วันที่ ๘ – ๑๐ ธ.ค. ๕๐ เป็นวันหยุดยาว ๓ วัน     เช้าวันที่ ๙ ผมนั่งดูหนังสารคดีที่ได้มาจาก อ. หมอปรีดา สลับกับทำ PowerPoint เตรียมไปพูดเรื่อง “KM กับเทคโนโลยีการศึกษา” ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล  ในวันที่ ๑๓ ธ.ค. ๕๐    ในการประชุม “รวมพลคนทำสื่อ ครั้งที่ ๓”     ผมใช้เวลาประมาณ ๓ – ๔ ชั่วโมงจึงเสร็จเกือบเรียบร้อย

         ผมไม่แน่ใจว่า คนที่มาเชิญไปพูดในที่ต่างๆ เขาตระหนักหรือไม่ว่า ในการไปพูดแต่ละครั้ง     คนที่พูดไม่เก่งอย่างผมต้องเตรียมตัวมาก    ต้องเตรียมคิดประเด็น แล้วเตรียม PowerPoint      รวมแล้วพูด ๑ ชั่วโมง ใช้เวลาเตรียม ๕ – ๑๐ ชั่วโมง     เวลาคิดประเด็นต่างๆ ผมมีอาการของคนใจลอยจนโดนเมียดุบ่อยๆ     และบางครั้งก็ใจลอยตอนขับรถ ภรรยาจะคอยเตือนสติอยู่เสมอ

แต่นั่นคือความสนุกครับ ผมไม่ถือเป็นภาระ    หลายครั้งผมนึกขอบคุณผู้เชิญ ที่เชิญไปพูดเรื่องแปลกๆ ที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร แต่พอมาคิดไตร่ตรองและค้นคว้า ก็พบประเด็นเรียนรู้ และประเด็นพัฒนาบ้านเมืองที่สำคัญ แต่คนมักมองข้าม     กลายเป็นว่า ผมเป็นนักเรียน เรียนรู้สิ่งที่เขาเชิญไปพูดนั่นเอง      ในกรณีเช่นนั้น ผมจะบอกผู้ฟังตรงๆ ว่าผมไม่รับรองว่าที่ผมจะพูดนั้น จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง     ผมเน้นการตั้งคำถาม มากกว่าเน้นให้คำตอบ    พูดแบบผู้ไม่รู้ มากกว่าเป็นผู้รู้    อย่างนี้ผมเรียกกับตัวเองว่า พูดแบบ provocative    คือชวนผู้ฟังคิด     ผมไม่ชอบพูดความรู้สำเร็จรูป     ชอบพูดแบบศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ฟัง     แล้วพูดเพื่อกระตุกต่อมคิดของเขา ว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว     เขาจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และพฤติกรรมอย่างไรบ้าง     การกำหนดสไตล์พูดแบบนี้ ทำให้สนุกและท้าทาย     เป็นการท้าทายตัวเอง ว่าจะหาประเด็นอะไรไปพูด

         สมัยนี้การเตรียมตัวพูด สะดวกกว่าสมัยย้อนหลัง ๑๐ ปีมาก     สมัยโน้นผมเตรียมเขียนแผ่นใส    จะพูดทีก็เปลี่ยนแผ่นใสที โดยคิดใหม่ เขียนใหม่     เก็บแผ่นใสเก่าไว้ทบทวน จนมีแผ่นใสเป็นตั้งสูง     เวลานี้ใช้ PowerPoint แทน สะดวกกว่ามาก    สมัยโน้นผมให้คนไปซื้อแผ่นพลาสติคใสมาตัดเป็นแผ่นขนาด A4 เตรียมไว้ใช้     และมีปากกาเขียนแผ่นใส ทั้งชนิดลบได้ด้วยน้ำ และลบไม่ได้ด้วยน้ำ ต้องใช้แอลกอฮอล์     จึงต้องมีขวดแอลกอฮอล์เป็นชุดเครื่องมือ เตรียมเขียนแผ่นใส     ตอนนั้นผมนึกในใจว่าสะดวกจริงๆ    เพราะสามารถ copy รูปหรือไดอะแกรมจากหนังสือหรือบทความลงแผ่นใสได้ด้วย   

         แต่พอมีคอมพิวเตอร์ พีซี และมีโปรแกรม PowerPoint ยิ่งสะดวก     ทำให้ผมสงสัยว่าความสะดวกในยุคต่อไปคืออะไร    ผมเดาว่าเป็น Multimedia Presentation ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มใช้กันแล้ว     ต่อไปการสื่อสารเรื่องยากๆ ที่ซับซ้อนก็จะสะดวกขึ้น

         เมื่อ ๓ – ๔ ปีก่อนย้อนหลังไป ผมเตรียม PowerPoint โดยเขียนบนกระดาษ     ให้เลขาเป็นผู้ทำ PowerPoint     แล้วผมก็ค่อยๆ เรียนวิธีทำ จนเวลานี้ผมทำเองทั้งหมด     ไม่ต้องกวนเลขาเลย     วันนี้ (๙ ธ.ค.) ผมก้าวไปอีกขั้น    โดยทำไปค้น อินเทอร์เน็ตไป  ค้นรูปหรือไดอะแกรมโดยใช้ Google เอามาใช้ในการทำ PowerPoint     รวมทั้งค้น PowerPoint เก่าของผม เอาบางสไลด์มาใช้    การได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนเอง ทำให้ผมสนุก     เมื่อคิดย้อนหลัง ก็ตระหนักว่าโลกของการเรียนรู้มันเปลี่ยนไปมากจริงๆ

         ที่จริง PowerPoint ของผมใช้สไตล์คนแก่     คือมีตัวอักษรเป็นพื้น ไม่ค่อยใช้รูปหรือไดอะแกรม    เพราะผมคิดเป็นภาพไม่เป็น    เป็นข้อด้อยประจำตัว     แต่ผมก็ไม่ท้อถอย ใช้การเตรียมทำ PowerPoint นี่แหละเป็นที่เรียนรู้     หาทางทำ PowerPoint ให้มีสีสรร และไดอะแกรมหรือภาพที่บอกความคิดได้สนุกยิ่งขึ้น   

วิจารณ์ พานิช
๑๐ ธ.ค. ๕๐