เกือบ ๑๐ ปีแล้วที่พี่เดชา ศิริภัทร หรือ “ลุงเด” พี่ใหญ่แห่งวงการ NGO สายเกษตร ได้เมตตาเราและลูกศิษย์ของเราทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ด้วยการมาเป็น “อาจารย์” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนแห่งนี้อย่างต่อเนื่องทุกภาคการศึกษา
ลูกศิษย์ของเราโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวและประสบการณ์การทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรของ NGO หรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความต่างทั้งฐานคิดและวิถีการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับงานพัฒนาและงานส่งเสริมการเกษตรของภาครัฐและภาคเอกชน
เมื่อวันจันทร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นอีกวันหนึ่งที่พี่เดชาได้ช่วยเปิดมุมมองและโลกทัศน์ของลูกศิษย์เรา เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจถึงปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ของสังคมไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคการผลิตที่เป็นฐานรากอันสำคํญยิ่งของการพัฒนาประเทศ ตลอดจนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็น “กลุ่มเป้าหมาย” ในการทำงานของหน่วยงานหลากหลายภาคส่วน ณ วันนี้
พี่เดชาเริ่มด้วยการนำตัวเลขภาวะ “หนี้สิน” ของพี่น้องเกษตรกรมาบอกเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง..... เมื่อปี ๒๕๔๗ ชาวนาสุพรรณมีหนี้สินเฉลี่ยครอบครัวละ ๔ แสนบาท พอปี ๒๕๔๙ หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น ๖ แสนบาท และในปี ๒๕๕๑ นี้ ตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยของชาวนาสุพรรณน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๘ แสนบาทต่อครัวเรือน
คำถามที่พี่เดชาตั้งให้ลูกศิษย์เราคิดต่อคือ “หนี้สินที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ เกิดจากอะไรและเกิดจากใคร ???” และหากรวมตัวเลขหนี้สินชาวนาไทยที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว ประมาณการกันว่าน่าจะอยู่ที่ตัวเลขประมาณ ๑ ล้านล้านบาท
พี่เดชาตั้งคำถามต่อว่า “ขณะที่ธนาคารหรือบริษัทเอกชนมีหนี้มหาศาลและรัฐช่วย ส่วนเกษตรกรและคนจนลำบากแทบตายนั้น แต่รัฐไม่ช่วย เป็นเพราะอะไร???”
ถึงตอนนี้ เราในฐานะที่เป็นคนหนึ่งของภาครัฐ เป็นกรรมการของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งเคยได้ร่วมขบวนการทำงานของรุ่นพี่รุ่นน้องที่ทำงานในแวดวงส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร แอบแย้งในใจว่า “รัฐก็ช่วยอยู่นะคะ” แต่ก็นั่นแหละนะ ยังไปไม่ถึงไหนเลย...
เสียงพี่เดชากล่าวต่อว่า“เป็นเพราะรัฐทำตาม “นโยบาย” อย่างเดียว ส่วนบริษัทก็หวังแต่ “ผลกำไร”...
นั่นซินะ ถึงตรงนี้ เราเห็นจริงตาม เราคิดว่า “รัฐใหญ่เกินไปที่จะเข้าถึงประชาชน และรัฐก็เล็กเกินกว่าที่จะดูแลคนทั้งประเทศ” ส่วนบริษัทเอกชนน่ะหรือ เสียงนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสที่เคยมาขอสัมภาษณ์เราดังแว่วขึ้นในใจ....“L’enterprise,elle est une machine. Elle n’a meme pas le cerveau” แปลเป็นไทยได้ใจความว่า “บริษัทน่ะหรือ ก็คือเครื่องจักรเท่านั้น ไม่มีแม้กระทั่งสมอง...” คงไม่ต้องถามหา “จิตวิญญาณ” ของเครื่องจักรเครื่องนี้กระมัง
“...เรียนเกษตรกัน มีใครจบแล้ว อยากไปเป็นเกษตรกรบ้างไหม” พี่เดชาถามลูกศิษย์เราด้วยคำถามเดียวกับที่เราเคยถามพวกเขาตอนเปิดเรียนรายวิชานี้ใหม่ ๆ เมื่อช่วงต้นเทอม มีลูกศิษย์ยกมือกันอยู่หลายคน...แต่เมื่อเทียบกับจำนวนนิสิตทั้งหมดที่นั่งกันอยู่ในห้องเรียนวันนั้นแล้ว ก็นับเป็นสัดส่วนที่ไม่มากเลย
พี่เดชาเล่าต่อให้ลูกศิษย์ฟังว่า จากการได้พูดคุยและสอบถาม “พ่อแม่”ที่เป็นเกษตรกร ได้ข้อมูลมาว่า “ให้ลูกเรียนอะไรก็ได้ แต่ห้ามออกมาเป็นเกษตรกรเด็ดขาด”
เรานั่งนึกถึงใครบางคน... เพื่อนรักเราเอง...ใฝ่ฝันอยากเป็นเกษตรกรและเดินสู่ฝันนั้น...ที่สุด เมื่อได้เรียนรู้วิถีและสัมผัสความจริงของชีวิต“เกษตรกร”ที่แสนยากลำบาก ก็จำต้องยอมออกจากป่า ละทิ้งความฝัน ผันชีวิตมาเป็น “คนเมือง” ทิ้งอดีตให้เป็น “ตำนาน” ไว้เพียงเล่าขาน
“นิสิตเห็นไหมว่าเกษตรกรมีปัญหา”“ทำไมเกษตรกรจึงรังเกียจแม้แต่อาชีพตัวเอง และทำไมอาชีพอื่นจึงไม่รังเกียจอาชีพของพ่อของแม่ แสดงว่าอาชีพนี้มีปัญหาแล้วใช่ไหม?”
“...ซึ่งแต่เดิมมานั้น วิถีชีวิตชาวนา วิถีชุมชนไม่ใช่เช่นนี้ เดิมนั้นอยากให้ลูกหลานอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว อยากให้อบอุ่น....ฯลฯ ”
พี่เดชาตั้งคำถามพร้อมกับอธิบาย และอธิบาย
“นั่นคือเหตุผลที่ NGO หรือองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างพวกเราต้องมาทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรและการส่งเสริมการเกษตร ทั้ง ๆ ที่บริษัทและรัฐก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว แต่เพราะรัฐและบริษัทส่งเสริมจนเกษตรกรมีปัญหา เราจึงต้องทำงานส่งเสริมอีกแบบที่เกษตรกรจะแก้ปัญหาได้...”
เรื่องราวยังไม่จบค่ะ โปรดติดตามในตอนต่อไปนะคะ
สวัสดีคะอาจารย์ตุ้ม เห็นตัวเลขการเป็นหนี้สินของชาวนาสุพรรณฯแต่ละครัวเรือน และยอดของหนี้ยังเพิ่มตามขึ้นเรื่อย ๆ อีก ใจหล่นหาย
คำถามที่พี่เดชาตั้งให้ลูกศิษย์เราคิดต่อคือ “หนี้สินที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ เกิดจากอะไรและเกิดจากใคร ???” และหากรวมตัวเลขหนี้สินชาวนาไทยที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว ประมาณการกันว่าน่าจะอยู่ที่ตัวเลขประมาณ ๑ ล้านล้านบาท
...........
..........
..........
??????
สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่นขอมอบดอกไม้แห่งมิตรภาพให้ก่อนค่ะ
อยากให้อาจารย์เข้าไปอ่านนิดนึง เรื่องกุหลาบ โดนจีนแย่งไปแล้วค่ะ เพราะสาเหต่อากาศและการปรับปรุงพันธุ์ เรื่องนี้มีให้พูดยาว ตัวเองเคยใกล้ชิดเกษตรกรมาก่อนค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์พี่หมู
เรื่องตัวเลขพวกนี้ บางทีก็มีปัญหาค่ะ เพราะแหล่งข้อมูลบางแห่งมีที่มา - ที่ไปของตัวเลขไม่ชัดเจนนัก สำหรับตัวเลขภาวะหนี้สินของชาวนาสุพรรณบุรีที่ได้มานั้น ตุ้มคิดว่า "เชื่อถือ" ได้ค่ะ เพราะเป็นตัวเลขที่ทางมูลนิธิข้าวขวัญลงพื้นที่เก็บเองค่ะ และเป็นชาวนาในพื้นที่ "ไว้ใจ" จึงให้ตัวเลขและข้อมูลที่ "เป็นจริง" ค่ะ
ตุ้มได้มีโอกาสลงเรียนรู้กับพี่น้องเกษตรกรในชุมชนหลากหลายพื้นที่ทุกภาคค่ะ คิดว่าครัวเรือนในภาคอื่น ๆ ก็มีหนี้สินไม่น้อยไปกว่าครัวเรือนในสุพรรณบุรีและภาคกลางค่ะ โดยข้อมูลจาก "แผนแม่บทชุมชน" ที่ชาวบ้านเก็บข้อมูลกันเอง พบว่าหมู่บ้านแต่ละแห่งมีตัวเลขหนี้สินประมาณการอยู่ที่ 10 ล้านบาทค่ะ ตำบลหนึ่งก็ประมาณ 100 ล้านบาทค่ะ....น่ากังวลไหมคะ
แต่คงต้องดูในรายละเอียดและ "ที่มา" ของหนี้ด้วยค่ะ บางครั้งพบว่า "หนี้" เกิดจากการลงทุน โดยทุนนั้นเป็น "ทรัพย์สิน" ที่มีมูลค่าค่ะ เช่น ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง เครื่องจักร ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม โจทย์ก็คือ หนี้เหล่านี้มี "ดอกเบี้ย" ซึ่งเกษตรกรต้องจ่ายต่อเนื่องไม่มีเว้นวรรคค่ะ ดังนั้นหากคิดไม่รอบคอบเพียงพอ การก่อ "หนี้" จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวค่ะ
สิ่งที่จำเป็นต้องขับเคลื่อนเพราะจะช่วยคลี่คลายปัญหาภาวะหนี้สินของพี่น้องเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งก็คือ การจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทระพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต ตามแนวทางของพระอาจารย์สุบินค่ะ
ชวนพี่หมูลงพื้นที่ดีกว่า ....จะได้ไปช่วยเกษตรกรด้วยกันนะพี่หมูนะ
สวัสดีค่ะคุณ Sasinanda
ขอบคุณคุณ Sasinanda มากค่ะ ขอบคุณสำหรับดอกไม้แห่งมิตรภาพ...สัญญาว่าจะดูแลเป็นอย่างดีนะคะ
แม้ดอกไม้จะเปลี่ยนสภาพตามกาลเวลา หากมิตรภาพจะยังคงอยู่... เติบโตและเบ่งบานในใจตลอดไปค่ะ
ปัญหาว่าด้วยการเกษตรนี้มีมากและมีมานานค่ะ เช่นที่คุณ Sasinanda มีประสบการณ์นั่นแหละค่ะ คงต้อง "เปิดวง" คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวสักทีมังคะ ....นัดกันไปคุยที่บ้านริมน้ำของอาจารย์ยุวนุชที่อยุธยาไหมคะ
อาจารย์ครับ
สวัสดีค่ะคุณพี่บางทราย
มีโอกาสเราเปิดเวทีคุยกันที่บ้านพี่เดชาน่าจะดีนะคะ...
ว้าว ชวนกันมาเลยค่ะ อยากให้ได้มาคุยเรื่องมีประโยชน์ต่อแผ่นดินกัน ยินดีต้อนรับทุกท่านเลยค่ะ