู</p><p align="left">ทีนี้อีกข้อหนึ่งสํ าคัญมาก เป็นคนกตัญญู กตัญญูแปลว่ารู้คุณ คู่กับคํ าว่า กตเวที แปลว่า</p>

ตอบแทนคุณ

พระพุทธเจ้าท่านรับรองไว้ว่า คุณธรรมของความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของคนดี จะรู้ว่าเป็นคนดี

หรือไม่ดี จะรู้ได้เลย เพราะว่าเขาเอากตัญญูกตเวทีนี้เป็นเครื่องวัด เช่น

</font><p align="left">จะรู้ว่าลูกดีหรือไม่ดี ก็ดูว่า</p><p align="left">ลูกมีความกตัญญูกตเวที ต่อพ่อแม่ไหม?</p><p align="left">จะรู้ว่าลูกหลานดีหรือไม่ดี ก็ดูว่า</p><p align="left">มีความกตัญญูกตเวทีต่อปู่ย่าตายายหรือเปล่า?</p><p align="left">จะรู้ว่าลูกศิษย์ดีหรือไม่ดี ก็ดูว่า</p><p align="left">มีความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์หรือเปล่า?</p><p align="left">จะรู้ว่าผู้น้อยดีหรือไม่ดี ก็ดูว่า</p><p align="left">มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่หรือเปล่า?</p><p align="left">ท่านจึงกล่าวไว้ว่า</p><p align="left">กตัญญู รู้คุณท่าน สํ าคัญนัก</p>

นี้เป็นหลัก คนดี มีครบถ้วน

ตอบแทนท่าน ให้งาม ตามสมควร

คนดีล้วน ใจมั่น กตัญญู

กตัญญู คือ รู้คุณคนที่บุคคลนั้น ๆ ให้แก่เรา และตอบแทนคุณด้วยการทะนุถนอม

ถ้าเป็นเครื่องใช้</font>ก็ระวังไม่ให้มันแตก ไม่ให้ทํ าลาย</font>ถ้าเป็นคนก็ยกย่องให้เกียรติ ประกาศเกียรติคุณงามความดีของท่าน อยู่ที่ไหนอย่าไปทํ าลาย <p align="left">ต้องสร้างสรรค์</p>

คนกตัญญูตกนํ้ าไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ คือไม่อับจน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

</font>อาศัยร่มไม้ชายคาใดต้องกตัญญู ทะนุถนอม <p align="left">ต้องไม่หักก้านรานกิ่งหรือเนรคุณต่อที่นั้น</p>

แล้วท่านจะประสบความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า

คุณธรรมดังกล่าว ทั้ง ๖ ประการที่กล่าวมา อันได้แก่ อดทน ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์ ขยัน ถ่อมตน

และเป็นคนกตัญญูนั้น นับว่าเป็นคุณธรรมสํ าคัญอย่างยิ่ง เป็นแนวทางหรือวิธีสร้างตนเอง อันจะนํ าตนให้เป็น

คนอยู่ดีมีสุข มีกินมีใช้ และสามารถนํ าพาตัวเอง ครอบครัว บริวารได้ในที่สุด

ที่มา </font>: หนังสือวิธีสร้างตนเอง <p align="left">โดย พระพิจิตรธรรมพาที</p><p align="left"> </p></strong><p align="left"> </p>