ครู ... ควาย ... คนคิด ตัดสินใจ

 

.

เมื่อ ค.ควาย เดินตรงมาลงรู 

ก็เกิดครู ผู้สอนควาย ให้แตกฉาน

ควายคือเรา เราคือควาย มาช้านาน

ครูคือควาญ สอนควายให้ได้ดี  

                                    (โจ๊ก-อรรถพล บุญเลี้ยง)

 

กลอนข้างต้นแต่งโดยเพื่อนกัลญาณมิตรคนหนึ่ง ซึ่งเคารพรักคุณครูของตัวเองเป็นอย่างมาก

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปกินข้าวเพื่อประชุมงานและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน

 การพูดคุยระหว่างอาหารเย็นอร่อยออกรสจนสมองสัมผัสได้ในหัวข้อทั่วไป และสุดท้ายมันก็วกมาเข้าเรื่องการบ้า(น) การเมือง

 

ผมและโจ๊กคุยกันไปถึงเรื่องของการศึกษาทั่วไป

 

พอกลับบ้านมาผมก็แอบคิดต่อไม่ได้ว่า

ประเทศเรามีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาคนใหม่ที่ท่านมาจากสายกฎหมาย  เก่ง ฉลาด

คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เรื่องที่แกต้องแก้อาจจะมีมากมาย จนอยากให้แกคิดถึงเด็กตาดำๆ ทั่วประเทศมากกว่าผลทางการเมือง

 

จากเด็กถึงเยาวชน ประเทศไทยมีประชากรกลุ่มนี้เป็นสมาชิกถึงประมาณเกือบละ 40 ของประเทศนี่เป็นตัวเลขที่น่าคิด เพราะนอกจากจำนวนเด็กเยาวชน

ที่อยู่ในระบบการศึกษานั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลแล้ว

นี่ยังหมายถึงงบประมาณอันดับ 1 ที่ประเทศเราทุ่มเทลงมาให(จริงเหรอวะ) 

 

ถ้าจริง ป่านนี้ประเทศเราคงไม่มีปัญหาการศึกษา

ให้มันได้อย่างนี้สิ

 

วิกฤต การศึกษาที่เรากำลังเผชิญมีหลายด้านเหลือเกิน แต่ที่ ศ.วิจิตร ฝากไว้นี่ก็น่าสนใจ

1. การยกระดับการศึกษา 12 ปี

2. การพัํฒนาคุณภาพการศึกษา  (เพิ่มครู เพิ่มงบ+ทรัพยากรสนับสนุนต่างๆ)

3. การเน้นจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (จะเรียกว่าหลักสูตรแบบบ้านๆจะได้มั้ยนะ) 

ทำสามข้อนี้ได้ เด็กไทยก็คงจะดีใจแล้วละท่าน

 

 แต่ผมว่าอีกข้อที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ เรื่องของการพัฒนาระบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมของผู้เีรียน 

เพื่อให้เด็กและเยาวชน(บ้านเรา) มองเห็นตนเองว่าอยู่ในสังคม ไม่ได้แยกตัวเองออกมาจากสังคม ดังที่เรียนๆกันอยู่ในปัจจุบัน

 

หากแนวทางของรัฐบาลที่จะเน้นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน

ในการศึกษาให้สอดคล้องกันทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

ได้จริง  ... ก็คงเป็นเรื่องที่สุดยอดไปเลย

 

แต่ผมว่า เป็นไปได้ยาก ไม่ได้ดูถูกรัฐบาลท่าน แต่กำลังจะเป็นกำลังใจให้ท่าน

เพราะนอกเหนือจากการที่ท่านมีนโยบายที่เป็นประโยชน์แล้ว ความคิดเห็นของควายน้อยอย่างผมสู่ควายใหญ่อย่างท่าน

ก็คงเป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน

ระบบการติดตามประเมินผล(อย่างสร้างเสริมคนทำงานและเป็นธรรม)

การพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ และการคิดสร้างสรรค์(คิดนอกกรอบ) แก่ครูทั้งประเทศ 

(เรื่องอบรมความคิดสร้างสรรค์แก่ครูทั้งประเทศ  เคยมีประเทศแถบละตินอเมริกาที่ทำได้มาแล้วนะครับพี่น้องพี่ไทยทำไมจะทำไม่ได้ จริงบ่)

การดูแลบุคคลากรทางการศึกษาให้ทั่วถึงและเป็นธรรม

การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จำเป็นแก่ครูทุกสาขาวิชาที่มีความสำคัญ เช่น ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสังคม 

 

ทั้งนี้ทางหน่วยงานระดับกรม และกระทรวง

ควรต้องจัดการระบบบริหารภายในของตัวเองให้ดีเสียก่อน

แล้วจึงค่อยออกไปสั่งข้าราชการในสังกัด 

หากท่านยังบูรณาการในระดับหัวไม่ได้

อย่าหวังจะให้การศึกษาเป็นเครื่องมือให้เด็ก เยาวชน ได้มองเห็นชีวิตอย่างเป็นองค์รวม

 

อ้อ เรื่องสำคัญอย่างแรง โรงเรียนและผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับ

ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายที่เกี่ยวข้อง 

และควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ไม่ใช่มีกฎของโรงเรียนเป็นตัวกำกับ

ให้เด็กและเยาวชนอยู่ภายใต้การควบคุมเพียงอย่างเดียว

กฎ ไม่ได้ทำให้คนได้เรียนรู้ ดังนั้น เปิดเวทีแล้วให้โอกาสเค้าเหล่านั้นซะท่าน

 

ประเทศไทย ณ ปัจจุบันก็เป็นภาคีของอนุสัญญาฯระดับโลก นั่นคือ

อนุสัญญาฯว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ไทยรับเข้ามาตั้งแต่ 2535 เนื้อหาต่างๆ ก็บอกไว้ในเรื่องของการเปิดโอกาสแก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่

ข้อนี้กระทรวงไม่ควรลืม

 

ตัวอย่างนี้มีมากมายหลายโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วม

อยากยกตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดสตูล ได้ข้อมูลมาจากตอนที่ลงไปเก็บข้อมูลงานวิจัยด้านการบูรณาการงานด้านการพัฒนาเด็ก

และในระดับจังหวัดซึ่งผมเองก็ไปแอบอยู่กับคณะอาจารย์ที่ไปเก็บข้อมูลด้วย  

โดยมีท่านศึกษานิเทศน์ท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า มีโรงเรียนหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กๆได้มีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆของโรงเรียน และมีตัวอย่างเล็กๆคือ

"โรงเรียนนี้แม้แต่จะตัดต้นไม้ซักต้น ยังต้องเปิดเวทีสอบถามความคิดเห็นจากนักเรียน

เพราะเกรงว่าอาจจะมีนักเรียนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดต้นไม้ต้นนั้น เพราะเค้าอาจจะชอบไปนั่งหรือผูกพันกับต้นไม้ต้นนั้น

และที่สำคัญผู้บริหารเองก็อยากให้เด็กๆร่วมตัดสินใจ แม้จะเป็นเรื่องที่ใครเห็นว่าเล็กน้อยแต่นี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วม" 

 

เมื่อ ค.ควาย กับ ร.เรือ เชื่อ ม.ม้า

ครูของข้าจะวุ่นวายตายไหมหนอ

ก.ศึกษาคงเก่งกาจฉลาดพอ

ไม่รีรอสร้างปัญญานำพาไทย

 

ให้ค.ครูอยู่สนุกสุขในจิต

ควรเพ่งพิศพัฒนาอัชฌาศัย

จัดระบบเร่งตามติดสนิทใจ

สอนสั่งให้สังคมอุดมธรรม

 

พร่ำเพ้อ อยากเล่า เท่าที่รู้ ตอนที่ 2 ขอจบห้วนๆ แต่เพียงประการฉะนี้ 

 ข้อมูลบางส่วน จากมติชนสุดสัปดาห์ 8- 14 กพ51