การไป Trekking ที่เนปาล  ทำให้เกิดความสนใจร่วมกันในหมู่กัลยาณมิตรของข้าพเจ้า โดยต่างตกลงใจว่า อย่างน้อยปีละครั้งที่เราจะได้ไป trekking ที่ไหนสักแห่ง  มีหลายท่านที่อยากกลับมาที่เนปาลอีก  โชคดีที่ยังไม่มีใครในกลุ่มคิดฝันในใจว่า  จะปีนเขาขึ้นไปยัง Mt.everest เพราะงานนี้ข้าพเจ้าคงจะขอตัวเนื่องจากสังขารไม่ให้จริงๆ  แต่มีบางท่านชวนไปเดินแบบ 14 วันเป็นอย่างน้อย ขึ้นไปที่ความสูง 5000 กว่าเมตร  ซึ่งก็น่าสนใจอยู่ อย่างน้อยก็ไปถึง Everest  base camp   งานนี้คงต้องเตรียมตัวกันนานเป็นเดือนๆ และยังเป็นเรื่องในอนาคตอยู่

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รุ่นน้องผู้คุ้นเคยกันดี กับเพื่อนสนิทของข้าพเจ้า อยากจะไปเนปาลอีกสักรอบ แต่ไปไม่ได้เนื่องจากมีความวุ่นวายในประเทศเนปาลช่วงนั้น  เราจึงเลือกไปแถวๆ ประเทศเพื่อนบ้านแทน ข้าพเจ้าเลยชักชวนไป Trekking ที่ Mt.kinabalu  บนเกาะบอร์เนียว  เพราะมีผู้กล่าวว่าเป็นยอดเขาสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  คือสูงถึง  4000 กว่าเมตร 

เป็นธรรมเนียมหรืออย่างไรไม่ทราบที่ไฮไลท์ของการเดินขึ้นไปที่จุดสูงสุดนั้น จะต้องขึ้นไปเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้น   อย่างตอนไปเนปาล เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อเดินจากจุดที่พักขึ้นไปยัง Poon Hill   และต้องเดินให้ถึงก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น  แล้วเฝ้ารอดู ตอนที่แสงแรกของพระอาทิตย์ปรากฏขึ้นบนยอดเขา  เป็นการมาเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ต้องใช้แรงกายแรงใจน่าดู เพราะต้องบากบั่นเดินขึ้นมาอย่างยากลำบาก        การตื่นแต่เช้าแล้วเฝ้ารอดูพระอาทิตย์ขึ้นแถวๆ บ้านก็คงจะง่ายกว่ากันเยอะ

มีคำพูดที่เรามักจะพูดกันอยู่บ่อยๆว่า  บางครั้งเราทำงานยุ่งมากจนไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน  และก็เป็นคำพูดที่ทำให้เห็นภาพพจน์ของชีวิตเราได้ดีทีเดียว  เคยมีช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าแถวที่ทำงานของข้าพเจ้านั้น พระอาทิตย์ขึ้นทางไหน และตกทางไหน นอกจากจะไม่มีเวลามองดูตะวันแล้ว ยังไม่มีเวลามองดูเดือนดูดาวด้วย  

 การเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ดูจะเป็นเรื่องที่ผู้คนในปัจจุบันไม่คิดสนใจจะทำกันแล้ว เพราะชีวิตมันรีบเร่งมากจริงๆ   เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงปู่ติชที่ว่าด้วยเรื่องการมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า  จะว่าไปแล้วแม้มันจะขึ้นหรือตกตรงหน้า   เราผู้เร่งรีบทั้งหลายก็ไม่ได้สนใจจะมองด้วยซ้ำ  หลวงปู่กล่าวในหนังสือเล่มหนึ่งว่า  ทุกวันนี้เพราะเราทำตัวห่างจากธรรมชาติ ห่างจากพระแม่ธรณี เราจึงป่วย  ท่านว่าธรรมชาตินั้นช่วยเยียวยาหลายสิ่งหลายอย่างให้เรา แต่สิ่งที่เราทำในปัจจุบันก็คือการทำตัวห่างเหินจาก ธรรมชาติ    

การไป Trekking ที่ kinabalu ได้ช่วยย้ำเตือนบางอย่างแก่ข้าพเจ้า  สิ่งนั้นคือที่ระดับความสูง 4000 กว่าเมตรนั้น หนาวเย็น ลมแรง และไม่น่าอยู่เลยแม้แต่น้อย    เราเดินออกจากที่พักที่เป็น Base camp ตอนตี 1  ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น บรรดาคนผู้ชอบลำบากทั้งหลายต่างพากันเดินกันไปเป็นกลุ่มๆ  สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงจุดสูงสุดของ Mt.kinabalu ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น   เป็นการเดินที่ยากลำบากทีเดียวในความมืดของยามค่ำคืน  มีแสงจากไฟฉายส่องทางเป็นระยะๆ   กว่าจะมาถึงยอดเขาก็ฟ้าสางพอดี  มีเวลานั่งพักแล้วเฝ้ารอดูพระอาทิตย์ขึ้น  เมื่อฟ้าสว่างข้าพเจ้าก็พบว่าเราอยู่บนยอดเขาที่แห้งแล้ง อากาศก็หนาวเย็นมาก แถมลมก็แรงจนแทบจะพัดพาเราไปได้  ไม่น่าอยู่เลยสักนิด           หลังจากถ่ายรูป     นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ผู้คนทั้งหลายต่างก็เดินกลับลงมา 

 ตอนเดินกลับลงมาเมื่อฟ้าสว่างแล้ว จึงรู้ว่าได้เดินขึ้นมาสูงแค่ไหน  เพราะเมื่อมองลงไปรู้สึกเหมือนมายืนอยู่บนขอบโลก   และการลงนั้นยากลำบากยิ่งกว่าการเดินขึ้นมาหลายเท่า เพราะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เผลอๆอาจลื่นไถลตกลงมาอย่างแรงและได้รับบาดเจ็บได้   การขึ้นไปนั้นอาจจะยากอยู่ แต่ขาลงนั้นยากกว่าเยอะทีเดียว