ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นของคนทุกคนเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่เกิด ใครจะมาพรากไปจากเราไม่ได้ และไม่ขึ้นอยู่กับพรมแดนของรัฐ ดังนั้นพรมแดนของรัฐจึงไม่ใช่ตัวจำกัดสิทธิเหล่านี้ ซึ่งต่างจากสิทธิทางการเมืองที่รัฐเป็นผู้ให้จึงมีความชอบธรรมที่จะกำหนดว่าจะให้ใคร แค่ไหน เพียงใด

   <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ตอนที่ ๑  ผศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ[1]   </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">                           </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เมื่อวานนี้ ( ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑  ) ตอน ๕ โมงเย็นคณะผู้วิจัยในโครงการ…..(พี่ด๋าว พี่ชล และข้าพเจ้า) มีนัดสัมภาษณ์ท่านอาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เราเริ่มบทสนทนาด้วยการแนะนำตัวสั้นๆ แล้วเกริ่นถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมถึงประเด็นที่จุดประกายให้พวกเราต้องมาสัมภาษณ์อาจารย์ในวันนี้ ซึ่งหนีไม่พ้นประเด็นที่ว่า สิทธิในหลักประกันสุขภาพเป็นสิทธิของคนทุกคน หรือ คนสัญชาติไทย ? และปัญหาการตีความว่า บุคคลทุกคน ตามมาตรา ๕ แห่งพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ นั้น หมายเฉพาะคนสัญชาติไทยเท่านั้น ชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ หรือไม่ ?</p><p>                                        </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แท้จริงแล้วรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีเจตนารมณ์ให้สิทธิในหลักประกันสุขภาพเป็นสิทธิของคนทุกคน หรือ คนสัญชาติไทย ?</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">ในประเด็นนี้ อ. บรรเจิด อธิบายว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญไทยมี ๒ มิติ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">มิติแรก ปัญหาของรัฐธรรมนูญไทย แต่เดิมในทางตำราของไทยตีความรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพว่าบุคคลที่อยู่ในหมวด๓ นั้นหมายถึงคนไทยเท่านั้น (แนวคิดที่เคยเป็นมาโดยตลอด) แต่อาจารย์เห็นว่าแนวคิดนี้ควรถูกเปลี่ยนแปลงเนื่องจากตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาได้เพิ่ม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้ามาในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔ โดยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นี้ก็คือคุณค่าที่ตกได้เพียงคุณเป็นมนุษย์</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">ดังนั้น หากบอกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพตกแก่คนไทยเท่านั้นจะเป็นการขัดแย้งในตัวเองเนื่องจากสิ่งที่เอาเข้ามารับรองในหมวด ๓ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีพรมแดน เป็นมิติที่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญเดิม จึงมีประเด็นว่าจะเอาตำราเก่ามาอธิบายได้หรือไม่</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">โดยสรุปก็คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้มีเฉพาะคนไทยเท่านั้น </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">มิติที่สอง รัฐธรรมนูญของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญของประเทศแถบยุโรปจะจำแนกผู้ทรงสิทธิไว้อย่างชัดเจน ว่าสิทธิใดเป็นสิทธิของคนทุกคน โดยจะใช้คำว่าสิทธิของคนทุกคน ทุกคนมีสิทธิ แต่หากสิทธิใดเป็นสิทธิของพลเมือง ก็จะระบุเฉพาะลงไปเช่นในกฎหมายเยอรมันที่ระบุว่าคนเยอรมันทุกคนมีสิทธิ ซึ่งจำแนกชัดเจนว่าใครเป็นผู้ทรงสิทธิในเรื่องไหน อย่างไร นี่เป็นมิติเรื่องผู้ทรงสิทธิที่คำนึงถึงคนทุกคนรวมถึงต่าวด้าว</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">ข้อพิจารณาว่าสิทธิใดเป็นสิทธิของคนทุกคน ก็คือต้องเป็นสิทธิที่บุคคลนั้นมีมาตั้งแต่เกิดโดยไม่ขึ้นอยู่กับพรมแดนของอำนาจรัฐ สิทธิในร่างกายเป็นสิทธิมนุษยชนเพราว่าเป็นสิทธิที่ได้มาจากพระเจ้าไม่ใช่รัฐให้ ดังนั้นพรมแดนของรัฐจึงไม่ใช่ตัวจำกัดสิทธิเหล่านี้ ซึ่งต่างจากสิทธิในทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐเป็นผู้ให้ รัฐจึงมีความชอบธรรมที่จะกำหนดว่าจะให้ใครแค่ไหน และเพียงใด</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้อาจจำแนกสิทธิโดยแนวคลาสสิคของเยอรมันได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">กลุ่มแรก status negativus เป็นสิทธิที่ปฏิเสธอำนาจรัฐ ได้แก่ สิทธิส่วนบุคคล สิทธิในชีวิตร่างกาย รัฐมีหน้าที่อยู่ห่างๆ ปัจเจกบุคคลสามารถใช้สิทธิของเค้าได้เองโดยรัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">กลุ่มที่สอง status positivus[2] เป็นสิทธิที่บุคคลไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วยตัวของปัจเจกบุคคลเอง รัฐต้องเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้สิทธินั้นบรรลุเป้าหมายได้ เช่น สิทธิของคนพิการที่จะต้องได้รับการอำนวยความสะดวก เช่น รถไฟฟ้าต้องจัดลิฟท์ให้คนพิการ สิทธิในการเรียนฟรีที่รัฐต้องเข้าสร้างโรงเรียนให้เรียน สิทธิในสุขภาพที่รัฐต้องเข้ามาสร้างโรงพยาบาลให้ เป็นสิ่งที่ปัจเจกบุคคลไม่อาจบรรลุเองได้หากรัฐไม่เข้ามาดำเนินการ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">กลุ่มที่สาม status activus เป็นสิทธิทางการเมือง เป็นสิทธิที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองของรัฐซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องอำนวยให้ทุกคนได้ใช้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">โดยกลุ่ม status negativus นั้นชัดเจนว่าเป็นสิทธิมนุษยชน ส่วนกลุ่ม status activus ก็ชัดเจนว่าเป็นสิทธิพลเมือง แต่ที่มีปัญหาก็คือกลุ่ม status positivus ซึ่งอยู่ระหว่างกลางที่ปัจเจกบุคคลไม่สามารถบรรลุได้เอง และรัฐต้องเข้ามาช่วยดำเนินการให้</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">จึงมีประเด็นว่าคนต่างด้าวมีสิทธิเรียนฟรี สิทธิในการรักษาพยาบาลหรือไม่ และมีพรมแดนเรื่องเชื้อชาติในเรื่องนี้หรือไม่ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">ดังนั้น จะเห็นว่าปัญหาสิทธิในหลักประกันสุขภาพถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม status positivus ที่มีประเด็นว่า –เฉพาะคนไทยเท่านั้น หรือคนต่างด้าวเองก็มีสิทธิ ???– ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีความชัดเจนเหมือนสิทธิอื่นจึงต้องแก้ไขโดย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 81pt; text-indent: -27pt; text-align: justify; tab-stops: list 81.0pt left 234.5pt" class="MsoNormal">๑.        ถ้าเป็นกรณีมีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในเรื่องนี้ ก็ให้เอาสนธิสัญญาทั้งหลายที่ไทยเป็นภาคีเข้ามาอธิบายว่าประเทศไทยมีพันธกรณีต้องผูกพันตามสนธิสัญญาใดบ้าง แค่ไหน เพียงใด</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 81pt; text-indent: -27pt; text-align: justify; tab-stops: list 81.0pt left 234.5pt" class="MsoNormal"></p><p>                  ๒.       แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีสนธิสัญญา ก็ต้องใช้การอธิบายจากตัวเนื้อแห่งสิทธิ ให้เห็นว่าสิทธินี้เป็นสิทธิที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ และเป็นสิทธิที่บุคคลพึงจะมีในฐานะที่เป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดบุคคลจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรหากปราศจากสิทธิในทางสุขภาพ ดังนั้นจึงต้องอธิบายว่าสิทธินี้เป็นสารัตถะสำคัญของการดำรงอยู่ของชีวิตสิทธินี้จึงไม่ควรขึ้นอยู่กับการจำแนกแยกแยะคน    </p><p> การตีความว่า บุคคลทุกคน ตามมาตรา ๕ แห่งพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ นั้น หมายเฉพาะคนสัญชาติไทยเท่านั้น ชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ หรือไม่ ?   </p><p> </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในประเด็นนี้ก็ต้องใช้หลักในการพิจารณาเช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งต้องย้อนกลับใปดูถึงจุดเปลี่ยนผ่านจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๓๔ มาสู่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๔ โดยได้เพิ่ม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้ามา (อันนี้ต้องขอแปะโป้งไว้ก่อน ขอเวลาไปค้นร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ เพิ่มเติม)</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>                       นี่เป็นอีกครั้งที่พวกเราทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันนี้ สถาบันซึ่งไม่มีการแบ่งชนชั้น สถาบันซึ่งยังยึดมั่นอุดมการณ์อันแรงกล้าที่จะธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน </p><p></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>                “ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน และต่อไปนี้คงต้องเปลี่ยนเป็น ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน และสอนให้ฉันรักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน  </p> ************************************** <div>
<hr width="33%" size="1"><div id="ftn1">

[1]ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] อาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่าง stutus negativus กับ status positivus ไว้ว่า <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; text-align: justify; tab-stops: 234.5pt" class="MsoNormal">กลุ่ม status negativus ต่างจากกลุ่ม status positivus ในแง่ของการใช้สิทธิเรียกร้อง กล่าวคือ ในกรณีที่รัฐเข้ามาละเมิดสิทธิของปัจเจกในกลุ่มstatus negativus นั้นประชาชนมีสิทธิฟ้องและเรียกร้องให้รัฐยุติการแทรกแซงทั้งเรียกร้องค่าเสียหายได้ทันที ส่วนstatus positivus นั้นมีการบังคับตามสิทธิที่ต่างออกไปกล่าวคือ ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาบังคับให้รัฐต้องดำเนินการเพราะศาลไม่อยู่ในสถานะที่รู้งบประมาณของแผ่นดิน แต่ศาลจะพิพากษาในเชิงคุ้มครองบุคคลว่าจะทำอย่างไรให้บุคคลนั้นๆได้รับความคุ้มครองซึ่งเป็นการคุ้มครองเชิงปัจเจกเป็นรายๆไป</p>   </div> </div>