ตระหนักอย่างยิ่งในความสำคัญของงาน และสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อที่จะจัดการกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างน้อยนิดให้ลงตัว

โอ้ พี่น้องครับ มันเกิดอีกแล้ว ไม่รู้มันจะเกิดอารมณ์อะไรกันนักหนา นี่ก็ไม่ได้เป็นผู้ชายวัยทองซักกะต๋อยเดียว

 

เหตุที่เกิด ที่กำลังจะพร่ำเพ้อพรรณรายให้ได้อ่านกันนี่ก็เกิดจาก อารมณ์เปลี่ยว สงสัยว่าจะว่างงานใช้ชีวิตเบิกบานเกินไปนิดเลยอดไม่ได้ที่จะคิดวุ่นวาย จนกลายเป็นที่มาของอารมณ์หมาหอบแดด (เคยเห็นหมาหอบมั้ย นั่นแหละ แบบนั้นเลยครับ)

 

เหตุที่ว่านั่นก็คือ มีงานประชุมเข้ามาในชีวิตเยอะเกินไป จนไม่ได้จัดการเวลา หรือที่เราเรียกว่า Time management นั่นแล ที่นี้พอมันเข้ามาเยอะๆๆ จนเกินประมาณ เกินพอดี เราก็ไม่สามารถจัดการได้นะสิ อ่ะพิโธ่ อะพิถังกะละมังแตกโป๊ะ ก็ใครล่ะจะบ้าประชุมได้สองสามประชุม ในวันและเวลาเดียวกัน (แต่อย่างว่าแหละครับ พอเริ่มดังใครๆก็ดึง- พอจะแต่งเป็นเพลงได้ว่า "จะขอดึงดัง ดึงดัง ที่จะร๊ากเธอต่อปายยยยย")

 อ่ะต่อๆ ที่นี้พอการประชุมเข้ามา ไอ้นิสัยเสียอย่างนึงก็คือ "สำหรับข้าน้อยทุกอย่างเป็นไปได้โม๊ด" ข้าน้อยก็จะน้อมรับเอาสรรพสิ่งทั้งหลายเข้ามาหมัก รวมกัน จนกลายเป็นแกงโฮ๊ะ (ใครไม่รู้จักแกงโฮ๊ะบ้างอ่ะ ถ้าไม่รู้จักช่วยหาความหมายมาบอกผมด้วยนะครับ) และพยายามจะบูรณาการให้ทุกสิ่งอันมันเชื่อมต่อ เรียงร้อย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันบนโลกเล็กๆใบนี้

 

อ่ะ แต่ผลที่ตามมาก็คือ เหนื่อยหนัก พักไม่ได้ ก็จะพักได้ไงไปบอกเค้าไว้นี่ "ทำได้" "อ๊ะดีครับ" "ยอดไปเลย" "มันน่าทำมาก" "ผมช่วยได้ครับ" โอ เยอะหลายมากมายจนเกิดคำถามเล็กๆ ที่ต้องตัวเองว่า " ... นี่ตรูข้า กำลังทำอะไรยู้..."   

 

เออ แฮะ พอเขียนบันทึกไปก็เริ่มเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายท่ออันมืดมิด

ทางที่ข้าเจ้าควรจะยะ อย่างแรง คือ

๑. ประเมินศักยภาพ และเวลาของตนเองอย่างจงหนัก ก่อนรับงานใหม่

๒. พิจารณาหัวข้อของงานที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ และพัฒนา มากกว่าโอกาสและตัวเงินเล็กน้อย

๓. ตระหนักอย่างยิ่งในความสำคัญของงาน และสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อที่จะจัดการกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างน้อยนิดให้ลงตัว อาทิ เงิน, เวลา, ความรู้ และการพักผ่อน

๔. คิดให้ได้ว่า "ข้าเจ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อกู้โลก" ดังนั้น จึงคงไม่ต้องทำทุกอย่างหรอกมั้ง ทำบางอย่างให้ดี และถึงที่สุดของมันก็พอ (อย่างน้อยก็จะเป็นเครื่องยืนยันสติปัญญาของเรา ว่าเรารับผิดชอบทั้งต่องาน และตนเอง ซึ่งอย่างหลังนี้สำคัญมาก) อย่าคิดว่าจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จบัดเดี๋ยวนี้ มันเป็นไปบ่ได้ดอกพ่อแม่พี่น้องครับ มันต้องอาศัยเวลา(อาจเพียงเล็กน้อย) และความมุ่งมั่น เพราะลองคิดง่ายๆ ไอ้สิ่งที่เรากำลังทำๆ กันเนี่ย ถ้าเราตายไป ตายด้วยอุบัติเหตุ กระแสไฟรักเล่นเข้าสู่หัวใจ ตายเฉียบพลันกันหน้าจอบัดเดี๋ยวนี้ คิดมั้ยล่ะครับว่า วันหน้ามันก็ต้องมีคนขึ้นมาแทนเราอยู่ดี

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ การวางระบบงานให้ดีเพื่อให้คนอื่นสานต่อได้ ทำตัวเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน รู้จักมีขันติ +สติสัมปชัญญะ  เพราะถ้ามีแค่ความอดทนกับความระลึกได้ จะกลายเป็น ขันติสัมปชัญญะ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ตระหนักรู้ในตนเอง ฮ่าๆ

เอาน่ะ เดี๋ยวก็ตายแล้ว ทำให้ดีพอและพอดี อย่าโลภมากจะยากนาน

(เหมือนที่ผมกำลังเป็นอยู่)

 ๕. ไม่ควรเห็นแก่อามิส พึงสำนึกเถิดว่า เงินเล็กน้อยที่คนเขาจ่ายให้ เมื่อได้มาแล้วแลกกับการลงสมองออกแรงคิดให้คนอื่นฉกฉวยผลประโยชน์ไปไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่นะจ๊ะ (ปัจจุบันข้าเจ้าไม่สนใจว่าจะได้เงินหรือไม่ เพื่อทำงานเพราะทุกวันนี้ก็มีหนี้สินรุงรัง เพราะทำงานแบบไม่ได้ตังนี่แหละ จนต้องมากลุ้มนี่ไง)  เพราะส่วนใหญ่เวลาคิดอะไรให้คนอื่น เค้าไม่ค่อยจะนึกหรอกว่าเราได้ร่วมคิดอะไรกับเค้า มันจะกลายเป็นฉันคิดไง ฉันนี่แหละคิด ใครจะมาเก่งเกินฉัน

๖. อย่าไปรับปากใครสุ่มสี่สุ่มห้า ควรพิจารณาภาระรับผิดชอบของตนเองเสียก่อน อาจจะใช้เวลาในการตอบคำถามในระยะหรือห้วงเวลาหนึ่ง เพื่อจะได้ทบทวนตนเอง แล้วม้วนเสื่อกลับบ้านนอนอย่างมีความสุข

 

นี่แหละหนา เรียกว่าปัญญาเกิดจากตนเอง

พอเขียนบันทึกมาจนถึงบรรทัดนี้ เริ่มรู้ว่าจะต้องจัดการตนเองอย่างไรบ้าง

คราวหน้า มาเขียนเรื่อง Time management ดีกั่ว

เพราะจะเริ่มทดลองจัดการเวลาอย่างเป็นระบบ และจัดการระบบการทำงานของตัวเองเสียใหม่เผื่อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ป.ล.

ได้คุยกับเพื่อนของเพื่อนมาสองวัน เพื่อนท่านนั้นกำลังทำดุษฎีนิพนธ์

เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร

เลยได้รับแรงบันดาลใจ หากเรียกว่า สะกิดใจ หรือ ดลใจ ให้คิดได้ก็คงไม่ผิดนัก

 

แหม ช่างเหมือนคำบาลีที่เราสวดกันอยู่บ่อยๆ ซะเหลือเกิน นั่นคือ

"ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญู - เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน"

ไม่เกิดกับใคร ใครไม่รู้หรอก ฮ่าๆๆๆ