คำถามจากคนเป็นเกย์กระเทยจริง แต่มีศรัทธาในศาสนา มาตามดูสิว่าเขาจะพบทางออกได้หรือไม่
ถาม – ผมเป็นเกย์ครับ แบบว่าไม่แต๋วนะครับ ตั้งแต่วัยุร่นจะไม่รู้สึกรู้สากับผู้หญิง ต่อให้สวยหรือหุ่นดียั่วน้ำลายชายทั่วไปขนาดไหน ต่างจากตอนเห็นผู้ชายมาดเท่ๆ เห็นแล้วถึงจะฮอต คุณดังตฤณเคยบอกมาหลายครั้งว่าที่ผิดปกติทางเพศเพราะเคยประพฤติผิดทางเพศ เพราะฉะนั้นก็จะไม่ถามถึงสาเหตุ แต่อยากถามว่าการเป็นเกย์นี่ขัดขวางมรรคผลนิพพานไหม? ผมอยากหลุดพ้นไปก็เพราะทุกข์หนักเรื่องความรู้สึกทางเพศของตัวเองนี่แหละครับ
ถ้าไม่ได้มีจิตบิดเบี้ยวมาก ทุกคนก็มีสิทธิ์บรรลุมรรคผลหมดแหละครับ จิตที่บิดเบี้ยวมากจนหมดสิทธิ์ดัดให้ตรงถึงขั้นทรงฌานรู้นิพพานนั้น จะมีอยู่สองพวกคือ
๑) มีอวัยวะของสองเพศในร่างเดียวกัน โลกนี้มีไม่มากนัก แต่ก็มีอยู่จริงทั้งในอดีตและปัจจุบัน
๒) ทำอนันตริยกรรม คือฆ่าพ่อแม่ ฆ่าพระอรหันต์ เป็นพระที่ทำความแตกแยกกับหมู่สงฆ์ และทำร้ายพระพุทธองค์ถึงขั้นห้อพระโลหิต
ที่สำคัญ ผมแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเห็นตัวอย่างของจริงมาแล้วคือ ถ้าเกย์คนไหนดำรงตนเป็นพุทธแท้ จะสามารถแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้อย่างแน่นอน หมายความว่าอาการบิดเบี้ยวเล็กๆอันเกิดจากความเบี่ยงเบนทางเพศจะหายไป เปิดโอกาสให้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้น เกิดความเห็นอันเที่ยงตรง รับรู้ธรรมชาติตามจริง ว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยง แม้แต่จิตและความรู้สึกนึกคิดก็ดับไปเป็นขณะๆอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนเลย
การดำรงตนเป็นพุทธแท้ที่จะแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้ มีอยู่ ๓ ระดับ ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา
๑) ทาน ในที่นี้คือการช่วยเหลือให้คนที่รู้สึกแย่ๆกับตนเอง ได้มีมุมมองที่ดีขึ้น นับถือตนเองมากขึ้น มีความสุขกับชีวิตของตนเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เช่นเขาดูถูกตัวเองว่าโง่ ก็ให้กำลังใจเขาว่าเด็กเกิดมามันโง่กันทุกคน ที่หายโง่ได้ก็เพราะเริ่มทำเรื่องฉลาดๆ เช่นไม่ดูถูกตัวเอง และต่อสู้เพื่อให้รู้มากกว่าเมื่อวาน หากคุณค่อยๆพูดหยอด ค่อยๆปลอบ กระทั่งเขารู้สึกดีและมีกำลังใจ ผลสะท้อนกลับคือคุณจะรู้สึกดีขึ้นกับตนเองมากกว่าเคยทีละนิด ยิ่งคุณรู้สึกดีกับตนเองเพราะช่วยเหลือผู้อื่นสำเร็จมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกด้านไม่ดีก็ย่อมลดน้อยถอยลงตามส่วน
อาการลดน้อยถอยลงของความรู้สึกไม่ดีกับตนเองนั่นแหละ แสดงให้เห็นว่าวิบากมืดถูกเจือจางด้วยบุญใหม่ๆ วันหนึ่งคุณจะพบว่าความเห็นค่าของตนเอง จะทำให้ความบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนเบาบาง และกระทั่งเหมือนหายไปจากใจ แม้ไม่หายขาดสนิท ก็ไม่ติดใจกังวลหรือต้องทนทุกข์มากมายนัก เปิดโอกาสให้บำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นพุทธแท้ในขั้นต่อๆไปได้คล่องขึ้น
๒) ศีล ในที่นี้ต้องพูดในระดับศีล ๘ หากคุณยอมงดเว้นการเสพกาม ตลอดจนไม่เสพเครื่องกระตุ้นกามเช่นอาหารหลังเที่ยง ที่นอนนุ่มสบาย และการดูหนังฟังเพลงอันย้อมใจให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะเป็นการทวนกระแส ไม่ปล่อยตนให้ถูกดึงดูดอยู่ใต้อำนาจกรรม ซึ่งก็เท่ากับเจือจางวิบากทางเพศให้บรรเทาเบาบางลงด้วย
การถือศีล ๘ ที่จะแก้การเบี่ยงเบนทางเพศนั้น ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดงดเว้นให้ได้ทุกวัน เอาแค่เดือนละ ๔ หน นับเอาวันพระเป็นหลักก็ดี นานไปความตั้งใจงดเว้นจะกลายเป็นวินัย กลายเป็นแบบทดสอบความอดทน และกลายเป็นเครื่องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างมาก
เมื่อห่างเครื่องกระตุ้นราคะ เอาชนะการครอบงำของราคะได้เดือนละ ๔ วัน พอครบปีคุณจะรู้สึกดีขึ้น ความหมกมุ่นทางเพศลดลง ซึ่งก็จะมีผลให้ความเบี่ยงเบนทางเพศลดลงไปด้วย ตามสัดส่วนของความมั่นคงทางใจ ที่คุณสามารถรักษาวินัย ซื่อสัตย์กับตนเองได้
ถ้าไม่ได้มีจิตบิดเบี้ยวมาก ทุกคนก็มีสิทธิ์บรรลุมรรคผลหมดแหละครับ จิตที่บิดเบี้ยวมากจนหมดสิทธิ์ดัดให้ตรงถึงขั้นทรงฌานรู้นิพพานนั้น จะมีอยู่สองพวกคือ
๑) มีอวัยวะของสองเพศในร่างเดียวกัน โลกนี้มีไม่มากนัก แต่ก็มีอยู่จริงทั้งในอดีตและปัจจุบัน
๒) ทำอนันตริยกรรม คือฆ่าพ่อแม่ ฆ่าพระอรหันต์ เป็นพระที่ทำความแตกแยกกับหมู่สงฆ์ และทำร้ายพระพุทธองค์ถึงขั้นห้อพระโลหิต
ที่สำคัญ ผมแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเห็นตัวอย่างของจริงมาแล้วคือ ถ้าเกย์คนไหนดำรงตนเป็นพุทธแท้ จะสามารถแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้อย่างแน่นอน หมายความว่าอาการบิดเบี้ยวเล็กๆอันเกิดจากความเบี่ยงเบนทางเพศจะหายไป เปิดโอกาสให้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้น เกิดความเห็นอันเที่ยงตรง รับรู้ธรรมชาติตามจริง ว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยง แม้แต่จิตและความรู้สึกนึกคิดก็ดับไปเป็นขณะๆอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนเลย
การดำรงตนเป็นพุทธแท้ที่จะแก้ปัญหาความเบี่ยงเบนทางเพศได้ มีอยู่ ๓ ระดับ ได้แก่ ทาน ศีล และภาวนา
๑) ทาน ในที่นี้คือการช่วยเหลือให้คนที่รู้สึกแย่ๆกับตนเอง ได้มีมุมมองที่ดีขึ้น นับถือตนเองมากขึ้น มีความสุขกับชีวิตของตนเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เช่นเขาดูถูกตัวเองว่าโง่ ก็ให้กำลังใจเขาว่าเด็กเกิดมามันโง่กันทุกคน ที่หายโง่ได้ก็เพราะเริ่มทำเรื่องฉลาดๆ เช่นไม่ดูถูกตัวเอง และต่อสู้เพื่อให้รู้มากกว่าเมื่อวาน หากคุณค่อยๆพูดหยอด ค่อยๆปลอบ กระทั่งเขารู้สึกดีและมีกำลังใจ ผลสะท้อนกลับคือคุณจะรู้สึกดีขึ้นกับตนเองมากกว่าเคยทีละนิด ยิ่งคุณรู้สึกดีกับตนเองเพราะช่วยเหลือผู้อื่นสำเร็จมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกด้านไม่ดีก็ย่อมลดน้อยถอยลงตามส่วน
อาการลดน้อยถอยลงของความรู้สึกไม่ดีกับตนเองนั่นแหละ แสดงให้เห็นว่าวิบากมืดถูกเจือจางด้วยบุญใหม่ๆ วันหนึ่งคุณจะพบว่าความเห็นค่าของตนเอง จะทำให้ความบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนเบาบาง และกระทั่งเหมือนหายไปจากใจ แม้ไม่หายขาดสนิท ก็ไม่ติดใจกังวลหรือต้องทนทุกข์มากมายนัก เปิดโอกาสให้บำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นพุทธแท้ในขั้นต่อๆไปได้คล่องขึ้น
๒) ศีล ในที่นี้ต้องพูดในระดับศีล ๘ หากคุณยอมงดเว้นการเสพกาม ตลอดจนไม่เสพเครื่องกระตุ้นกามเช่นอาหารหลังเที่ยง ที่นอนนุ่มสบาย และการดูหนังฟังเพลงอันย้อมใจให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็จะเป็นการทวนกระแส ไม่ปล่อยตนให้ถูกดึงดูดอยู่ใต้อำนาจกรรม ซึ่งก็เท่ากับเจือจางวิบากทางเพศให้บรรเทาเบาบางลงด้วย
การถือศีล ๘ ที่จะแก้การเบี่ยงเบนทางเพศนั้น ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดงดเว้นให้ได้ทุกวัน เอาแค่เดือนละ ๔ หน นับเอาวันพระเป็นหลักก็ดี นานไปความตั้งใจงดเว้นจะกลายเป็นวินัย กลายเป็นแบบทดสอบความอดทน และกลายเป็นเครื่องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างมาก
เมื่อห่างเครื่องกระตุ้นราคะ เอาชนะการครอบงำของราคะได้เดือนละ ๔ วัน พอครบปีคุณจะรู้สึกดีขึ้น ความหมกมุ่นทางเพศลดลง ซึ่งก็จะมีผลให้ความเบี่ยงเบนทางเพศลดลงไปด้วย ตามสัดส่วนของความมั่นคงทางใจ ที่คุณสามารถรักษาวินัย ซื่อสัตย์กับตนเองได้
การภาวนาหมายถึงการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส ปลอดโปร่งจากราคะและโทสะหยาบๆ ตลอดจนเอาชนะความหลงผิด มีจิตตื่นรู้ขึ้นเห็นความจริง เช่นเห็นกายเป็นของไม่สะอาด น่ารังเกียจ ไม่มองกายด้วยความเป็นเครื่องล่อให้อยากเสพกาม แต่มองเห็นทุกซอกมุมแห่งความจริงทางกาย ว่ามีแต่คราบไคลเหงื่อสกปรกแฝงอยู่ทุกขุมขน มีแต่การสะสมขี้ฟันอยู่ทุกวินาที มีแต่การไหลเข้าไหลออกตามทวารหนักทวารเบา อะไรดีๆเข้าทางปาก เดี๋ยวเดียวออกมาเป็นอะไรเสียๆทางก้น ไม่เว้นแต่ละวันแต่ละคืน
การมีสติระลึกรู้อยู่เรื่อยๆ เล็งกายไปตรงไหนก็เจอแต่หน่อเหม็นแนวเหม็น จะทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง เห็นตามจริงมากขึ้นเรื่อยๆว่าทั้งกายเรากายเขาเป็นของเน่าเปื่อย ไม่ใช่สิ่งน่ารักน่าใคร่ จิตของคุณจะอยู่เหนือความรู้สึกทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน เมื่อกายไม่อาจกระตุ้นความมาดหมายทางเพศได้ ความเบี่ยงเบนทางเพศก็ย่อมทำอะไรจิตคุณไม่ได้เช่นกัน
และในที่สุด เมื่อพินิจเห็นกระทั่งจิตของคุณก็ต้องเสื่อมไป มีคิดดี มีคิดชั่ว มีครุ่นคิดทางเพศ มีเลิกครุ่นคิดหนักอก คุณจะวางได้กระทั่งความกังวลว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นเกย์ เพราะเห็นอย่างแท้จริงว่าเป็นเกย์หรือไม่เป็นเกย์มันเริ่มขึ้นที่จิต เริ่มขึ้นที่คิด เพียงคุณไม่มองว่าจิตและความคิดเป็นตัวคุณ แต่เห็นเป็นสภาวะที่เกิดแล้วต้องดับตลอดวันตลอดคืน ความเบี่ยงเบนทางเพศย่อมหายไป ณ ที่ที่คุณรู้แจ้งนั้น
เมื่อสั่งสมบารมีทางทาน ศีล และภาวนามาถึงระดับหนึ่ง กายใจคุณจะปฏิวัติ เหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวตนใหม่ เริ่มจากจิตที่สว่าง อบอุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งหายขาดจากรสนิยมผิดธรรมชาติในตน นี่คือสิ่งที่ผมเห็นจากคนที่เขาเอาจริงเอาจังในเส้นทางสายสว่างของพุทธแท้มาแล้วครับ
โดย ดังตฤณ
เห็นด้วยกับคุณดังตฤณครับ แต่ผมยังปฏิบัติได้ไม่มากเท่าคุณดังตฤณ แต่อ่านและฟังครูบาอาจารย์มามาก อยากให้กำลังใจพวกเดียวกันครับ คือการจะเข้าพระนิพพานนั้น ได้จากการตัดกิเลสภายในจิตของเราครับ ถ้าเราปฏิบัติดี กิเลสมันก็เบาบางลงได้ หรือหมดไปก็ได้ครับ พอฝึกจนเห็นจิตได้ จนชำนาญ ก็คงเป็นอย่างที่คุณดังตฤณกล่าวครับ เพราะจิตกับกายนี้เป็นคนละส่วนกัน ไม่งั้น พระพุทธเจ้าท่านคงต้องแบ่งเพศตอนขึ้นลำดับญาณนะครับ แต่ท่านไม่ได้แบ่ง ท่านบอกแค่ว่าเริ่มต้นวิปัสสนาคือ แยกรูปกับนามได้ ครับ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยนั่งสมาธิแล้ว เห็นมีเราอีกคนอยู่ในตัวครับ มันไม่บอกว่ามันเป็นหญิงหรือชาย ไอ้ทีว่าหญิงหรือชายมันคือกายเนื้อเท่านั้นครับ (ตอนนี้ไม่เห็นแล้วนะครับ ตอนนี้กิเลสหนาอ่ะ แต่ยังปฏิบัติอยู่ เลยเอามาเล่าได้ครับ) อันนี้เป็นแค่ใช้สมาธินะครับ ส่วนเข้าวิปัสสนาแล้วมันยิ่งกว่านี้คือมี แต่รูปกะนาม แล้วถ้าสังเกตุไปเรื่อย ๆ จนเห็นความจริง กิเลสมันก็เจือในจิตเราไม่ได้ครับ ถ้าพวกเราจะไม่สำเร็จก็น่าจะเกิดจากเราทนต่อ กามราคะ ที่มีมากของเราไม่ได้มากกว่า ยอมให้จิตรวมกับราคะ แต่มันก็ไม่ใช่แค่เกย์ที่เป็นนะครับ ผู้ชายหรือผู้หญิง จริง ๆ ก็เหมือนกันถ้า ไม่สามารถ ทนต่อ กามราคะ ที่เกิดได้ ก็ไม่สำเร็จเช่นกันครับ ไม่ใช่ว่าเราเป็นเกย์ แล้วไม่สำเร็จ มันไม่สำเร็จเพราะไม่รู้เท่าทันกิเลสเท่านั้นครับ เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า เราก็เอาไอ้ที่เรามีมากนี่แหล่ะมาดูจิตของเรา มันเกิดบ่อย เราเห็นบ่อย เราก็มีสติบ่อย (แต่แรก ๆ ต้องช่วยดับมันก่อนนะครับ หลัง ๆค่อยว่ากันครับ เห็นอาจารย์หลายท่านบอกว่ามันจะดับเองได้ อันนี้ผมยังไม่เห็นครับ ขอโทษด้วย) มีสติกล้าจนเป็นมหาสติเมื่อไหร่ก็มีสิทธิ์หมดกิเลสได้ครับ (เอาวิกฤตให้เป็นโอกาสครับ)
ขอเป็นกำลังใจกับผู้ตั้งใจปฏิบัติทุกท่านนะครับ สู้ ๆ ครับ ผมก็จะทำเช่นกัน