ค่ำวันที่ ๑๑ ธ.ค. ๕๐ ผมไปร่วมงานประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปี ๒๕๔๙/๒๕๕๐ ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล จัดโดยโครงการประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปี สนับสนุนโดย ๗ หน่วยงานคือ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย
เป็นงานที่ผมไปแล้วรู้สึกแปลกแยกเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นงานของวงการธุรกิจ เป็นกลิ่นไอที่ผมไม่คุ้นเคย แต่ผมตั้งใจไปเพื่อเป็นเกียรติแก่ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้รับยกย่อง หรือประกาศเกียรติคุณถึง ๒ สถาน คือได้รับโล่เกียรติคุณในฐานะคณะกรรมการที่มีผลงานดีต่อเนื่องจากการประเมิน ๓ ครั้งซ้อน กับโล่เกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปีดีเด่น ประจำปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐ โดยที่งานนี้จัดทุกๆ ๒ ปี เริ่มครั้งแรกปี ๒๕๔๕ ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๔๗ – ๒๕๔๘ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓
งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบ “บรรษัทภิบาลแห่งชาติ” หรือ National Corporate Governance (CG) ในวงการธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน เป็นระบบที่ช่วยสร้างความมั่นใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ที่จะลงทุนในตลาดทุนไทย ว่าเงินที่ลงทุนในบริษัทจะมีความมั่นคง เพราะบริษัทมีการจัดการที่ดี และมีระบบ CG กำกับอย่างมีคุณภาพ
การพัฒนาระบบ CG ทำ ๒ อย่างใหญ่ๆ คือ
1. ตั้ง IOD (Institute of Directors) เพื่อฝึกอบรมศาสตร์และศิลป์ในการเป็นกรรมการบริษัท และเพื่อสร้างวงการกรรมการบริษัท ให้เป็นวงการในลักษณะ “กรรมการมืออาชีพ”
2. จัดให้มีการประเมินการทำงานของคณะกรรมการบริษัทต่างๆ (เน้นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ) และจัดงานประกาศเกียรติคุณของคณะกรรมการที่มีผลงานดีเด่น หรือดีเลิศ ซึ่งจะมีผลกระตุ้นให้คณะกรรมการทำงานกำกับกิจการอย่างจริงจัง มีคุณภาพ ที่เรียกว่ามีบรรษัทภิบาลที่ดี
การจัดให้มีเกณฑ์ในการประเมิน มีกิจกรรมประเมิน ให้คะแนน ทำให้เกิดงานวิชาการด้านการทำหน้าที่ที่ดีของคณะกรรมการของบริษัท เกิดความตระหนักหรือให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้ เกิดการที่สาธารณชนจับตามอง เป็นการกระตุ้นให้เกิด GCG (Good Corporate Governance)
ในปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐ มีการประเมินบริษัทกว่า ๔๐๐ บริษัท ได้รับการยกย่องประเภทผลงานดีต่อเนื่องมี ๔ บริษัท ประเภทดีเลิศ ๕ ประเภทดีเด่น ๑๔ แต่มีบางบริษัทได้รางวัลซ้ำ รวม แล้วมี ๑๙ บริษัทได้รับรางวัลในปีนี้ คณะกรรมการที่จะได้รับยกย่องต้องมีผลประเมินได้คะแนน ๗๐% ขึ้นไป ปีนี้แชมป์ได้คะแนน ๙๖% แต่เขาไม่บอกว่าเป็นบริษัทไหน เขาไม่ได้บอกว่าได้คะแนนระดับไหนถือว่าพอใจ ใช้ได้ หรือผ่านการประเมิน
สาระสำคัญที่โครงการประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปีต้องการสื่อแก่สาธารณะ คือ คณะกรรมการบริษัทได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้น ให้เข้าไปทำหน้าที่ปกปักรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น โดยทำหน้าที่แนะนำกำกับผู้บริหารของบริษัท (หน้าที่ CG) คณะกรรมการบริษัทจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสำเร็จในระยะยาวและการมีผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างยุติธรรม การจัดกระบวนการสร้างความเข้มแข็งด้าน CG ของประเทศจึงมีความสำคัญยิ่ง
ผมมองมุมกลับ ว่า มีเพียงไม่ถึง ๕% ของบริษัทในตลาดหุ้น ที่ความเข้มแข็งของ CG ถึงขั้นดีเด่น และมีเพียง ๙ คณะกรรมการที่ได้เข้าสู่สภาพควรได้รับการยกย่อง เป็นสารสนเทศบอกความอ่อนแอหรือเปล่า ผมอยากให้โครงการประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปี กล้าประกาศว่ามีบริษัทใดบ้างที่ CG อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ซึ่งก็จะเป็นการบอกทางอ้อมว่าบริษัทใดบ้างที่ระบบ CG อ่อน กิจกรรมของโครงการประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปี ก็จะมีประโยชน์คล้ายๆ เป็นการคุ้มครองผู้ลงทุน ไม่ให้หลงลงทุนในบริษัทที่ CG อ่อนแอ คือมองในมุมกลับ ผมคิดว่า โครงการประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปี ยังให้ข้อมูลแก่สาธารณะน้อยไป เขาคงต้องการรักษาหน้า รักษาไมตรีกัน หรือเกรงใจกันนั่นเอง ไม่ทราบว่ามุมมองแบบนี้เป็นมุมมองที่ผิดหรือไม่
เกณฑ์ในการตัดสิน มี ๖ ด้าน ได้แก่ (1) Board Policy (2) Board Performance (3) Board Structure (4) Board Style (5) Board Meetings (6) Board Member และท่านรองนายกไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม กล่าวว่าลักษณะของการทำงานของคณะกรรมการที่พึงประสงค์ มี ๓ หลัก คือหลัก คุณธรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพ แนวทางที่จะได้การทำงานที่ดีของคณะกรรมการมี ๓ ประการ คือ (๑) การคัดสรรหรือสรรหาที่ดี ให้ได้ตัวบุคคลที่ดี และได้องค์ประกอบที่ดี (๒) การเรียนรู้และพัฒนาของคณะกรรมการด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่อง (๓) การมีกลไกภายนอก หรือสภาพแวดล้อม ให้คณะกรรมการทำงานได้ดีขึ้น การฟังเสียงสะท้อน การเรียนรู้ร่วมกันกับกรรมการของหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีการตรวจสอบจากภายนอก ท่านรองนายกฯ มองว่ากิจกรรมในค่ำวันนี้เป็นความพยายามยกระดับการบริหารกิจการ การทำธุรกิจ และการกำกับดูแลกิจการ
ในฐานะที่ผมสนใจงานบริหาร และงานกำกับดูแลกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของระบบอุดมศึกษาและระบบวิจัย การไปร่วมงานนี้จึงมีคุณค่าต่อผมเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าคุ้มค่าความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวแปลกแยก คือได้เข้าใจวิธีทำงาน
1. ส่งเสริม CG อย่างเป็นระบบ สไตล์ธุรกิจ
2. จัดการประเมินคุณภาพการทำงาน CG
3. จัดการประชุมประกาศเกียรติคุณ
4. ดำเนินการตามข้อ 2 และ 3 โดยให้ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
วิธีทำงานข้อ 4 มีค่ายิ่งต่อการทำงานของ สคส. ระยะที่ 2 คือช่วงที่เป็นมูลนิธิ ถ้าผมไม่ไปร่วมงานประกาศเกียรติคุณนี้ และไม่มีโอกาสปะติดปะต่อข้อมูลที่ได้จากงาน ผมก็จะไม่เข้าใจวิธีทำงานข้อ 4 ที่เขามีวิธีใช้งานคณะกรรมการรางวัล และคณะอนุกรรมการตัดสิน แบบไม่มีค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ได้รับเกียรติแทน เกียรติที่ว่าคือการได้ปรากฏตัวบนเวทีในงาน ได้ถ่ายรูป ได้มีชื่อและรูปปรากฏในเอกสารรางวัล ได้รับโล่ และบริษัทที่ได้รับรางวัลก็จะต้องจ่ายเงินก้อนโต คือถ้าได้ ๒ รางวัลจ่าย ๑๖๕,๐๐๐ บาท ได้ ๑ รางวัล จ่าย ๑๒๐,๐๐๐ บาท และได้โต๊ะอาหาร ๑ โต๊ะ ผมลืมบอกไปว่าโต๊ะในงานเป็นโต๊ะกลม แต่เสิร์ฟอาหารฝรั่ง อาหารหลักเป็นปลาแซลมอนรสดีมาก
รวมแล้วเข้าใจว่าหน่วยงานผู้จัดกิจกรรมประเมินและให้รางวัลยกย่อง และจัดงานประกาศเกียรติคุณนี้ไม่ต้องควักกระเป๋าค่าใช้จ่าย เป็นการทำงานเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่น่าชื่นชมวิธีการมาก ผู้มาเป็นประธานการแจกรางวัล (โล่และเกียรติบัตร) คือท่านรองนายกฯ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ท่านกล่าวว่าสภาพในอุดมคติคือทุกบริษัทมี CG ยอดเยี่ยมจนไม่ต้องมีการจัดการประเมินและยกย่อง เพราะเป็นที่รู้กันว่าในสังคมไทย ทุกบริษัทจะต้องมี CG ที่เข้มแข็ง
ผมลองค้น Google ด้วยคำค้น “ประกาศเกียรติคุณคณะกรรมการแห่งปี” พบว่าข้อมูลของปี ๒๕๔๙ – ๒๕๕๐ ยังไม่ขึ้นอินเทอร์เน็ต
ผมเอาข้อมูลจากเหตุการณ์มาคิดไตร่ตรองต่อ จึงตระหนักว่า นี่เป็นอีกแนวหนึ่งของการใช้การประเมินเพื่อการปรับปรุงหรือพัฒนา ซึ่งที่ผมรู้จักได้แก่
1. ระบบประเมินคุณภาพโรงพยาบาลโดย พรพ.
2. ระบบประเมินคุณภาพของสถานศึกษา โดย สมศ.
3. ระบบประเมินหน่วยราชการโดย กพร. – ทริส
4. ระบบประเมินคุณภาพของคณะกรรมการบริษัท โดยโครงการ การพัฒนาระบบ “บรรษัทภิบาลแห่งชาติ” สนับสนุนโดย ๗ องค์กร
ทำให้ผมฝันว่า ถ้าคนที่เป็นแกนนำของ ๔ ระบบประเมินนี้มาคุย ลปรร. กัน เพื่อหาทางใช้หลัก Empowerment Evaluation น่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างมหาศาล
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ธ.ค. ๕๐