คืนวันที่ ๓๐ ธ.ค. ๕๐ หยิบหนังสือ “พอเพียงบนวิถีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ประสบการณ์จากพื้นที่จังหวัดพังงา-ระนอง” มาพลิกๆ ดู     ถามตัวเองว่า ความไม่พอเพียงเกิดจากอะไร    ตอบเองว่าเพราะใช้จ่ายเกินตัว  หรือลงทุนเกินตัว     ถามต่อว่าทำไมจึงใช้จ่ายเกินตัว ตอบว่า เพราะคิดไม่เป็น  ถูกชักจูงให้ใช้จ่ายในสิ่งไม่จำเป็น     ถามว่าลงทุนไม่เป็นเกิดจากอะไร    ตอบว่าเพราะคิดเป็นแต่เรื่องการผลิต คิดเรื่องตลาดไม่เป็น     คนอื่นเป็นผู้ควบคุมตลาด  ผู้ผลิตก็ถูกเอาเปรียบเรื่อยไป   

         ผมจึงเกิดความคิดว่า ชีวิตที่พอเพียงต้องปฏิเสธเป็น    สำคัญที่สุดคือปฏิเสธกิเลสที่มากเกิน    รู้เท่าทันกิเลส  รู้จักหักห้ามใจว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็นสำหรับเรา     แม้คนอื่นเขามี เขาเสพได้  แต่ฐานะขนาดเราไม่อยู่ในฐานะที่จะทำตามอย่างเขา

         ลัทธิเอาอย่าง เพื่อรักษาหน้าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อชีวิตที่พอเพียง     ชีวิตที่พอเพียงจึงต้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูง     คิดเป็นและมั่นใจในความคิดของตัวเอง     ไม่ใช่ทำตามคนอื่นตามๆ กันไป

         กิจกรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นเฉพาะด้านการผลิตไม่น่าจะเพียงพอ     ต้องเน้นอีก ๒ ด้านควบกันไป     คือการเรียนรู้ด้านตลาด และด้านความยับยั้งชั่งใจด้านการใช้จ่ายหรือการบริโภค     รวมเป็นเรียนรู้อย่างน้อย ๓ ด้าน      ในด้านการใช้จ่ายหรือการบริโภคนั้น  ระดับความพอเพียงของคนเราไม่เท่ากัน    เพราะรายได้ไม่เท่ากัน     แต่ผมก็เห็นว่า คนมีเงินไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไป     ถ้ามีเงินมาก ควรบริจาคช่วยเหลือสังคม ดีกว่าเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไป

        อีกมุมหนึ่งของการวิจัยเพื่อท้องถิ่น คือ sponsor หลักควรเป็น sponsor ในท้องถิ่นนั้นเอง      คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    การวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงจะ “เพื่อท้องถิ่น” ได้จริง และดำเนินการต่อเนื่อง เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน    เป็นลู่ทางสู่เศรษฐกิจพอเพียงของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

วิจารณ์ พานิช
๓๐ ธ.ค. ๕๐