ตื่นตระหนกตกใจตื่นลุกยืนหยุด นิ่งนิ่งคิดครวญขุดความคิดครุ่น

ถึงหรือยังวันเวลาวันว้าวุ่น  อกอุ่นอุ่นยิ่งตระหนักให้หนักอก

มองเวลาตีหนึ่งระลึกวน โอ..สับสนเสียหลักการพักยก

ยังไม่ถึงเวลาที่ตระหนก นั่งลงเตียงเอียงอกพลิกลงต่ำ

        หัวถึงหมอนนอนกายเอียงแววตาใส สองและสามผ่านไป..โอ..ใจช้ำ

ล่วงตีสี่ครึ่งกว่าจึงงีบงำ ตีห้าถลำลุกอาบน้ำขึ้นแต่งตัว

         รถออกจากมหาวิทยาลัยเวลา ๐๕.๓๕ น. มุ่งหน้าสู่จังหวัดสระแก้ว ระหว่างที่รถแล่นไปนั้นเอง สองข้างทางที่มองเห็นก็ยังมืดอยู่ แต่ก็ค่อยสว่างขึ้นทีละน้อย ผมมองเห็นสมาชิกในรถบางคนนั่งหลับอ้าปากหวอ บางคนหลับไปโยกเยกไปมา หัวไปกระทบกับบ่าของอีกคน บางคนเอนข้างให้กับเพื่อนและขันหน้าออกทางหน้าต่างของรถตู้ บางคนเอนเบาะยาวและนอนหลับอย่างสบายใจ แต่ผมเห็นอยู่คนหนึ่งที่ไม่หลับนั้นคือ น้าหยัด คนขับรถ เพราะถ้าหากท่านหลับ พวกเราคงจะหลับพร้อมๆกันโดยไม่ตื่น

         เราเดินทางมาถึงศูนย์ให้การศึกษาสระแก้วเมื่อเวลา ๐๘.๓๐ น. เลยไปนิดๆ ผมไม่ได้มาที่นี้เป็นเวลา ๒ ปีกว่า มาครั้งนี้เมื่อรถผ่านเพื่อไปกลับรถเข้าศูนย์ ผมจำได้ว่านั่นคือศูนย์สระแก้ว นั่นแสดงว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้าเปลี่ยนแปลงมาก ผมคงจำไม่ได้ แต่ข้างหลังโน้น (หลังตึกสำนักงาน) เห็นตึกสูงอยู่ตึกหนึ่ง ผมไม่ได้เดินไปดู เพราะคิดว่า ยังมาอีกหลายครั้ง คงจะได้ไปดูเข้าสักวัน

        ไปดูตารางห้องบรรยายและเดินไปสู่ห้องบรรยาย พยายามเปิดประตูเข้าไปที่ห้อง ๓๐๕ ตามตารางแต่เปิดไม่ออก จึงบอกให้แม่บ้านที่กำลังรถน้ำต้นไม้ทราบ ครั้งแรกท่านก็ส่งเสียงมาว่า เปิดให้แล้วทุกห้อง ผมจึงเดินมาผลักห้องนั้นอีก แต่ไม่ออกอยุ่ดี จึงเดินไปบอกใหม่ ท่านวางสายน้ำลงกับพื้นและเดินกระฟัดกระเฟียดไปที่ห้องนั้น พร้อมกับเปิดประตูด้วยเทคนิคเฉพาะคือ มือหนึ่งยันข้างบน อีกมือหนึ่งยันตรงกลาง เท้ายันที่ข้างล่างและผลักพร้อมกันด้วยกำลัง "อ้อ ประตูแข็งนี่เอง ขอโทษด้วยครับ" ผมกล่าวด้วยความรู้สึกเสียใจ ด้วยว่าผมไม่รู้เทคนิคจริงๆ ท่านเปิดให้เสร็จผม จึงเดินออกไป ผมเข้าไปประจำห้อง แต่ไม่มีนักศึกษา คงเป็นสัปดาห์แรกกระมัง จึงชวนเพื่อนไปทานข้าวก่อน เมื่อทานข้าวเสร็จจึงมาดูทีห้องอีกที เห็นมีอยู่ ๒ คน ผมจึงทำหน้าที่สำหรับคาบเรียนแรก จากนั้นก็ค่อยๆ ทยอยกันมา และปิดวิชาประจำคาบที่เวลา ๑๑.๓๐ น.