<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้อคิดสำคัญเรื่องนี้ผมได้มาจากงานของ ครูชา เปิงบ้าน
ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอซำสูง จ.ขอนแก่น</p>ที่เขียนไว้ในเรื่องhttp://gotoknow.org/blog/nfekrucha/153943<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพลงเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ “ไทยรบพม่านั้นไม่มี”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่อ้างรายงานเรื่อง กรุงศรีอยุธยา “มรดกโลก” ในเพลงเล่าประวัติศาสตร์ ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2550 คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม หน้า 34 </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่มักมีการตั้งคำถามที่อาจมีผลดีในแง่การสร้างความภูมิใจเชิงชาตินิยม ทำให้เยาวชนไทยรู้สึกฮึกเหิมภาคภูมิใจ มีทั้งชิงชังชนชาติศัตรูที่เคยเอาชนะเราได้ในประวัติศาสตร์ และเหยียดหยันเยาะเย้ยชาติที่ด้อยกว่า การเคียดแค้นชิงชังชาติที่เคยชนะเรา มีส่วนอย่างมากต่อการคิด การทำ การวางตัวตนของเราในปัจจุบัน ไม่รู้จบสิ้น…น้อยนักที่ครูจะสอนนักเรียนว่า รัฐชาติ ที่มีประเทศนั้นประเทศนี้ หรือชาตินั้นชาตินี้ มีมาไม่นานมานี่เอง การปลดปล่อยประชาชาติเล็ก ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การล่มสลายของรัฐศักดินาเจ้านครหลายแห่ง การตกลงเป็นสนธิสัญญายอมรับอำนาจในดินแดนของมหาอำนาจนักล่าเมืองขึ้นด้วยกันเอง หรือกับชนชาติพื้นเมืองเดิม จนกลายเป็นรัฐ หรือประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน ราวไม่เกิน100 ปี มานี้ <p> ผมขอแสดงความเห็นว่า </p><p>น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ</p>เราน่าจะเขียนและสอนประวัติศาสตร์ใหม่ ตามหลักฐานเดิม แต่ตีความหมายตามความน่าจะเป็น ที่น่าจะดีกว่าการเขียนเพื่อสร้างชาตินิยม แต่ทำให้คนเกลียดชังกัน ทีมีปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่มีผลต่อการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง <p>เรื่องนี้ท่านบรมครู จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เคยเขียนแจงไว้ดีมาก </p><p>ว่าขนาดอยุธยาก็มิได้เป็นอาณาจักรที่ถาวร </p><p>แต่ศูนย์อำนาจในยุคนั้นก็ย้ายไปมาตามราชวงศ์ที่ครองอำนาจ และมีเมืองสำคัญๆ มากมาย </p><p>อยุธยาเป็นเพียงเมืองหนึ่งเท่านั้น และใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเรียก "ยุค" เท่านั้น</p><p></p><p>แต่การสอนประวัติศาสตร์ก็พยายามเน้นความยิ่งใหญ่ของอยุธยาจนลืม เมืองอื่นๆที่สำคัญไม่น้อยเหมือนกัน</p><p></p><p>โดยเฉพาะที่ชอบสอนว่า </p><p>คนไทยย้ายมาจากไหนๆ นั่นก็ยิ่งประหลาด </p><p>ไม่ทราบต้องการอะไร คนไทยปัจจุบันน่าจะเป็นส่วนผสมของเผ่าพันธุ์ที่ย้ายกันไปมาตามศูนย์อำนาจ การกวาดต้อน และการหาที่ทำกิน </p><p>เหมือนสมัยนี้แหละใครคือคนไทย ไม่น่าจะมีคำตอบ </p><p>เช่น ผมพยายามสืบค้นประวัติตระกูล ไล่ไปมาไม่รู้ปนเปกันกี่สาย แยกไม่ได้หรอกว่าใครคือคนไทย หรือคนอะไร </p><p>เพียงครอบครัวใด กลุ่มใด เมืองใดเข้มแข็งในเชิงวัฒนธรรม ก็เป็นหลักให้คนอื่นมารวม </p><p>แล้วก็เรียกไปตามความเข้มแข็ง </p><p>ที่บางทีก็เป็นไปตามวัฒนธรรมของอำนาจ </p><p>เช่น การครองอำนาจนั้น มักว่าตามสายของพ่อ จนแทบลืมสายทางแม่ </p><p>ผมจึงสอนประวัติศาสตร์ไทยให้ลูกสาวเรียนที่บ้านแบบน่าจะเป็น เพราะที่โรงเรียนสอนแต่เรื่องสัญลักษณ์ และเขตแดน </p><p>ที่เป็นสิ่งสมมติตามอำนาจควบคุมเท่านั้น </p><p>ในเชิงเผ่าพันธุ์ ความรู้ ศิลปะ และวัฒนธรรมก็ผสมเหมือนเดิม </p><p>ในอดีตนั้น </p><ul>
</ul><p>สมัยก่อนแต่ละเมืองไม่มีกองทัพด้วยซ้ำ </p><ul>
</ul><p>เราจึงน่าจะศึกษาประวัติศาสตร์ตามความน่าจะเป็นมากกว่าแบบเน้นสร้าง ชาตินิยม </p><p>เราจะได้ไม่มาทะเลาะกัน กินใจกัน จนแทบทุกวันนี้ </p><ul>
</ul><p>ถ้ามองเมืองไทยแล้วไม่เข้าใจ ลองไปอ่านสามก๊กอาจเข้าใจง่ายกว่า เพราะไม่มี “อัตตา” </p><p>ประเด็นนี้น่าสนใจจริงๆครับ ตอนนี้เราหลงประเด็นไปไกลทีเดียว </p><p>ผมคาดว่าการเรียนประวัติศาสตร์ควรมีหลายมิติ</p><ul>
</ul><p>แยกอย่างนี้จะทำให้เราเห็นประเด็นชัดเจนกว่า </p><p>ตอนสอนก็ว่าเป็นระดับๆไป</p><p>· เด็กเล็กๆก็สอนเรื่องเมืองต่างๆ</p><p>· โตมาก็สอนเรื่องศูนย์กลางอำนาจ ชนเผ่าต่างๆ</p><p>· ต่อมาก็เรื่องการพัฒนา</p><p>· ต่อมาก็ด้านศิลปะ วัฒนธรรม</p><p>· สุดท้ายอารยธรรมและการพัฒนาความรู้</p><p>· ที่ซับซ้อนไปตามลำดับ </p><p></p><p>น่าจะดีกว่าการสอนแบบเดิมๆ ที่ย้ำแค่เมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์อำนาจ เพื่อการสร้างชาตินิยม </p><p>ที่ผมว่าคาดว่า น่าจะเป็นการตีความออกจากความน่าจะเป็นมากเกินไป </p><p>หรือผมเข้าใจอะไรผิดไปไหมครับนี่ </p><p>สวัสดีครับ </p>
มาคาระวะอาจารย์ค่ะ
และที่อาจารย์กล่าวมาทั้งหมด ดิฉันคิดว่า ก็ถูกต้องหมดค่ะ
สุวรรณภูมิคือชุมชนแห่งสหชาติพันธุ์
ก็คือ จะมีแนวสอนใหม่ที่จะมีการพยายามบอกคนไทยใหม่ในเรื่องของ เรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของผู้คน พื้นแผ่นดินไทย และดินแดนอุษาคเนย์ รวมถึงภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์รื่นรมย์ เกิดความสำนึกรักผู้คน บ้านเมือง รวมกระทั่งถึงสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติกับประเทศเพื่อนบ้าน อันนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอีกด้วย
คือพวกเราทั้งอุษาคเณย์ เป็นญาติกันทั้งหมด ก็ว่าได้ค่ะ
ตอนที่พิพิธภัณฑ์เปิดแล้ว ลองไปดูนะคะ
ขอบคุณมากครับที่สะกิด
ผมคิดว่าเรากำลังเข้ามาในทางที่ถูกต้องแล้ว
แต่ผมก็ยังรอดูว่า เมื่อไรเราจะปรับกระบวนการสอนให้คนเข้าใจกันนะครับ
ผมไปอ่านแล้วซาบซึ้งมากครับ
คงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชมให้ได้ครับ
ดิฉันได้ข้อมูล จากฐานข้อมูล การวิจัยทางชาติพันธุ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ก็มากค่ะ
เรื่องการปรับกระบวนการสอนเด็ก ให้รู้อย่างเดียวกันหมด อาจ ต้องปรับแก้ต่อไปอีกค่ะ
<p>ทีนี้ พุดถึงคนไทยปัจจุบัน สำหรับพี่น้องชาวชนบท </p>
ดิฉันยังอยากให้เขา รักสนุกให้น้อยลง และไม่ต้องถอยรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ออกมามากนัก และยัง เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน/ทางรถยนต์มากขึ้น จนทำให้สถิติของผู้ตายและบาดเจ็บในเทศกาลต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี ค่ะ
</span></span></strong>
ขอบคุณมากครับ
เรื่องการใช้จ่ายภาคชนบทนั้น ผมพยามสืบค้นดู พบว่า ทุกคนก็อ้างความสะดวก และข้อต่อรอง (เชิงให้รางวัล) ในการตั้งใจเรียนหนังสือ และหาทางออกให้กับตัวเอง และครอบครัว (แบบหน่วยกล้าลุย ประมาณนั้น)
เป็นที่หวังว่าจะได้เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ยามแก่เฒ่า
พ่อแม่ พี่น้องจึงทุ่มเทชีวิต (และทรัพย์สิน-ถ้ามี) อย่างสุดความสามารถ เท่าที่ทำได้ ให้กับลูก โดยอาจไม่ได้คิดถึงโอกาสล้มเหลว วิ่งตามแต่ Best practice (แบบด้านเดียว) โดยลืมระวัง Worst practice อีกไม่รู้กี่ด้าน
อย่างว่าครับ คนสำเร็จตลอดทางก็มี อาจไม่มาก แต่ทุกคนชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า คนที่ล้มเหลว หรือพลาดไม่ใช่ตัวเขา และเขาน่าจะเป็นส่วนที่สำเร็จมากกว่า
แบบเดียวกับการพนันนั่นแหละครับ
อย่างน้อยก็ต้องลองเสี่ยงดู
ไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าทนทุกข์ไม่มีทางออกอยู่บ้านนอก
เขาคิดกันอย่างนี้ และเป็นระดับจิตวิทยาชุมชนเลยครับ ไม่ใช่ปัจเจก จึงแก้ตรงๆทันทีไม่ได้ครับ
เราต้องค่อยๆอธิบาย ชี้ให้เห็นข้อด้อย ข้อควรระวัง แต่ก็ต้องระวัง เดี๋ยวเขาจะมองว่าเราดูถูกเขา หรือขัดขวางความก้าวหน้าของเขา
ไม่ง่ายเท่าไหร่ครับ