ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี(นายภาณุ  อุทัยรัตน์)  ได้พูดถึงข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับสถิติพื้นที่นาร้างในจังหวัดปัตตานี(ผ่านทางรายการผู้ว่าพบประชาชน ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2550) ว่ามีนาร้างทั้งหมดประมาณ 30,000 ไร่ จากพื้นที่ 10 อำเภอ  และข้อมูลที่น่าตกใจอีกประการก็คือ ในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ มีพื้นที่นาร้างประมาณ 9,000 ไร่  ท่านผู้ว่าฯ ได้นำแนวคิดไปสู่สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ ตลอดจนนำนโยบายดังกล่าวเพื่อพลิกฟื้นนาร้างให้เป็นนาทรัพย์  ซึ่งหลังจากได้เตรียมการและนำเสนอนโยบายต่อระดับปฏิบัติแล้วทราบว่าท่านตั้ง เป้าว่าจะพลิกฟื้นนาร้างให้เป็นนาทรัพย์ให้ได้อย่างน้อย 8,888 ไร่  ซึ่งตัวเลข 8 ถือเป็นเลขมงคลเพื่อเทอดพระเกียรติ 80 พรรษา  และโครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่ 5 ธันวาคม 2550 จนถึง 5 ธันวาคม 2551 รวมระยะเวลา 1 รอบปีพอดี  ตอนแรกเข้าใจว่าท่านจะพลิกนาร้างให้เป็นนาข้าวขึ้นมาอีกครั้ง  แต่เมื่อเช้าวันที่ 24 ม.ค. 51 ท่านกล่าวในรายการผู้ว่าพบประชาชน ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ว่าการพลิกนาร้างให้เป็นนาทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องให้กลับเป็นนาข้าว  ใครเห็นว่าจะให้เป็นสวนปาล์มก็ได้ จะทำเป็นสวนปาล์มก็ได้  เป็นต้น  แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดและเหตุผลของการเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนยาง  ต่างกันตรงที่นาข้าวที่เปลี่ยนเป็นสวนยางไม่เคยเป็นนาร้างมาก่อน และเหตุผลที่เปลี่ยนเป็นสวนยางเพราะว่าปัจจัยที่ส่งเสริมให้การทำนาข้าวเปลี ่ยนไป  ปัจจุบันการทำนาข้าวไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน

             ในฐานะที่อยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้มาตลอดชีวิต ช่วยพ่อทำนามาตั้งแต่เด็ก  ปัจจุบันก็ยังทำนาอยู่  แม้บางส่วนจะเปลี่ยนไปเป็นสวนยางบ้างแล้วก็ตาม  ก็พอจะมองเห็นปัญหาและสาเหตุแห่งความเปลี่ยนไปที่ทำให้เกิดนาร้าง ดังนี้

             ๑) การปล่อยน้ำจากระบบชลประทานแบบไม่มีจังหวะเวลา  ทำให้ทุ้งนาไม่เคยแห้งน้ำ  เป็นน้ำที่หล่อเลี้ยงวัชพืชคือกกและหญ้าให้เจริญเติบโตจนยากแก่การบุกเบิกให ้เป็นนาเช่นเดิม  มีคำกล่าวของชาวบ้านที่น่าสนใจว่า พื้นที่ชลประทาน ยิ่งน้ำดียิงมีนาร้าง 

            ๒) ชาวนาเปลี่ยนเครื่องมือจากแรงงานสัตว์ เช่นใช้ควายลากไถ เป็นรถไถเดินตาม  เปลี่ยนจากวัวเทียมเกวียนเป็นรถมอเตอร์ไซค์  เมื่อก่อนจูงควายแบกไถเดินตามคันนาได้  หรือจูงควายลุยพรุน้ำลึกข้ามไปได้   แต่ปัจจุบันเอารถไถเดินตามขับไปตามคันนาไม่ได้  ขับข้ามพรุลึกก็ไม่ได้  จำเป็นต้องทำคันนาให้กว้างเป็นถนนจึงจะเดินทางเข้าไปได้  หรือไม่งั้นก็ลุยข้ามคันนาไป  เมื่อถูกดำนาขวางก็ข้ามไม่ได้  หรือเมื่อเป็นที่พรุน้ำลึกก็ไม่สามารถไปได้เช่นกัน

             ๓)เมื่อมีน้ำท่วมนาตลอดปีจากการปล่อยน้ำของชลประทาน หนวยงานต่างๆ เช่น อ.บ.จ. , อ.บ.ต. , ชลประทาน ฯลฯ  เข้าขุดคลองระบายน้ำ  แต่เป็นการขุดในลักษณะล้อมพื้นที่  ทำให้การนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ทำได้ลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการทำนา การเข้าพื้นที่ไม่สะดวก

             ๔) คลองสายที่ผ่านทุ่งนา  เดิมเคยเป็นคลองส่งน้ำ ซึ่งธรรมชาติของคลองส่งน้ำจะอยู่สูงกว่าระดับพื้นนา  เมื่อชาวบ้านจะใช้น้ำ เพียงเปิดท่อระบายน้ำ  น้ำก็จะไหลเข้านาโดยไม่ต้องสูบน้ำ  เป็นความหวังดีของหน่วยงานต่างๆ อีกเช่นเคย  เริ่มจากการขุดลอกคลองเอาต้นไม้ยืนต้นออกจากคันคลอง ผมพึ่งสังเกตเห็นเช่นกันว่า เมื่อก่อน สมัยที่คลองดังกล่าวมีำไม้ยืนต้นปกคลุมคลองร่มครึ้ม  ไม่เคยมีหญ้า ผักตบ หรือวัชพืชใดๆ ลอยอยู่ในคลองเลย  น้ำใสจะไหลลดเลี้ยวไปตามช่องระหว่างไม้ยืนต้น  แต่เมื่อไม้ยืนต้นบนคันคลองถูกขุดลอกออกไป  ผักตบและพืชน้ำต่างๆ ก็ขึ้นปกคลุมแทนที่  ผลที่ตามมาคือน้ำไม่ไหล  หน่วยงานต่างๆ ก็จะส่งแบคโฮเข้ามาขุดทั้งดินพื้นคลองและหญ้าออก  ท้ายที่สุดปัจจุบันพื้นคลองลึกกว่าระดับท้องนาแล้วก็ไม่สามารถเอาน้ำเข้านาไ ด้เหมือนแต่ก่อน  ซ้ำร้าย การขุดพื้นท้องคลองจนลึกกว่าพื้นฝายกั้นน้ำ ท้ายที่สุดน้ำก็ทะลุลอดใต้พื้นฝาย   ซึ่งก็กลายเป็นฝายที่ใช้งานไม่ได้  ยกระดับน้ำไม่ได้

           ๕) วัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป  เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่เข้าโรงเรียนเพราะไม่ต้องการทำนา  พ่อแม่นั่นแหละสอนเองว่าถ้าเอ็งเรียนหนังสือสูงๆ  เอ็งจะได้ไม่ต้องทำนาเหมือนพ่อแม่  ความคิดว่าการทำนาเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก    กระทั่งทั้งลูกชาวนาที่ี่เรียนจบระดับสูงและที่ได้เรียนเพียงเพื่อผ่านภาคบั งคับ  ต่างก็ไม่ยอมทำนา ปล่อยให้ที่นาของบรรพบุรุษที่ให้ไว้รกร้าง  โดยที่ตนเองยอมไปทำอาชีพรับจ้าง เช่น งานก่อสร้าง  ลูกจ้างรายวัน เป็นต้น  เคยมีชาวสวนยางคนหนึ่งพูดไว้อย่างน่าคิดในขณะที่ชาวสวนยางคนนั้นกำลังถางหญ้ าในสวนยาง และเพื่อนบ้านอีกคนกำลังทำงานรับจ้างก่อสร้างรายวัน แต่ทำงานในร่ม ว่า คอยดูนะ วันนี้ชาวสวนเหนื่อยกลางแดด  แต่อีก 5 ปีจะสบายเพราะเป็นเจ้าของสวน  แต่คนที่ยังทำงานรับจ้าง อีก 5 ปีก็จะยังต้องทำงานรับจ้างต่อไป  ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นจริงตามคำกล่าวนั้น

            แนวทางการแก้ปัญหาตามข้อ ๑ - ๔ น่าจะพอทำได้  แต่การปรับแก้ทัศนคติและค่านิยมในการทำงาน ดูจะไม่ง่าย    ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดนาร้างอีก  วันหลังจะรวบรวมและมาบันทึกเพิ่ม  หรือท่านใดมีประสบการณ์ที่แตกต่างเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ