ผู้ให้บริการถูกฝึกฝนให้เรียนรู้แบบตัดสินผิดถูก เมื่อถูกคือสอบผ่าน เมื่อผิดคือสอบไม่ผ่าน การให้บริการที่เกิดขึ้นจึงมีเพียงในมุมใช่ คือ ถูก ไม่ใช่คือ ผิด และไม่เอาไม่ใช่ ในขณะที่ส่วนลึกในใจของผู้ใช้บริการด้านสุขภาพคาดหวังว่าจะได้รับการดูแลที่มองเห็นเขาเป็นคนทั้งคน การพัฒนาคนเพื่อให้บริการแบบองค์รวม จึงจำเป็นต้องปรับวิธีฝึกฝนคนเสียใหม่ ไม่นำเอาข้อสอบในการเรียนมาใช้กับคนทั้งคน เนื่องจากสุขภาพของคนทั้งคน เป็นผลของการบูรณาการเรื่องหลายเรื่องผสมผสานในตัวคนๆนั้นแล้วประมวลออกมาเป็นสุขภาพของบุคคลนั้น

หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อย   สามีได้พาฉันไปเที่ยวห้างแมคโคร สาขากระบี่  ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองกระบี่ ห่างจากเขตเทศบาลราว 10 กม.  เราไปถึงห้างประมาณ 9 น.  ปรากฎว่า มีคนไปเดินซื้อของกันอยู่บ้างแล้วประปราย   มีทั้งแม่บ้าน พ่อบ้าน และผู้ทำมาค้าขายอาหาร

 

"หมอ มาซื้ออะไร"   เสียงผู้ชายที่ถามขึ้น ทำให้ฉันหันไปมอง อ้อ!  พี่เอก อดีตผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหนึ่งนี่เอง   

 

" แค่แวะมาเดินเที่ยว ยังไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรค่ะ"  ฉันตอบ  พอดีกับพี่ตา ภรรยาของพี่เอกเดินมาสมทบ  เราจึงเดินไปด้วยกันสักครู่ แล้วจึงแยกจากกัน  

 

กลับมาจากห้าง คำถามหนึ่งที่หมอตาล หมออนามัยเคยถามก็ผ่านแวบเข้ามาในความคิดคำนึง  "หนูไปจ่ายของที่ห้างโลตัส สัปดาห์ละครั้ง  การที่หนูไปเดินห้าง เป็นการออกกำลังกายไหม"   

 

ฉันตอบเธอว่า   "ใช่ และก็ไม่ใช่"  

 

หมอตาล สูงราว 170 ซม.  น้ำหนัก  56 กก.  ดูแล้วดัชนีมวลกายไม่น่ามีปัญหา  แต่เธอมีขนาดเอวเกิน 80 ซม. เปอร์เซ็นต์ใต้ผิวหนังอยู่ในเกณฑ์อ้วน   และ หัวใจเธอมีความฟิตน้อยมาก   

 

เธอเล่าว่า กิจกรรมส่วนใหญ่ในชีวิตของเธอในเวลาทำงานจะเป็นเรื่องของงานสำนักงาน  นั่งเขียนเอกสารบ้าง พิมพ์หนังสือบ้าง คุยให้คำปรึกษากับคนไข้บ้าง  งานที่ทำ 8 ชั่วโมง  นานๆครั้งจึงจะออกพื้นที่  ส่วนที่บ้าน เธอทำงานบ้าน เช่น ซักผ้า ทำอาหาร ด้วยตัวเอง   เธอเล่าว่าเธอมีลูกเล็กๆ 2 คน  คนโต 5 ขวบ คนเล็ก 3 ขวบ   บ่อยครั้งที่เธอจะต้องห้ามลูกไม่ให้วิ่งไล่กัน   

 

ฉันถามเธอว่า "ห้ามแล้วเขาหยุดหรือ"

เธอตอบว่า " ไม่หยุดจนหงุดหงิดค่ะ  พอหนูห้ามด้วยปากไม่หยุด หนูจะวิ่งไล่จับให้หยุด กว่าจะจับได้ทั้งคู่หนูวิ่งจนเหนื่อยเลย  พอจับได้บางครั้งหนูโมโหตีลูกนะ"   

 

เหตุผลที่ฉันตอบคำถามเธอว่า  "ใช่"   คือ  การเดิน เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก   การเดินเป็นรูปแบบที่คนกระทำได้ง่าย  ไม่ต้องเรียนจากใคร เพราะได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว   การเดินที่ถือว่าเพียงพอในการทำให้หัวใจฟิตดี คือ การเดินให้ได้ 10,000 ก้าวต่อวัน

 

เหตุผลที่ฉันตอบเธอว่า "ไม่ใช่"   คือ  หากเธอต้องการลดเอว  การเดินห้าง ไม่ใช่การออกกำลังกายที่ช่วยให้สมหวัง   หากเธอต้องการให้หัวใจเธอฟิตขึ้น  การเดินห้าง  ช่วยสะสมให้เธอเฉพาะวันที่ไปเดินห้างเท่านั้น ไม่ได้ช่วยตลอดให้สมหวัง  การออกกำลังกายสำคัญที่เธอต้องการตอนนี้ คือ  การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจฟิต  ถ้าเธอทำได้แรงถึงระดับนั้น   เอวเธอก็จะลดลงมาเอง

 

แล้วเราก็ช่วยกันทบทวน เพราะหมอตาลอยากเลือกการเดิน เป็นรูปแบบการออกกำลังกายเพื่อปรับปรุงสุขภาพของเธอ

 

เริ่มจาก ทบทวนข้อมูลการเดินในการใช้ชีวิตประจำวันก่อน  พบว่า เวลาที่เธอใช้ส่วนใหญ่ที่สอ. เป็นเวลาของการเดินราว 10 นาทีสะสม    ส่วนที่บ้านจะเดินขณะทำอาหาร ตากผ้า ซึ่งน่าจะใช้เวลาเดินรวมๆแล้วไม่น่าเกิน  10 นาที  รวมแล้วมีต้นทุนการเดินอยู่แล้ว 20 นาที   ส่วนความแรงของการเดินโดยรวมของกิจกรรมทั้ง 2 อย่างนี้จัดเป็นระดับเบา   วันที่ไปห้าง เธอใช้เวลาที่ห้าง 30 นาที  วันที่ไปห้างก็เลือกไปวันหยุดราชการซึ่งไม่ต้องทำงานที่สำนักงาน  เวลาไปห้างจะฝากลูกไว้กับแม่

 

เมื่อจะเลือกการเดินเป็นวิธีออกกำลังกาย  หมอตาลจึงต้องรู้ก่อนว่าต้นทุนที่เธอเดินอยู่ปกติกี่ก้าว

 

ฉันจึงถามเธอว่า "ตาลเคยเรียนยุวกาชาดใช่ไหม"   

 

เธอตอบว่า "ใช่" 

 

"งั้นเราไปฟื้นความหลังเดินทางไกลกัน  ตอนเดินตาลนับก้าวของตาลว่ากี่ก้าวนะ หมอก็นับของหมอ"   ฉันชวนเธอ

 

หลังจากใช้เวลาร่วมกัน 20 นาที  เราเดินได้ระยะทาง  100  เมตร  เพราะเราเดินๆหยุดๆ 

 

ฉันถามเธอว่า "ตาลเดินได้กี่ก้าว  การเดินวันนี้เร็วกว่าที่เคยเดินที่บ้าน และที่สำนักงานไหม"   เธอบอกว่า  "300 ก้าว ที่หนูเดินทำอาหารและการเดินทำงานที่สำนักงานก็เดินอย่างนี้  ไปห้างหนูก็เดินอย่างนี้   มีเพิ่มเดินเร็วกว่านี้อีกหน่อยตรงไล่จับลูก  ซึ่งก็ไม่ใคร่ได้ทำ เพราะไม่ค่อยพาไปด้วย  ไปด้วยหนูดูไม่ทัน"   

 

ฉันจึงสรุปให้เธอฟังว่า "งั้นเราก็อนุมานได้ว่า ต้นทุนเดินที่มีอยู่แล้วแน่ๆของตาล คือ เดิน 15 นาที วันละ 300 ก้าว ถ้าเพิ่มเวลาอีก 15 นาที ก็ได้ขั้นต่ำที่ควรเคลื่อนไหวต่อวัน  ส่วนก้าวเดินถ้าจะเดินให้ได้ 10,000 ก้าวยังขาดอีก 9,700 ก้าว   ก็ต้องค้นหาอีกว่าจะทำเพิ่มยังไงให้ง่าย ไม่ติดเรื่องไม่มีเวลา  แล้วได้จำนวนก้าวกับเวลาที่ตาลต้องการ   อีกอย่างการเดินเป็นการใช้แรงระดับเบา  ถ้าจะเลือกเดินเพื่อเพิ่มก้าว ก็ยังสามารถเพิ่มได้อีก"      

 

"หนูยังอยากใช้แค่เดิน เพราะหนักไปหนูเห็นจะทำไม่ได้"  หมอตาลบอก   เราจึงมาทวนกิจวัตรประจำวันกันต่อ

เมื่อดูกิจกรรมงานประจำวันในสถานที่ทำงาน หมอตาลบอกว่า บางงานจะให้การปรึกษารายกลุ่มด้วย  เธอจะทำหน้าที่วิทยากร  เวลาสอนเธอจะนั่งสอนที่ใต้ถุนสถานีอนามัย   ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อครั้ง  ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์  สอนได้ไม่เกินวันละกลุ่ม

ฉันจึงถามว่า "ตาลลองนึกดูว่า ในช่วงการสอน ตาลจะแทรกการเดินเข้าไปช่วงไหนได้บ้าง"  เธอตอบว่า  "มีเหมือนกันที่หนูต้องเดินไปคุยกับคนโน้นมั่งคนนี้มั่งในระหว่างการสอน" 

ฉันจึงย้ำไปว่า "นั่นแหละดี โอกาสเพิ่มก้าวของตาลละ   อย่างน้อยๆจะได้ก้าวเพิ่มมา 2,400 ก้าว (เทียบบัญญัติไตรยางค์จาก  15 นาทีได้ 300 ก้าว) ถ้าทำในเวลา 2-3 ชั่วโมงนั้น  รวมแล้วเป็น  2,700 ก้าว  เวลาได้มาอีก 2 ชั่วโมงสำหรับการเคลื่อนไหวระดับเบา  ดีเลยเพราะจะช่วยตาลลดเอวด้วยนะ" 

 

หมอตาลมีลูก 2 คน ลูกอยู่ในวัยที่อยู่ไม่นิ่ง  หมอตาลเล่าว่า บางครั้งต้องวิ่งไล่จับให้อยู่นิ่ง จนบางครั้งเหนื่อยที่ต้องวิ่งไล่  ก็โกรธจนตีลูก   ฉันว่านี่แหละโอกาสในการเดินเพิ่มอีกโอกาสละ    ถ้าฉันส่งเสริมให้หมอตาลใช้เรื่องนี้เป็นการเคลื่อนไหวประจำวันจะมีผลกระทบอะไรกับสมาชิกในครอบครัวหมอตาลไหมก็เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ก่อนบอก  แล้วฉันก็พบว่า โอกาสนี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบฉวย เพราะถ้าหมอตาลลงมือทำ จะได้ 2 เด้ง คือ ตัวเองสุขภาพกายดีขึ้น แล้วสุขภาพจิตก็ดีขึ้นด้วย  ด้วยความรู้สึกดีที่ได้วิ่งไล่จับลูกเพื่อออกกำลังกายจะเข้ามาแทนความรู้สึกโกรธที่ต้องไล่จับเพราะห้ามไม่ฟัง  

 

นอกจาก หมอตาลจะได้แล้ว ในฐานะหมอเด็ก ฉันว่า ลูกหมอตาลได้อีก 2 เด้งด้วย คือ  พัฒนาการทางอารมณ์ดีขึ้น เพราะเดิมถูกลงโทษ แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นรางวัล  เพราะในอารมณ์ของเด็กการที่พ่อแม่ให้ความสนใจ ถือเป็นรางวัลอยู่แล้ว และถ้าการให้รางวัลนั้นแลกกับการไม่เจ็บตัวอีก ยิ่งดีใหญ่สำหรับเด็ก

 

แล้วสังคมก็ได้เด็กที่มีพัฒนาการทางอารมณ์เหมาะสมกลับคืนมาด้วย  จิตแพทย์เด็ก บอกไว้ว่า  พัฒนาการเด็กที่โตขึ้นแล้วก้าวร้าวนั้น ก่อกำเนิดมาจากการเคยคุ้นกับการกระทำรุนแรงในครอบครัวจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ   การที่หมอตาลได้เปลี่ยนมาใช้โอกาสของการวิ่งไล่จับลูกเพื่อสุขภาพตัวเอง จึงให้คุณอย่างยิ่ง

 

เมื่อฉันเห็นประเด็นนี้  ฉันไม่รอให้หมอตาลตัดสินใจ ฉันให้คำปรึกษาต่อไปเลยว่า

" ให้ตาลเลือกเอาว่าที่เหลืออีก 7,300 ก้าว ตาลจะไปเพิ่มเวลาเย็น ที่เรื่องอะไร ระหว่าง

การวิ่งเล่นไล่จับลูกในช่วงที่ลูกๆเล่นกัน  วิ่งไล่กัน  และ การเพิ่มเวลาทำงานบ้านโดยเดินไม่หยุด  กับการเดินเพิ่มอีกราว 2 กม. เพื่อให้ได้ครบ 10,000 ก้าว  ( เทียบบัญญัติไตรยางค์ 100 เมตร ได้ 300 ก้าว )

ถ้าเลือกอย่างแรก  ตาลจะได้เพิ่มมาอีก  600  ก้าวเมื่อเล่นกับลูก 30 นาที  รวมเป็น  3,300  ก้าว แม้จะยังไม่ได้ครบ 10,000 ก้าว แต่ระดับความแรงได้ระดับแอโรบิกแล้ว เวลาก็ได้ 30 นาทีด้วย

 

ถ้าเลือกอย่างหลัง ตาลต้องเพิ่มเวลาเดินให้กับระยะทาง 2 กม.นั้น"  

 

แล้วหมอตาลก็จากไป พร้อมกับบอกฉันว่า แถวบ้านไม่มีที่ให้เดิน 2 กม.  วันไหนไม่สอนหนูขอไปเยี่ยมบ้านด้วยดีกว่า แล้วจะเปลี่ยนจากขี่มอเตอร์ไซด์เป็นเดินไปดีกว่า   แล้วที่ให้เลือกวิ่งไล่จับลูกก็ดี หนูไม่ได้เล่นกับลูกนานแล้ว มัวแต่ทำงาน   ส่วนทำงานบ้านเพิ่ม สงสัยทำไม่ได้แน่เลยหมอ  ก็งานเยอะจะตาย  นี่นะหนูยังค้างรายงานที่ต้องส่งประจำเดือนอยู่เลย

 

ก่อนจากฉันบอกเธอว่า ตอนไปเริ่มปรับตัวใหม่ๆ  ให้ตั้งใจปรับช่วงที่ทำได้ง่ายก่อน  ที่สำคัญกว่าอื่นใด คือ  ลงมือทำ  แล้วให้ทบทวน  แบบ PDCA  ที่เราใช้ทำงาน  เริ่มวงแรกที่ ตั้งใจทำ แล้วได้ทำแค่ไหนก่อน อย่าเพิ่งเอาจำนวนก้าวที่เพิ่ม   เผลอๆทำไปแล้วกลับมาทวนเรื่องก้าว ทำได้เกินเป้าไปเลย   

เอาหลักการสอบมาใช้สอบตัวเอง ก็ให้คิดว่า  จำนวนครั้งที่ตั้งใจทำและได้ทำ เป็นข้อสอบหนึ่ง  และจำนวนก้าวที่เดินเพิ่ม เป็นอีกข้อสอบหนึ่ง   จะได้มีเครื่องมือคอยเตือนตัวเอง 

26 มกราคม 2551