หนูขอกราบขอบคุณเตี่ยที่ให้โอกาสและเห็นความสำคัญของการศึกษา
เตี่ยกับการศึกษาของลูก
“ ตาพงษ์แกจะให้มันเรียนไปทำไมวะลูกสาวแกตั้ง ๖ คน ให้มันเป็นลูกจ้างเจ็ก ( เฮอะเตี่ยก็เจ็ก )ในตลาดล้างจานแกก็ได้เงินเหนาะ ๆ หลายตังค์แล้ว” คำพูดนี้ฉันได้ยินจนชินหู และยิ่งตอกย้ำมากขึ้นเมื่อเตี่ยเห็นว่าลูกคนใดเกเร และท้อแท้ในอาชีพของพ่อแม่ เตี่ยมักจะด่าว่า ( และต้องเป็นตอนกินเหล้าเมานะ จะได้น่ากลัวหน่อย ) แต่ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเตี่ยตอบคำ
“ เออ ! ถ้าพวกมึงไม่ขยันเรียนหรือขี้เกียจทำงานในบ้านกันก็ไปเป็นลูกจ้างเจ็ก ( เตี่ยก็เจ็ก ) ล้างชามในตลาดนั่น เห็นไหมอี..... เมื่อวานมันโดนเอาขันน้ำโขกหัว บางทีก็กะละมัง มันทำงานของเขาเสียหายบ้าง ชักช้าไม่ทันใจบ้าง นายจ้างน่ะถ้าทำงานไม่คุ้มเงินเขาก็ไม่จ้างหรอก น้ำหน้าอย่างพวกมึงจะทำอะไรได้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาอ่านหนังสือ อยากโง่เป็นควายหรือไง.....” ( คราวนี้ควายซวย )
อีพรรณ เป็นไงงานมึงไปถึงไหนแล้ว พับถุงนะดูซะมั่งบางลูกตูดเบี้ยว เอาไปใส่ไก่มันจะสวยอะไร ทำให้ดีดี นะมึง อีวาสก็แปะกาว ( สลากสินค้า ) ดูบ้างซิ ถ้าตูดมันเบี้ยวมึงก็ต้องแปะให้เบี้ยวด้วยมันจะได้ไปกันได้ ( ตกลงแนะนำนะไม่ได้ด่า )
ย้อนอดีต ครูคนแรกของฉันชื่อว่าครูสะอาด ครูสะอาดเป็นคนสะอาดสมชื่อ เวลานักเรียนในโรงเรียนรับจ้างของครูคนใดทำของเสียในร่างกายเลอะเทอะ ครูจะซักล้างและฟอกสบู่แล้ว...อีก จากนั้นก็ยกมือของครูขึ้นดมว่าหายเหม็นหรือยัง ครูสะอาดนี่เป็นครูที่ดุอันดับหนึ่งทีเดียวสำหรับเด็กที่เกเรและขี้เกียจเรียนอย่างพี่สาวของฉัน ฉันเคยตามพี่สาวไปโรงเรียนด้วย พอถึงคราวฉันต้องไปเรียนบ้างฉันตั้งใจมากพยายามไม่ทำให้ครูสะอาดดุ แต่ฉันก็เคยถูกตีด้วยนะ ฉันชอบโรงเรียนของครูสะอาดเพราะมันตั้งอยู่ในละแวกที่เป็นสวน และบ้านแต่ละหลังมีรั้วรอบขอบชิดเป็นสัดส่วนไม่เหมือนบ้านของฉันที่อยู่ในดงสลัม บนบ้านหรือโรงเรียนของครูสะอาด ( โรงเรียนคือใต้ถุนบ้าน ) มีตากับยายใจดีหั่นยาสมุนไพร และบดด้วยรางโยก (รางเหล็กใหญ่มาก สากบดเป็นล้อเลื่อนถูกผูกโยงกับขื่อบ้านแล้วมีคันโยก ฉันชอบไปดูและดมยาที่ตากับยายบด บางครั้งถูกลากลงจากกระไดให้ลงมาเรียนหนังสือ ......... พูดถึงความขี้เกียจของฉันเมื่อฉันรู้ว่าจะถูกครูสะอาด ทำโทษ ฉันก็ไม่อยากไปโรงเรียน โยเยโยกเยก พอเตี่ยรู้เข้า เขามีวิธี .... ถามเลย จะไปเองหรือให้เตี่ยจูงไป >>>> เข็ดจนตาย.... สายไฟอ่อน ๆ ยาว ๆ มัดสองมือ แบบชูชกมัดกัณหาชาลี ( ดูดีกว่ามัดควายแล้วจูงไปโรงเรียน ) จากนั้นจูงผ่านสถานีรถไฟช่วงที่คนมารอขึ้นรถกันเยอะ ใครถามก็บอกว่าพาไปส่งโรงเรียน ...<<<<
ต่อมาก็ถึงคราวน้องสาวของฉันบ้างเตี่ยเห็นมีครูเปิดรับจ้างสอนใหม่อีกโรงเรียนหนึ่ง ครูคนนี้ออกเดินรับ- ส่ง เด็กนักเรียนของเขาด้วย ชื่อครูบุญเกิด ฉันก็เห็นเมื่อออกไปเล่นที่ฉางเก็บของ ( ส่วนใหญ่พืชผลเกษตร )รอขึ้นรถไฟ ครูบุญเกิดเขาไปรับพวกลูกลิเก เตี่ยฉันคงฟังเรื่องราวของครูคนนี้จากพวกลิเกที่ไปขึ้นรถไฟเพื่อไปแสดงในที่ต่าง ๆ ตกลงน้องสาวของฉันทั้ง ๒ คนได้เรียนกับครูบุญเกิด ฉันแสนจะอิจฉา เพราะน้องเล่าว่าครูใจดีมาก ไม่เคยตีเลย แต่โรงเรียนของครูบุญเกิดฉันไม่ชอบเพราะอยู่ในสลัมและใต้ถุนบ้านก็วิ่งเล่นไม่ได้มันแฉะน้ำ
เตี่ยมักพูดให้ลูก ๆ คำนึงถึงการศึกษาเล่าเรียน แต่ไม่ได้บอกว่าให้เป็นเจ้าคนนายคน ... เห็นไหมขายของหาเช้ากินค่ำ วันไหนฝนตก รถไม่มา ( มีหลายสาเหตุ ) เจ็บไข้ได้ป่วย ไปขายของไม่ได้ก็ไม่มีเงิน ถ้าทำงานมีเงินเดือน ฝนตกฟ้าร้อง เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ได้เงิน ( ถ้าไม่โกงเขาให้ไล่ออกซะก่อน ) ถ้าดีกว่านั้นรับราชการก็ได้สิทธิค่ารักษาพยาบาล พ่อแม่เจ็บป่วยก็ได้อาศัย ( แต่เตี่ยฉันเกลียดโรงพยาบาลเป็นที่สุด เตี่ยนิยมไปหาหมอที่คลินิค จะอธิบายอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนวาระสุดท้าย ... เออ! อีพรรณ โรงพยาบาลนี่มันเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ .....ตั้งแต่เกิดมาฉันก็เห็นเตี่ยเข้าโรงพยาบาลก่อนตายนี่แหละ... เลยเล่าไม่ถูก )
เตี่ยไม่ได้ส่งเสริมให้ลูกเรียนหรือบ้าเรียนหรืออ้างธุระการเรียน ถ้าลูก ๆ เอาธุระกับการเรียนมากจนไม่ทำงานบ้านเป็นโดนแน่นอน ... ถ้าพวกมึงไม่ช่วยกันทำกินแล้วจะเอาที่ไหนเรียน เห็นไหม เขาไปซื้อร้านนั้นแล้ว เขาเห็นมึงอ่านหนังสือเรียนเขาก็เกรงใจไม่อยากรบกวน ฉะนั้นก็อย่าอ่านหนังสือเรียนหรือทำธุระเกี่ยวกับการเรียนเวลาเฝ้าขายของ ยิ่งเวลาใกล้สอบปลายปีพวกเราลูก ๆ ผู้อยากเรียนทุกคน จึงต้องบริหารเวลาและกิจกรรมเพื่อให้การเรียนประสบความสำเร็จเพราะถ้าเหลวไหล เป็นไหลแน่ ทั้งน้ำตา และเลือด ( เตี่ยตีแตกเลย ทีเดียว นี่แหละ เวลาจะตี ถามให้เจ็บใจซะด้วยนะ ว่าผิดครั้งนี้จะให้ตีกี่ที ฮือ.... ไม่บอกจำนวน โดนตีเกินความผิดช่วยไม่ได้นะ บอกน้อยกว่าความผิดที่สมควรได้รับโทษก็ไม่ได้ ฮือ .... ต้องคำนวณให้ดี ) พวกเราต้องนำงานบ้านที่เพื่อน ๆ พอช่วยได้ไปทำที่โรงเรียน เช่นพับถุง คืนหนึ่งต้องไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ลูก เราก็สอนให้เพื่อนทำ จากนั้นก็แบ่งงานเป็นส่วน ๆ เช่น กลุ่มนี้ เรียง กลุ่มนี้ทากาว กลุ่มนี้พับข้าง ฯลฯ ระบบโรงงานเลยนะนั่น ให้คนที่เราสอนไปสอนเพื่อนอีกที เราก็ทำในเวลาพักกินข้าว หรือในวิชาที่ครูไม่มาและไม่มีครูสอนแทน ....เราต้องทำทุกวัน เพื่อสะสมเพราะบางช่วงสินค้าขายดีมาก ที่ทำไว้ไม่พอใช้เราก็ต้องทำเพิ่มในช่วงกลางคืน ( ปกติทำทุกคืน ) กว่าเราจะเริ่มทำการบ้านก็ ๔ ทุ่มไปแล้ว ถ้าอ่านหนังสือเลยเวลา ๒ ยาม แล้ว เตี่ยตื่นขึ้นมาเห็นก็ไล่ให้เข้านอนเดี๋ยวตื่นสาย ทั้ง ๆ ที่ ตี ๔ เราก็ตื่นกันแล้ว
เรื่องการเรียนเตี่ยก็ไม่ได้บังคับหรือคาดหวังว่าคนนั้นคนนี้ต้องเรียนอะไร ใครอยากเรียนอะไรก็ไปเรียนกันจบแล้วจะทำงานอะไรก็ได้ ขออย่างเดียว อย่าโกงทุกชนิด เตี่ยเกลียดคนโกหกและคนขี้โกงมากที่สุด ....ฉันก็เกลียด.........สุดท้ายลูกของเตี่ยก็เรียนจบปริญญาถึง ๕ คน ( พี่สองคนแรกไม่ได้เรียนทั้ง ๆ ที่เรียนเก่งและเจ้าของโรงเรียนให้เรียนฟรีรวมทั้งให้ทุนการศึกษา แต่พี่ ๆ ก็ตัดใจช่วยเตี่ยกับแม่เพื่อให้น้อง ๆ เรียน ส่วนพี่สาวฉันอีกคนไม่ยอมเรียน ทั้ง ๆ ที่เตี่ยให้โอกาสในการเรียนมากกว่าใครๆ ( ได้เรียนโรงเรียนเสียเงิน ) คนสุดท้ายจบปริญญาตรีเมื่ออายุ ๓๐ กว่าปี พวกเราต้องทำงานกันไปและ ผลัดกันไปเรียนเป็นช่วง ๆ
การที่เตี่ยสอนให้พวกเราทำงานควบคู่กันไปพร้อมกับการเรียน ....ฉันเห็นว่าได้ประโยชน์หลายอย่างเพราะทำให้เรารู้จักทำภารกิจส่วนตัวของตนด้วยตนเอง......เช่น ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว รวมทั้งงานอดิเรกที่เพิ่มรายได้ ....ใช่ว่าทำงานแล้วต้องจ้างซักเสื้อผ้า ...ซื้อกับข้าวสำเร็จหรือผูกปิ่นโต..ฯลฯ ที่ฉันเห็นเพื่อน ๆ ทำกัน .....หลายคนอ้างว่าไม่มีเวลาจึงต้องจ้างให้ผู้อื่นทำ.....ซึ่งเป็นเหตุให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ....
ฉันเคยใช้วิธีของเตี่ยสอนนักเรียนเรื่องการทำงานและการใช้จ่ายภายในบ้าน โดยตั้งโจทย์ ที่เป็นสภาพจริงว่า.....ถ้าครูอยากเป็นคุณนาย ( ไม่ทำงาน )๑. ถ้าครูต้องจ่าย ค่าซักรีดเสื้อผ้า.....ชิ้นละ ๕ บาท ครูใช้วันละ ๔ ชิ้น เท่ากับ ๒๐ บาท ๑ เดือน ๖๐๐ บาท ถ้าบ้านครูมีกัน ๕ คน ครูต้องเสียค่าซักรีดเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ( ที่สำคัญเสื้อผ้ามักหาย และชำรุดจากการซักเพราะผู้ซักไม่รู้ว่าผ้านั้นตกสีหรือไม่ ) แต่ถ้าทำเองจะประหยัดเงิน โดยแบ่งความรับผิดชอบหน้าที่การงานให้แก่ทุกคนในบ้าน
๒. ถ้าครูต้องออกไปกินข้าวนอกบ้านข้าวจานละ ๒๐ บาท ๓ มื้อ เท่ากับ ๖๐ บาท ๑ เดือน ๑,๘๐๐๐ บาท บ้านครูอยู่กัน ๕ คน ครูต้องเสียค่าอาหารเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท แต่ถ้าครูทำเองจะประหยัดเงินและได้กินอาหารมากอย่างกว่าที่ซื้อกินทีละจาน
สรุป แค่นี้ครูก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แถมยังได้กินอาหารที่สะอาดปลอดภัยมากกว่าเพราะทำเอง .......และครูก็ยังได้มีเวลาทำงานร่วมกับครอบครัวด้วย ลองคิดดูถ้าทุกอย่างจ้างเขาทำหมด เราก็ต้องทำงานมากขึ้นเพื่อหาเงินให้คนอื่นใช้ >>> จ้างเขาทำธุระส่วนตัวแทนเรา...อย่างนี้เขาก็รู้ไส้ ( สภาพความเป็นไป ) ของเราหมดเลยว่าเป็นอย่างไร............นอกจากจะประหยัดแล้วยังเป็นการสร้างความรัก ความเอื้อเฟื้อ และเอื้ออาทรต่อผู้อื่นด้วย ( ทั้งที่เป็นคนในบ้าน ) โดยเป็นธุระจัดหาจัดทำในสิ่งที่ตนรับผิดชอบให้แก่ผู้อื่น ..เช่นเมื่อซักผ้าตากก็ต้องรู้จักว่าคนไหนจะใช้เสื้อผ้าอะไรเมื่อไร เราต้องเตรียมไว้ไม่ให้เขาเดือดร้อน เพราะเขาก็ทำธุระการงานในส่วนอื่น ๆ แทนเรา
และแล้วในปี ๒๕๒๕ เป็นปีที่ฉันได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ช่วงนี้เตี่ยมีครอบครัวใหม่
ฉันมีจดหมายไปบอกเตี่ยให้ไปร่วมแสดงความยินดีกับฉันว่า “ กราบเท้าเตี่ยที่เคารพ ลูกสาวของเตี่ยคนแรกจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร อยากให้เตี่ยไปร่วมแสดงความยินดีด้วย........งานนี้เตี่ยจะพาแฟนไปเที่ยวด้วยก็ได้แต่หนูไม่รับประกันความปลอดภัย.....เพราะแม่หนูเขาต้องไปอยู่แล้ว .....สุดท้ายนี้หนูขอกราบขอบพระคุณเตี่ยที่เล็งเห็นความสำคัญและให้โอกาสแก่ลูก ๆ ในเรื่องของการศึกษา........” ฉันทิ้งจดหมาย ( ส่งไป ) ล่วงหน้าเป็นเวลาเดือน กว่า..และในใจก็ไม่ได้นึกถึงว่าเตี่ยจะไปร่วมแสดงความยินดี
ขณะที่ฉันกำลังถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ก็ได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์ประกาศเรียกฉันให้ไปพบผู้ปกครอง......ฉันคิดว่าแม่และพี่เดินทางมาถึงแล้วแต่คงหาฉันไม่พบ.................
“ พรรณ เตี่ยอยู่นี่ ” เมื่อทักทายกันได้สักหน่อยเราก็เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ .....ฉันก็ปากหอม.....เตี่ยมาคนเดียวเหรอ .....อือ....แล้วพวกแม่..มาหรือยัง.....ยังเลย.........หนูไม่นึกว่าเตี่ยจะมาหรอก......เออทีแรกก็จะไม่มาแล้วหละ......กลัวหมาจะชะเง้อคอย.........แล้วเตี่ยมาถึงเมื่อไร....ตั้งแต่เมื่อคืน......อึ้งกิมกี่ไปเลย.......เดินมาถึงกลุ่มเพื่อน .....แนะนำให้รู้จักกับเตี่ย.......คราวนี้เตี่ยต้องแทงไฮโลที่ลูกสาวตัวแสบเขย่าถ้วยแล้ว.......เอ้าเชิญคุณ ๆ รวมวงไฮโลด้วยกัน........งานนี้มีสูงกับต่ำเท่านั้น........๕๕๕๕๕......ดูหน้าเตี่ยแล้วคิดถึงบันทึก คานทองล้อมเพชรนะคะ
หมายเหตุ บันทึกตำนานรักทุกตอน ต้องการเขียนแสดงให้เห็นความรักของพ่อแม่ที่ปรารถนาดีต่อลูก ๆ และเพื่อระลึกถึงเตี่ย......ส่วนเรื่องการพนันบ้านฉันไม่เล่นเพราะเตี่ยไม่นิยม แต่เตี่ยสอนให้พวกลูก ๆ รู้กลโกงของการพนันด้วยการล้อมวงเล่นกับลูก ๆ ในวันตรุษ วันสราท หนึ่งในจำนวนลูกเต๋า เป็นผู้ที่เดินผ่านมาเราก็ลยขอถ่ายรูปไว้ด้วย

สวัสดีค่ะ
- ขอบคุณค่ะที่อ่านแล้วยิ้ม
- มั่นใจได้ว่าอาจารย์ไม่ใช่เซียนพนัน
- ชื่อเล่มเข้าท่าค่ะ
สวัสดีค่ะคุณปรีดา
- หาลูกค้าให้ได้ ๑,๐๐๐ เล่ม = ๑,๐๐๐ นา
- ให้ค่านายหน้า ๑ เล่ม ค่ะ
- นี่คนกันเองนา....คนอื่นฟรีจ้า
- อิอิ ขอบคุณค่ะ