การสอนแบบ พูดๆๆๆๆ อ่านๆๆๆ ไม่สามารถสอนให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายๆ

Mirror neuro cell   เป็น cell ในสมอง   ที่  Dr Kandel ค้นพบว่าทำงาน โดยการ ตอบสนอง ต่อสิ่งที่เห็น

Dr Kandel  ได้ Nobel Prize ปี 2000

เขาทดลองในลิง   จับลิงไปมัด  แล้ว ฉายหนัง เห็นลิงตัวอื่นทำงาน   จะพบว่า ลิงตัวที่โดนมัด  Cell สมอง สั่ง  ไปยัง กล้ามเนื้อ แขน ขา ขยับ (ทั้งๆที่โดนมัด)

ที่ผมแปลกใจ คือ  แล้ว   Dr Kandel  ทำไมถึงได้ รางวัล ??? 

ตอนหลัง ผมมาไตร่ตรองดู พบว่า

(๑)  ภาพยนต์  ดารา  ข่าวฆ่าตัวตาย  ฯลฯ  มีอิทธิพลต่อ การจำ ฝังแน่น ในคน  ดังนั้น  ยิ่ง ลงข่าว คนฆ่าตัวตาย  หลังจากนั้น จะมีคนฆ่าตัวตายมากขึ้น 

มีงานวิจัยว่า ทุกครั้งที่มีการลงข่าวฆ่าตัวตาย อัตตาการฆ่าตัวตายเพิ่มทันที

ทุกครั้งที่  ลงวิธีการฆ่าตัวตาย เช่น เชือกผูกรองเท้าผูกคอ   กระโดดตึก  หลังจากนั้น  จะมีการฆ่าตัวตายด้วยเชือกผูกรองเท้า  กระโดดตึก อีกมากมาย   ...    สื่อ ไป สอนเขาทำไมเนี่ย !!!   

เรายังไม่มีหลักฐานดีๆแบบนี้  ไปเตือน เหล่าสื่อมวลชนให้เห็นถึง "ชะตากรรม" ของคนในประเทศ เพราะ การทำร้ายคน ด้วย ภาพความรุนแรง  พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของดารา นักร้อง นักการเมือง ที่แย่ๆ (ไม่ทุกคน)

พ่อแม่ ตบตีกัน  จะส่งผลให้ ลูกๆ ชอบความรุนแรง

ภาพยนต์รุนแรง  โฆษณาไร้จริยธรรม  ฯลฯ  ส่งผลมากมาย ต่อจิตใจเด็ก   อย่างมาก แต่  คนทำภาพยนต์ ก็ยัง  "ตาบอด ใจบอด"  เห็นแก่ตัวเกินกว่า จะยอมรับตรงนี้ได้

(๒) การรักษาคนเป็นอัมพาต  ก็อาศัยให้ ผู้ป่วย คิดว่า เคลื่อนไหวได้   ซินแสผม ก็สอนผมแบบนั้น  ตอนที่ผมยกแขนไม่ขึ้น

(๓)  นักฟุตบอลกองหน้า    ดูภาพ การทำประตูบ่อยๆ   จะมีจินตนาการที่ดี สัญชาติญาณในการทำประตู   เช่นเดียว กับ นักยิมนาสติก  ก่อนเล่นท่ายาก   ที่ไม่เคย   เขาจะดูวิดิโอ  เป็น พันๆรอบ จนติดตา  ไม่ใช่ จู่ๆ ไปเล่นท่ายากนั้นเลย    ถ้าพลาดจะ "แหยง"    ดังนั้น ดูๆๆๆ  จน "มั่นใจ"

(๔)  การสอนแบบเดิมๆ คือ พ่นๆ ปิ๊งแผ่นใส  ฉาย Power point พูดๆๆ   ไม่ได้ทำให้เด็ก เรียนรู้  ไม่ได้ทำให้ คนเราเรียนรู้   สู้การทำผ่าน "ตัวอย่างที่ดี" (Role model) ไม่ได้

การสอนธรรมะ   โดยผู้สอน ยังคุมสติไม่ได้  ยังทะเลาะเบาะแว้ง   โพสต์กระแทก ดุด่ากัน   ไม่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้

(๕)   การทำสุนทรียสนทนา (Dialogue)   การเปิดใจ  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ฟังเชิงลึก (deep listening)   จะเกิดการ สะท้อน (reflection)  และ  "เซลล์กระจกเงา" ทำงาน     การคุยกับบัณฑิต   การคุยกันบ่อยๆ  จะเกิด bonding ระหว่างทีมงาน

และ  ด้วย เซลล์กระจกจากการคุยกันดีๆ  เปิดใจ  reflection นี้เอง  ที่จะทำให้เกิด "สันติภาพ"     หาก เราทำดี   พูดดี   คุยกันดีๆบ่อยๆ

การไม่ทำตนเป็นตัวอย่างที่เลว   จะช่วยให้ เยาวชน  ได้เลียนแบบในทางที่ดี โลกจะสดใส

เรามีผู้นำ  ที่เป็นตัวอย่างเลวๆมาก จน เด็ก ๆ แยกแยะ ดี ชั่วไม่ได้แล้ว    ดังนั้น งานวิจัยของ Dr Kandel จึง  "จุดประกาย"   ให้เรา สนใจ การ คุยกันดีๆ ครับ

**************

การสอนธรรมะ  ก็เช่นกัน   จงสอนด้วยการทำเป็นตัวอย่าง (role model)    อย่าเน้นสอน (instruc)    จงสอนแบบ Action Learning 

เราสอนเด็กๆ  ด้วยการบอกว่า "จงทำดี"   สอนเป็นล้านๆๆๆ ครั้งก็ไม่ work เพราะ  เรายังทำตน ที่ไม่ดีให้พวกเขาเห็น  ให้พวกเขาจดจำ ด้วย เซลล์กระจกเงา

เซลล์กระจก จำ  แม้น เราไม่ตั้งใจจะจดจำ   มันจำของมันเอง

เราดูโฆษณาแฝงมากๆๆๆๆๆ  เห็นทุกวันผ่านหนัง  ผ่านป้าย ผ่านหนังสือ เดินแว่บมาในฉากของหนัง    แอบวางในฉากของนักอ่านข่าว  ฯลฯ   แม้เรา ไม่จำ  แต่  เซลล์กระจก มันจำ

เด็กที่ผ่านสนามรบ เจอศึกสงคราม  มีสภาพจิตเป็นเช่นไร

เด็กๆ ที่เห็น ภาพศพ  เทคนิคการปล้น การฆ่า  ใน หนังสือพิมพ์  ในหนัง  ฯลฯ  ก็มีสภาพจิตแย่เช่นกัน     เป็นการ "บีบ" ให้จำ   ข่มขืนให้จำ  แบบ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้น พ่อแม่ จะ ดูหนังโหดนั้นด้วย ดูพร้อมลูกๆ  แต่  ภาพมันติดตา  ตรึงใจ  ฝังจำด้วยเซลล์กระจกเงาครับ ....... เสียหายทั้งลูก ทั้งพ่อแม่   ... ประสาทกินทั้งครอบครัว  โดย คาดไม่ถึง   นึกไม่ถึง