<p>ในวันศุกร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นี้ หลังจากผมได้เกริ่นนำกระบวนการเรียนรู้แล้ว ผมก็ได้โทรหา ครูบาคำเดื่อง ภาษี ในฐานะผู้ที่ผ่านชีวิตที่ยากลำบาก มาแบบ “จน เครียด กินเหล้า” มาทำในรูปแบบของ </p> <p>ใช้ความรู้นำทางในการดำเนินชีวิต จนได้เป็นปราชญ์อีสาน อีกท่านหนึ่งที่เน้นทำวิจัยภาคประชาชน ในชุมชนหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน และอยู่ในชีวิตจริงของทุกคนที่ทำ ทั้งหมด</p> <p>วันนี้ ท่านได้เป็นตัวแทนของปราชญ์อีสานเข้าประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กรุงเทพฯ</p> <p>ท่านเดินทางถึงกรุงเทพฯตอนตีสาม และเข้าพักอยู่ในห้องพักรอประชุมกับรัฐมนตรี บ่ายสองวันนี้ (๑๕ กพ ๕๑) </p><p>จึงได้เวลาพอเหมาะ พอดีที่จะให้ความรู้กับนักศึกษาผ่านทางมือถือ ในวันปิดภาคเรียน และเป็นชั่วโมงสุดท้าย ประจำภาคการศึกษานี้</p> <p>ประเด็นที่ผมให้ท่านแนะนำตัวเองเพื่อให้เห็น Best Practices ของท่าน ก่อนที่จะขอให้ท่านให้ความรู้กับนักศึกษา มีประเด็นสำคัญ ดังนี้</p> <p>ท่านกล่าวว่า “เกษตรกรแต่ก่อนมีทรัพยากรมากมาย ไม่มีเงิน แต่ก็ทำมาหากินกันได้ แบบไม่เดือดร้อน”</p> <p>สาเหตุแห่งความเดือดร้อน คือ ทางราชการได้มองเห็นว่าชาวบ้าน “ไม่มีเงิน” และอยากให้ชาวบ้านมีเงิน</p> <p>จึงแนะนำ ส่งเสริมให้เปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เป็นเงิน โดยการทำลายป่า แหล่งน้ำ ในการปลูกปอ ปลูกมัน ปลูกอ้อย ไปขายเป็นเงิน</p> <p>ตอนแรกจะได้ดีทั้งผลผลิต และราคา</p> <p>แต่สักสองสามปี ทั้งผลผลิต ก็ลดลงเหลือไม่ถึง ๑๐% ของผลผลิตแต่แรก ราคาก็ลดลงอย่างมา</p> <p>เช่นตอนแรก ราคาปอ กก. ละ ๗ บาท ลดลงมาเหลือ ๒๕ สตางค์</p> <p>พอเปลี่ยนมาปลูกมัน ก็ได้ กก. ละ บาท กว่าๆ เหลือ ๕๐ สตางค์</p> อ้อย จากตันละ ๑๙๕๐ บาท เหลือ ๓๐๐ บาท <p>ทำให้ชาวบ้านที่เข้าไปติดกับอยู่ในระบบอยู่ไม่ได้ ทุนที่ทุ่มเทลงไปก็เริ่มหมด ขาดทุน และติดหนี้ในที่สุด</p> <p>จึงได้เข้าสู่วงจร “จน เครียด กินเหล้า” ให้หนี้หายไปในระหว่างที่เมา แต่พอสร่างเมา หนี้ก็มามากกว่าเดิม และยิ่งเครียดมากขึ้นอีก เมื่อเพื่อนบ้านพูดเยาะเย้ยว่า “เฒ่าแก่ไร่ปอ ไร่มัน ทำไมกลายมาเป็นขี้เมาข้างถนน”</p> <p>คิดดูแล้วไปไม่รอดแน่นอน</p> <p>พอดีได้รับคำแนะนำจากน้องสาวที่ไปปฏิบัติธรรมมาแนะนำ ให้ใช้หลัก อริยสัจสี่ และสัมมาทิษฐิ ในการดำรงชีวิต</p> <p>จึงได้เริ่มคิด ว่า ต้องมาทบทวนหาทางเลือกใหม่ ในการดำรงชีวิต ถ้าขืนวิ่งตามกระแสคำแนะนำแบบนี้ต่อไป มีแต่จะทุกข์มากขึ้นทุกวัน</p> <p>จึงเริ่มมาทำการเกษตรแบบไม่ลงทุน แบบเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงตนเอง</p> <p>จึงพบว่า กลับมี “เหลือ” พอที่จะใช้หนี้ และวางรากฐานให้กับครอบครัว จนสามารถสั่งสมทุนให้กับลูกหลานได้</p> <p>ภายใต้ หลักการ “หาเงินเหลือ ดีกว่า หาเงินหลาย” (แต่ไม่เหลือ)</p> <p>และพบว่าการศึกษาไทยในปัจจุบัน กำลังหลงทาง</p> <p>แทนที่จะสอนให้คนเรียนหลุดพ้นจากความเป็นทาส แต่กลับสอนให้คนเป็นทาส มากขึ้น แบบถลำลึกลงไปเรื่อยๆ </p> <p>จากคนที่มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง กลายเป็นด้อยโอกาส เรียนแล้วต้องไปเป็น”ทาส” เขาอย่างเดียว</p> <p>จึงวางแผนคุยกับลูกชาย ไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัย</p> <p>แต่แลกกับการยกที่ดิน เป็นทุนชีวิตให้แทน ที่ดีกว่าการขายที่ดินไปส่งลูกเรียน</p> เพราะเป็นการเรียนเพื่อชีวิต อยู่ในพื้นที่ และไม่ต้องเป็นทาสใคร <p></p><p>เรื่องนี้ต้องใช้เวลา พอสมควรกว่าจะเข้าใจตรงกัน</p> <p>หลังจากความสำเร็จ ก็ได้ดำเนินการขับเคลื่อนภาคประชาชน เพื่อพัฒนาทรัพยากรที่ดิน และสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง"</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ร่วมกับเครือข่ายปราชญ์อีสาน ที่จะทำทุกอย่างให้เป็นจริง ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และ นโยบายประเทศ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กิจกรรมที่ได้ดำเนินงานอยู่ก็คือ ผลักดัน แนวคิด ปลูกต้นไม้ใช้หนี้ เป็น วาระแห่งชาติ ที่มีทั้งการดำเนินการในพื้นที่ และการแก้กฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องกัน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยเฉพาะ กฎหมายที่ว่า “ต้นไม้เป็นของรัฐ” ที่ทำให้คนไม่อยากปลูกต้นไม้ หรือไม้ยืนต้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การปลูกต้นไม้ของเกษตรกรและระดับชุมชน เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างสมทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตนเอง เพื่อชุมชน และเพื่อประเทศชาติ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งมีตัวอย่างที่ทำได้ในระดับเครือข่ายปราชญ์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ทำให้ทรัพยากรที่ดินเป็นแหล่งพึ่งพิงของทุกคนได้อย่างยั่งยืน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เช่นเดียวกับ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตัวอย่าง ของสวนป่าของครูบาสุทธินันท์ ที่สามารถเป็นแหล่งทรัพยากรพึ่งพิงได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมอีกตลอดชีวิตของตัวเองและลูกหลาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ที่ครูบาคำเดื่องใช้คำว่า “เขียวหมื่นปี” ที่มีแผนงานการพัฒนาการปลูกต้นไม้เป็นระยะๆ มีการประเมินผลความก้าวหน้า ข้อเด่น ข้อด้อย ของการปฏิบัติในแต่ละเรื่องเป็นรายปี ราย ๕ ปี และราย ๑๐ ปี </h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></h1><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อหาวิธีการที่ดีกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบสิ่งแวดล้อม และระบบทรัพยากรในระยะยาวได้อย่างเป็นจริง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลังจากนั้น ผมได้ขอให้ครูบาคำเดื่อง ให้โอวาทกับนักศึกษาที่บังเอิญหลงทางเข้ามาติดกับอยู่ในระบบ “การเรียนเพื่อการเป็นทาส” แทนการเรียนเพื่อ “หลุดพ้นจากการเป็นทาส”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งครูบาคำเดื่องได้แนะนำว่า “ให้รู้จักตัวตนของเรา แม้จะหลงทางเข้ามาแล้ว ก็ให้รู้จักตัว วางตัวให้ถูกต้อง พยายามทำตัวให้เป็นไท มากที่สุด แล้วจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลังจากนั้น ผมได้ขอให้ครูบาคำเดื่องเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ถาม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งพบว่า นักศึกษาได้ถามถึง ความยากในการที่จะดึงไม่ให้ลูกของตัวเองต้องเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย จะทำได้อย่างไร?</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ครูบาคำเดื่อง ได้ตอบว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ต้องใช้การพูดคุย เป็นขั้นเป็นตอน และยกตัวอย่างให้เห็นว่า “แม้จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ก็ต้องกลับมาเรียนในชนบทเช่นเดิม”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยยกตัวอย่างจาก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอีกหลาย ๆ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย ก็ต้องส่งนักศึกษามาเรียนรู้กับครูบาคำเดื่อง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเราจะต้องดิ้นรนไปเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อจะกลับมาเรียนกับพ่ออีก</p><p>ทำไมเราไม่เรียนอยู่ในพื้นที่เลย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งพบว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในระยะต่อมาลูกก็เข้าใจได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนนักเรียนที่จบการศึกษา ไปเป็นปลัดอำเภอและทำงานในระบบราชการต่างๆ กลับมาบอกว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อยากมีที่ทำกินสัก ๕ ไร่ และมีชีวิตแบบเดียวกับที่เป็นอยู่ในชนบท ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายสุดท้ายในชีวิตของเขาเสียอีก</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งสรุปได้ว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วิธีคิดของครูบาคำเดื่อง ถูกต้อง ที่ไม่ต้องดิ้นรน วิ่งวนออกนอกทาง อ้อมเข้าไปสู่ระบบการศึกษา ระบบการทำงาน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อจะกลับมาใช้ชีวิตในชนบทอย่างสุขสบาย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่การใช้ชีวิตในชนบทที่สุขสบายตั้งแต่เริ่มต้นมีประโยชน์มากกว่า </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กล่าวคือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในปัจจุบัน ลูกชายของครูบาคำเดื่อง </p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งแสดงให้เห็นว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลังจากวางสายโทรศัพท์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมได้กล่าวสรุปให้นักศึกษาฟัง </p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่ง</p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงขอขอบพระคุณ ครูบาคำเดื่อง ภาษี มา ณ ที่นี้ด้วย </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และหวังว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การเข้าพบรัฐมนตรี ในเวลาบ่าย ๒ วันนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>จะได้ผลลัพธ์เพื่อชุมชนและประเทศชาติที่ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
ข่าวล่ามาเร็ว แจ้งว่า
ท่านประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้มาเป็น "ผู้ช่วย" รัฐมนตรื ในต้านการประสานงานกับชุมชน
และรัฐมนตรีว่าการฯ ได้มีบัญชาให้ท่านประพัฒน์จัดสำนักงานประสานงาน แบบห้องกาแฟ ให้ผู้นำเครือข่ายปราชญ์ทั้งสี่ภาค แวะเข้ามาหารือได้ตามสะดวก
ครูบาคำเดื่องบอกว่า
วาระแห่งชาติ "ปลูกไม้ใช้หนี้" ท่าจะโตได้ดีครับ
ตอนนี้เดินทางกลับเกือบถึงบ้านแล้วครับ
ผมปลูกไม้ตะเคียนทองไว้ ๕๐ ต้นในสวนของผม ผมบอกรุ่นพี่ว่าผมปลูกไว้ให้ลูกหลาน ผมปลูกกระถินเทพาเพื่อไว้ทำเฟอร์นิเจอร์เวลาผมเกษียณอายุ เพื่อนๆบอกว่าผมคิดอะไรแปร่งๆ ตอนนี้กระถินเทพาผมมีประมาณ ๕๐ ต้น ขนาด ๑ โอบ ตะเคียนทองสูง ๒ ท่วมหัว ปลูกผักเหมียงในสวนเป็นร้อย ปลูกหมากไม่รู้เท่าไหร่ มีผลไม้อย่างละ ๖-๗ ต้น เกษียณแล้วจะไปอยู่ที่นั่น มีสายโทรศัพท์เล่นอินเตอร์เนตได้ก็โอเคแล้ว คงไม่ได้หวังจะมีรายได้มากมายเพราะแค่เงิน กบข.ก็พอแล้ว ที่เหลือเป็นผลพลอยได้
คนใต้แถวบ้านผมก็เหมือนจะเป็นวัฒนธรรมการทำสวน ไม่ว่าจะมีอาชีพทำการค้า รับราชการ หรืองานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าได้มีสวนเป็นของตัวเองสักสวน ก็จะเป็นที่คุยกับเพื่อนฝูงได้ เอาไว้หลบร้อนตอนวันหยุด มีความสุขครับ
แสดงว่าท่านหาทางอ้อมกลับไปที่ที่ท่านมีความสุขที่สุดได้แล้ว
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ