เพลงอีแซว
ต้องรำประกอบการแสดง
ต้องมีคนรำมาร่วมแสดงด้วย
ต้องมีการกระโดดโลดเต้นด้วย
หรือว่าจะต้องทำอย่างไรกันแน่
เป็นความคิดความเห็นที่ออกจะหลากหลาย เพราะจากจุดเริ่มต้น เมื่อนาน ๆ เข้าก็มีการประยุกต์ไปตามแนวคิดของแต่ละบุคคล ในการแสดงเพลงอีแซว ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านประเภทหนึ่งที่มีผู้ร้องนำ ในสมัยก่อน นักแสดงวงหนึ่งจะมีจำนวนเพียง 4-6 คน ถ้าเป็นวงใหญ่ก็จะมีผู้แสดง 8-10 คน มีผู้ร้องนำ (คอต้น) และมีผู้ร้องร่วม (คอรอง) นอกนั้นเป็นลูกคู่ร้องรับ ช่วยปรบมือ ตีกรับ ตีฉิ่งไปด้วย
มาถึงในยุคปัจจุบัน การแสดงเพลงอีแซวของเยาวชนระดับชั้นประถมศึกษา และระดับชั้นมัธยมศึกษา บางวงมีคนร้องนำอยู่เพียงคนเดียว ที่เหลือนอกจากนั้น 30-40 คน มายืนรำกันเต็มเวทีไปหมด บางวง มีนักร้องนำ (พ่อเพลง แม่เพลง 4-6 คน) มีนักเต้น (แดนเซอร์) กระโดดโลดเต้นอยู่แถวหลัง ยกแข้งยกขา ทำท่าทาง วาดลวดลายแบบหางเครื่องเพลงลูกทุ่งก็มี ถ้าถามว่า ในการแสดงเพลงอีแซววันนี้ ควรที่จะต้องมีผู้รำมาร่วมแสดงหรือไม่ ผมขอแสดงความเห็นว่า น่าจะมีนะครับ เพราะกาลเวลาเปลี่ยนไป ควรที่จะมีการประยุกต์บ้าง และถ้าถามว่า นักแสดงที่จะมาร่วมรำควรมีสัดส่วนเท่าไรของนักร้องนำ และรูปแบบของการรำ กระโดดโลดเต้นแค่ไหน อันนี้คงต้องแล้วแต่ผู้ทำวงเพลงอีแซววงนั้นว่า กำลังนำเสนอผลงานอะไร ให้ใครดู
มีท่านผู้รู้ (เรียกตนเองหรือมีผู้อื่นเรียกท่านว่าผู้เชี่ยวชาญทางเพลงพื้นบ้าน) ได้เรียกเพลงอีแซวว่า “เพลงรำอีแซว” ในกรณีนี้ ผมไม่แน่ใจว่า เป็นเพราะท่านเห็นเด็ก ๆ ขึ้นไปรำกันบนเวทีแสดงเป็นจำนวนมากหรืออย่างไร จึงได้เหมาเรียกเพลงอีแซวว่า เป็นเพลงรำ ความจริงการที่จัดให้มีผู้แสดงรำประกอบก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าท่านผู้ชมจะได้เห็นของสวย ๆ งาม ๆ ด้วย แทนที่จะได้เห็นได้ฟังแต่ผู้ร้องนำเท่านั้น ในส่วนของการเรียกชื่อ คงต้องไปสอบถามจากครูเพลงรุ่นเก่า ๆ ว่าจะเรียกเพลงอีแซวว่าเป็นเพลงรำได้หรือไม่ เพราะเท่าที่ผมเรียนรู้ ฝึกหัดมาจากครูเพลง ท่านมักจะพูดกับผมว่า เพลงอีแซวมีการร้อง การพูดจาโต้ตอบกันของผู้เล่น 2 ฝ่าย ไม่เคยได้ยินครูเพลงพูดว่า เพลงอีแซวเป็นเพลงรำ
คนยืนรำแถวหลังมีที่มานะครับ มิใช่ว่าอยู่ดี ๆ หรือมีมานานแต่การจัดให้มีนักแสดงหญิงยืนรำอยู่แถวหลัง เป็นความคิดของพี่เกลียว เสร็จกิจ (ขวัญจิต ศรีประจันต์) หลังจากที่หยุดวงดนตรีลูกทุ่ง หันกลับมาทำวงเพลงอีแซว พี่เขาก็ยังนึกถึงหางเครื่อง (แดนเซอร์) จึงได้จัดให้พวกสาว ๆ ที่เป็นลูกคู่ยืนรำอยู่แถวหลัง ภาพคนยืนรำน่าจะปรากฏหน้าเวทีประมาณ ปี พ.ศ. 2532 ถ้าจะก่อน-หลังก็ไม่มาก แล้ววิธีการรำของนักแสดงเพลงอีแซววงขวัญจิต ศรีประจันต์ จะยืนนิ่ง ๆ ไม่มีการเคลื่อนที่ไปตามจังหวะ เพียงแต่มือทั้ง 2 ข้าง ร่ายรำไปแบบช้า ๆ ด้วยท่าทางเดียวกันทั้งแถว ไม่มีเดินหน้า ถอยหลัง ไม่มีการหมุนตัว รวมทั้งทำหน้าที่ร้องรับด้วย
ในปี พ.ศ. 2534 ผมเริ่มฝึกหัดนักเรียนร้อง แสดงเพลงอีแซว แต่ในปีนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ มาเข้าทางเอาปี พ.ศ. 2535 นักเรียนระดับชั้น ม.ต้น จำนวน 12-15 คน มาให้ผมหัดเพลงฉ่อยไปแสดงในกิจกรรมยุวกาชาดเอเชียแปซิฟิก เมื่อเด็ก ๆ กลับมาผมจึงรวมตัวและฝึกหัดเพลงอีแซว เด็ก 5 คน ฝึกแต่การร้องและทำท่าทาง มีรำบ้างในบางตอน จนมาถึงปี พ.ศ. 2537 เพลงอีแซวของผมเริ่มมีงานแสดงเข้ามา ผมจึงจัดหาคนมาเพิ่ม และให้เล่นเป็น 2 แถว คือ แถวหน้าร้อง แถวหลังเป็นลูกคู่และให้รำไปด้วย
ในปีนี้เอง คณะกรรมการจัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี พ.ศ.2538 ได้จัดให้มีการประกวดเพลงอีแซวบนเวทีศิลปวัฒนธรรมขึ้น ผมเป็นผู้ประสานงานจัดหาวงเพลงอีแซวเข้ามาร่วมประกวด (แทบจะหาไม่ได้) ระดับประถมศึกษา ได้มา 3 วง ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษา มี 2 วง ผมจึงต้องส่งเข้าประกวด 2 คณะ เพื่อให้ครบ 3 ทีม
ผมเคยเรียนถามพี่เกลียว เสร็จกิจ ถึงเรื่องรำประกอบการแสดง พี่เขาเสนอว่า ควรที่จะมีนะ เพราะจะได้เกิดความสวยงามและน่าดูยิ่งขึ้น แต่ท่านเสนอแนะแบบเตือนว่า อย่าเต้นจนเหมือนกับเซิ้ง หรือรำวง ให้รักษาเอกลักษณ์ หรือรูปแบบของเพลงอีแซวเอาไว้ด้วย ถึงจะมีการประยุกต์ก็ขอว่า อย่าให้เสียรูปแบบ อย่าให้สิ่งที่นำมาผสมผสานเด่นกว่าเพลงอีแซว เดี๋ยวคนดูจะไม่รู้ว่า เรากำลังแสดงอะไร เป็นความเห็นของเสาหลัก บรมครูเพลงอีแซวตัวจริง ต้องยึดถือว่า สิ่งที่ขวัญจิต ศรีประจันต์แสดงออกมาในรูปแบบของเพลงอีแซว คือความถูกต้องที่สุดที่จะหาดูได้ และผมเป็นผู้ชมคนหนึ่งที่ติดตามดูการแสดงของพี่เขามานาน ฝึกหัดเลียนแบบเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถของผมจะทำได้ ทั้งลีลาการร้อง ท่าทางในการตีบท (ผมรำอย่างพี่เขาไม่ได้) ลูกเล่นลูกโลดต่าง ๆ ได้มาจากพี่เกลียวหลายอย่าง มุขไหนที่เขาไม่เล่นแล้ว เขาลืมไปแล้ว เราก็เอามาสอนเด็ก ๆ แล้วก็ไปขออนุญาตเจ้าของบทด้วยว่า ผมขอเอาตรงนี้ไปเล่นนะพี่ เขาอนุญาตเราก็นำเอามาใช้ ในส่วนของการรำประกอบการแสดง
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ผมจัดให้นักแสดงวงเพลงอีแซวของผมทำหน้าที่ 3 อย่าง คือ ร้องนำ ให้จังหวะ และรำประกอบการแสดงและได้ไปปรึกษาพี่เกลียวว่า ผมอยากจะให้เด็ก ๆ ที่รำประกอบมีการเคลื่อนไหวบ้าง เดินหน้า ถอยหลัง หมุนตัว สลับที่กัน เคลื่อนที่ไปทางซ้าย ไปทางขวาด้วยท่ารำวงมาตรฐานแบบกลาย ๆ ไม่ได้ยึดนาฏยศัพท์ทั้งหมด พี่เขาบอกว่า ทำได้แต่ก็ให้ระวังเรื่องของเอกลักษณ์ของเพลงเอาไว้ด้วย มาถึงวันนี้ ปี พ.ศ. 2551 การแสดงเพลงอีแซวบนเวทีในงานต่าง ๆ ของจังหวัดสุพรรณบุรี กำลังมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงทั้งร้อง รำ พูด ที่แตกต่างไปจากต้นฉบับเดิมค่อนข้างมาก ผมคงไม่อาจทีจะหยุดยั้งการพัฒนาได้ เพรียงแต่อยากจะเสนอแนะว่าให้ยึดเสาหลัก คือครูเพลงที่เป็นต้นแบบเอาไว้ด้วยและอยากให้นำเอาความคิดที่จะประยุกต์ไปปรึกษากับเจ้าของเพลงอีแซวเขาบ้างว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะทำออกมาอย่างนั้น
เพลงอีแซว เป็นเพลงพื้นบ้านรูปแบบเดียวของจังหวัดสุพรรณบุรีที่ยังคงเป็นการแสดงอาชีพได้ หากต้องการประยุกต์ให้น่าสนใจ หรือเพื่อหวังความก้าวหน้า ควรที่จะปรึกษาต้นฉบับหรือครูเพลงที่เป็นเสาหลัก เพื่อร่วมกันรักษารูปแบบของเพลงอีแซวเอาไว้ให้ได้มากที่สุด และเพื่อให้ท่านผู้ชมรู้จักเพลงพื้นบ้านประเภทนี้ ไปอีกนานเท่านาน
ชำเลือง มณีวงษ์ - ถ้วยรางวัลชนะเลิศประกวดเพลงอีแซวจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2525
- ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมรางวัลราชมงคลสรรเสริญ ปี 2547
- โล่รางวัลความดีคู่แผ่นดิน รายการโทรทัศน์ช่อง 5 ปี 2549 <p> </p>