อย่างน้อยก็ได้ภาษาอังกฤษ และความเป็น "มนุษย์"

                                            ไม่ผิดหวังที่มาเรียนที่อินเดีย

                                 

ดิฉันได้มีโอกาสพบกับนักศึกษาไทยที่ไปเรียนปริญญาเอก ที่เมืองปูเน รัฐมหารัชตะ

(บอมเบย์) อยู่อินเดียมา 7 ปี พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่วมาก  การที่คนไทยหลายคนมี

ทัศนคติว่าควรจะไปเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษามากกว่าที่จะเรียนกับประเทศ

ที่เพียงแต่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่นอินเดีย เป็นต้นนั้น ดิฉันไม่เถียง หากท่านมีฐานะดีพอ

ที่จะส่งบุตรหลานไปเรียนในประเทศตะวันตกหรือบุตรหลานท่านมีความสามารถมาก

พอที่จะสอบชิงทุนไปศึกษาต่อได้ การได้เรียนรู้จากต้นตำรับเป็นโอกาสที่ดี ทั้งนี้ทั้งนั้น

 ดิฉันคิดว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างว่าเราอยากให้ลูกหลานเราได้เรียนรู้อะไร ซึมซับ

อะไรจากที่ไหน ภาษาอังกฤษเป็นเพียงผลพลอยได้อย่างหนึ่ง นอกจากเนื้อหาวิชาการ

การดำเนินชีวิต ค่านิยม ทัศนคติที่ลูกหลานเราจะถูกหล่อหลอมในสังคม วัฒนธรรม

นั้นๆ นักศึกษาไทยคนนี้บอกว่าไม่เคยคิดที่จะมาเรียนอินเดียเลย แต่เมื่อจบปริญญาตรีที่

มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งแล้ว คุณแม่ก็เห็นว่าไม่ได้ภาษาอังกฤษติดตัวมามากนัก

คุณแม่จึงส่งลูกสาวมาเรียนโทที่นี่และขณะนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่

เมื่อ 7 ปีก่อนเมืองนี้ก็ไม่ได้เจริญอย่างที่เห็น นักศึกษาคนนี้ก็ต้องเรียนรู้และปรับตัว

พอสมควร วิทยาลัยที่เรียนก็เป็นอาคารแบบอังกฤษเก่าๆ ดูภายนอกก็ยังสวยงาม เก๋

แต่ไม่ได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพที่น่าเรียน น่าทำงานมากนัก มีอาคารแบบใหม่สอง

ชั้นอยู่ใกล้ๆ สองอาคารเท่านั้น แต่วิทยาลัยนี้มีชื่อเสียงทางด้านโบราณคดีและภาษาศาสตร์

ของอินเดียมากว่าร้อยปีแล้ว มีผลงานวิชาการมากมายเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

ผลิตนักวิชาการทั้งชาวอินเดียและต่างประเทศมากมาย นักศึกษาคนนี้พูดได้ทั้งอังกฤษ

และฮินดีอย่างคล่องแคล่ว โต้เถียงต่อราคากับสามล้อเครื่อง ร้านค้าได้สบายเรียกว่า

รู้ทันก็แล้วกัน

     ดิฉันเคยถามเพื่อนชาวอินเดียที่เป็นอาจารย์ว่าการสอบไล่ของอินเดียในมหาวิทยาลัย

นักศึกษาทั้งตรี โทต้องสอบแบบอัตนัย เขียนตอบกันเป็นเล่มๆ ไม่ใช่วงกลม verb to เดา

แบบที่เราทำกันซึ่งสร้างความเชี่ยวชาญในการเดามากกว่าวัดความรู้และความคิดเห็น

ของผู้เรียน นักศึกษาไทยหรือต่างชาติสอบตกก็มีไม่น้อยต้องสอบใหม่ การเรียนของ

อินเดียเข้มข้นหากเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดี

      นักศึกษาบอกว่าไม่รู้สึกเสียใจที่คุณแม่ส่งมาเรียนที่นี่ เพราะเขาได้พัฒนา

ภาษาอังกฤษที่อาจจะดีกว่าคนที่จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในเมืองไทยจำนวนไม่

น้อย หากฟังภาษาอังกฤษของคนอินเดียรู้เรื่องแล้ว ฟังจากคนชาติอื่นก็คงไม่ยากนัก

เขาได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอินเดียที่เป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทย ได้เรียนรู้

ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทั้งเหมือนและแตกต่างไปจากวิถีชีวิต

แบบเดิม แต่ไม่ห่างไกลจากธรรมชาติ ไม่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ไม่ทำให้ชีวิต

ฟุ่มเฟือยจนลืมตัว มีชีวิตที่เรียบง่าย มีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น และได้ความรู้สึกรัก

ประเทศไทยมากขึ้นเมื่อกลับมาประเทศไทย เป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่ดิฉันได้

สัมผัสมาจึงอยากแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านได้ทราบทัศนะของคนไทยบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่

ที่นั่นนานพอควรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจว่าการจะบอกว่าตีแขก

ก่อนตีงูนั้น ท่านมีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงใด

        ดิฉันมีข้อสังเกตว่านักศึกษาไทยที่สำเร็จการศึกษาสาขาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษจะ

มีความอ่อนด้อยทางภาษาอังกฤษมาก แม้จะสำเร็จปริญญาโทมาแล้วก็ตาม หากพื้นฐาน

ไม่ดีมาตั้งแต่มัธยม  แม้จบปริญญาโทก็ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน กระทรวงศึกษาธิการ

มีนโยบายจะพัฒนาหลักสูตร วิธีการเรียน การสอน การใช้งาน เพื่อบังคับให้เด็กไทย

ต้องเรียนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับการศึกษาขั้นสูงๆ ได้อย่างไร

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ หากเราสื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ได้ เราจะ

ไม่มั่นใจ และปิดกั้นตนเองจากการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในโลกกว้างที่ใช้ภาษาอังกฤษ

เป็นสื่ออย่างไม่ต้องสงสัย นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไทยพอใจที่จะทำงานแต่ในประเทศ

ไม่อยากออกไปแข่งขันเผชิญกับโลกกว้างเพราะข้อจำกัดทางภาษา เราจะปล่อยให้

สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หรือ???

----------------

ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจเรื่องราวของอินเดียในมิติต่างๆ ที่ประสงค์จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ขณะนี้สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังเปิดรับสมัคร

นักศึกษารอบสอง หลักสูตรอินเดียศึกษา ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 8 มีนาคม

2551 กรุณาสมัครด่วน ท่านอาจจะได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญา

เอกที่ประเทศอินเดีย หากมีผลการเรียนในระดับปริญญาโทดี

(www.lc.mahidol.ac.th) โทร. 02-800-2308-14 ต่อ 3308, 3101