หลังจากนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งได้เข้าหารือและมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงการคลังทุกส่วนงานแล้ว "มติชน" ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับการมอบหมายงานส่วนราชการของกระทรวงการคลังให้เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการสนองนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ผมได้มอบการบ้านให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงการคลังไปคิดโจทย์เดียวกันว่า จะทำอย่างไรให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน (investment year) โดยในส่วนกรมสรรพากรก็จะต้องไปหาแนวทางในการใช้มาตรการด้านภาษี เพื่อมาสนับสนุน หรือจูงใจให้เกิดการลงทุน และเพื่อเชิญชวนนักลงทุนเข้ามา ซึ่งกรมจัดเก็บทั้ง 3 กรมต้องไปคิดมา รวมถึงศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากมาตรการดังกล่าวด้วย  "ทำอย่างไรให้มาตรการด้านการคลังส่งเสริมความรู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่น่าลงทุนจริง ๆ ทั้งในแง่นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ โดยอาจจะเป็นศึกษาของแนวทางของประเทศอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ที่มีการส่งเสริมการลงทุนในเฉพาะเวลาพิเศษในปีหนึ่ง ๆ ก็จะมีมาตรการภาษีออกมาในช่วงปีหนึ่ง ๆ แต่ก็ต้องไปวิเคราะห์ดูว่ามีผลกระทบกับรายได้อย่างไรบ้าง" การชูเรื่องปีแห่งการลงทุนจะเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยปัญหาด้านค่าเงินด้วย เพราะหากมีการลงทุนก็จะลดแรงกดดันด้านการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะทำให้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง โดยภาครัฐจะเป็นตัวส่งสัญญาณที่ชัดด้านการลงทุน เช่น รถไฟฟ้าต้องเปิดประมูล เพราะเวลานี้ภาคเอกชนทุกคนรออยู่ที่จะลงทุน ตอนนี้กำลังการผลิตเต็มแล้ว ดังนั้น   สิ่งที่ต้องทำให้เกิดคือต้องทำในแง่ความเชื่อมั่นทั้งการบริโภคและลงทุนเอกชน เพราะ 80% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ประเทศเป็นของเอกชน ดังนั้น การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องพึ่งเอกชนเป็นหลัก สำหรับการขับเคลื่อนการลงทุนในส่วนของภาครัฐนั้น จะเข้าไปไล่ดูงบประมาณในส่วนต่าง ๆ ว่ามีส่วนไหนที่คั่งค้างอยู่บ้าง เพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจในการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีว่า จะต้องมีการเพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนเท่าใด โดยผมได้สั่งการให้กรมบัญชีกลางช่วยร่วมตรวจสอบหน่วยงานต่าง ๆ ที่เบิกเงิน โดยเฉพาะกองทุนนอกงบประมาณ และกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ ที่เบิกเงินแล้วเอาไปเก็บ ให้นำมารวมกับการประเมินผลในการจัดสรรงบประมาณปีหน้า หากเบิกแล้วไปเก็บไม่ได้มีประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องจัดสรรให้มากนัก นอกจากนี้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีการเบิกจ่ายไปมาก แต่มีการเบิกไปเก็บ ให้ไปรวบรวมว่ามีเท่าไหร่ อย่างไร และเราจะไปกระตุ้นให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้นำไปสร้างสาธารณูปโภค ก่อให้เกิดการจ้างงานในชนบท เพื่อเป็นตัวประคองไม่ให้กำลังซื้อในประเทศตกลง สำหรับงบฯ ลงทุนรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่สูงถึง 3.5 แสนล้านบาท เท่าที่ติดตามตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทราบว่ามีการเบิกจ่ายเพียง 50-60% ของวงเงินงบประมาณเท่านั้น ขณะที่งบประมาณของส่วนราชการสามารถเบิกจ่ายได้สูงถึงกว่า 90% จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปวิเคราะห์หาสาเหตุ และแนวทางแก้ไขเป็นรายรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการเร่งรัดการลงทุนในแต่ละโครงการให้ได้โดยเร็ว

 ในส่วนของการต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้านขึ้นไปเป็นธนาคารหมู่บ้านนั้น ได้มีการหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการที่จะเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรในการให้สินเชื่อกับกองทุนหมู่บ้านเกรดเอที่สามารถยกระดับเป็นธนาคารหมู่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว โดยจะให้เป็นโครงการร่วมกับสถาบันการเงิน แต่จะไม่ได้ทำเป็นการทั่วไป จะทำกับกองทุนที่มีความเข้มแข็งเท่านั้น โดยจะต้อง มีการประเมินสถานะของกองทุนหมู่บ้านกันอย่างจริงจัง และต้องดูระดับ AAA ว่ามีกี่แห่ง และให้ทำเป็นตัวอย่าง       ในการได้รับการต่อยอด แทนที่รัฐจะเข้าไปอุ้มตลอดเวลา ในระหว่างที่สถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นอย่างนี้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยสมควรได้รับการดูแล ดังนั้น จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะมีอะไรออกมาที่เป็นตัวกระชากกำลังซื้อ โดยเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม คงยังไม่เหมาะสมกับการที่จะปรับขึ้นจากระดับ 7% อย่างที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยมีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ก็จะมีมาตรการการคลังออกมาดูแล โดยจะเป็นการเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวในการคำนวณภาษีเงินได้จากปัจจุบัน 60,000 เป็น 100,000 บาท  เพื่อให้บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี  ซึ่งเป็นแนวคิดเดิมที่มีการศึกษากันไว้ก่อนหน้านี้ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">มติชน  15  ก.พ.  51</p>