อุดมการณ์ชาวนาและวิถีเกษตรแห่งจิตวิญญาณ"
วันที่7ธ.ค.50นั้น ดิฉันได้ฟังการเสวนาอุดมการณ์ชาวนาและวิถีเกษตรแห่งจิตวิญญาน ซึ่งดิฉันได้มองเห็นภาพของชาวนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าอาชีพทำนาเป็นอาชีพที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ชาวนาทุกคนต้องเหนื่อยจะได้ข้าวมารับประทาน ประเทศไทยของเราเป็นฐานแห่งความั่นคงของราชอาณาจักรข้าวกลายเป็นสินค้าและกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เมื่อมีการทำสนธิสัญญาของข้าววิถีชาวนาไทยต้องเปลี่ยนแปลงไป เกิดการเช่านาและเรียกเก็บภาษีจากชาวนาจนทำให้ชาวนายากจนลง รัฐบาลให้ราคาข้าวต่ำลงและกดราคาค่าแรงงานจนทำให้ชาวนายากจนลง ภาษีต่างๆรัฐกลับนำไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งชาวนาไม่ได้รับผลประโยชน์เลย ชาวนาต้องกลับกลายเป็นผู้เช่าและมีหนี้สินมากมาย นี่คือทุกข์ของชาวนา ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ได้กล่าวว่า ความรักแผ่นดิน คือวิญญาณของวัฒนธรรม เกษตรกรคือ กองทัพเศรษฐกิจที่ปกป้องแผ่นดินไทยเอาไว้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีหน้าที่รับใช้ ช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาจะต้องพัฒนา ฟื้นฟูสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว อย่าดูถูกอดีต อย่าดูถูกแผ่นดิน ซ่งอาจารย์เดชา ศิริภัทร กล่าวว่าชาวนาไทยจะรอด ต้องคิดพึ่งตนเอง อย่าคิดพึ่งใคร ต้องเกิดปัญญาเอง มีสัมมาฐิทิ รู้เท่าทันแล้วไปให้ถึง เชื่อในจิตวิญญาณของตัวเอง ซึ่งขณะนี้ชาวนามีภาวะหนี้สินมากมาย ต้นทุนการผลิตสูง ค่าปุ๋ย ยา ซึ่งปุ๋ยเคมีไม่จำเป็นสำหรับการทำนาเลย ท่านสมณะเสียงศีล กล่าวว่า ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ชาวนาเป็นหนี้สินทั้งประเทศ จิตวิญญาณแย่ลง ซึ่งปัจจุบันข้าวพันธุ์พื้นเมืองหายไป ซึ่งพี่มณูญ พูดว่า ต่อไปนี้ ชาวนา จะยืนสง่าบนแผ่นดิน อาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่มั่นคง ดีฉันชื่นชมและนับถือพี่มณูญเป็นอย่างมากและอยากจะเป็นแบบพี่เค้า และดร.เพิ่มศักดิ์ ท่านได้มาการพัฒนา ฟื้นฟูที่ดิน เรียนรู้การทำนาร่วมกับชาวนาในชุมชน ซึ่งเกษตรกรตอนนี้ประสบปัญหาอยู่3 ประเด็น คือ หนี้สิน ไม่มีที่ดินทำกิน และราคาผลผลิต