เสียงเพลง  เมื่อครั้งเรียนกิจกรรมลูกเสือ ตอนยังเล็ก  ก้องอยู่ในหูเสมอ  ไม่จางหาย...

งานสิ่งใด งานสิ่งใด   แม้ใครละเลยทิ้งปล่อย  มัวแต่คอย  เฝ้าแต่คอย  หวังคอยจะเกี่ยงโยนกลอง  ไม่มีเสร็จ  ไม่มีเสร็จ  รับรอง จำไว้ทุกคนต้อง...ทำงานจะต้องช่วยกัน  ช่วยกัน  ช่วยกัน  ช่วยกัน

 

ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม   การทำงานต้องทำเป็นทีม   หากหัวหน้าทีม  มีกลเม็ดในการควบคุมทีมที่ดี  งานก็สำเร็จไปด้วยดี  เป็นที่ภาคภูมิใจ 

 

แต่ที่สำคัญ  ทีมส่วนใหญ่  จะทำงานไปด้วยกันไม่ได้   หักล้างกัน  ปีนป่ายกัน  เลื่อยขาเก้าอี้กัน  เหยียบย่ำกัน  เพื่อให้ตนเองได้โลดแล่นโดดเด่น 

 

งานจะเป็นอย่างไร  ก็ไม่สนใจ  เห็นแก่ตัว  ไม่ได้มองส่วนรวม  นี่ไม่ได้ว่าใคร...

 

เรามามองกันอย่างกว้างๆ  ทำใจให้เป็นกลาง 

 

ใครๆก็รักตัวเองทั้งนั้น   แต่หากคิดให้ดี  เรามาช่วยกันทำงานเพื่อส่วนรวม  เมื่องานนั้นสำเร็จ  ผลที่ได้  ก็ได้กับพวกเราที่อยู่ในสังคมนั้น....ไม่ใช่หรือ 

 

มีนิทาน  ประวัติศาสตร์  ที่เกิดขึ้นมาในโบราณกาล หลายเรื่อง  ที่สร้างเสริมความสามัคคี  หากไม่มีความสามัคคี  สังคมนั้นก็ล่มจม  เสื่อมสลาย 

 

เราหยิบเอาประวัติศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดให้กับเราในการทำงานกันบ้าง 

 

เหมือนอย่าง  นิทานที่คุณพ่อเล่าให้ฟัง  คุณพ่อมีลูก 3 คน  ทะเลาะกันเรื่องตุ๊กตา  ที่คุณพ่อได้มาเพียงตัวเดียว  ใครล่ะจะเป็นคนได้เล่น   หากครูอ้อย  โตกว่า  และรู้เรื่องดีกว่า  ก็จะเสียสละให้น้องๆ ทั้ง 2 คน  แต่น้องทั้ง 2 คน  อายุไล่เลี่ยกัน  แย่งกันเล่น  ตกลงกันไม่ได้   คุณพ่อก็เลยให้น้องทั้งสองคน  หยิบไม้กวาดทางก้านมะพร้าวที่หล่นร่วงอยู่กับพื้นดินมาคนละ 1 อัน  แล้วคุณพ่อก็หักของน้องคนเล็ก   และหันมาหักของน้องคนกลาง...ได้อย่างง่ายดาย 

แล้วคุณพ่อก็ให้หยิบไม้กวาดทางก้านมะพร้าว  มาอีกคนละ 1 อัน  รวมทั้งครูอ้อย  มาเป็น 3 อัน  มารวมกัน  คุณพ่อหัก  มันหักไม่ได้   คุณพ่อยื่นให้น้องคนกลางหัก  ก็หักไม่ได้   ยื่นให้น้องคนเล็กหัก  ก็หักไม่ได้   รวมทั้งครูอ้อยด้วย..

 

แล้วคุณพ่อ  ก็ถามเราทุกคน  ว่าทำไม  เมื่อกี้นี้ ของแต่ละคนพ่อหักได้  แต่พอมารวมกัน  ทำไมหักไม่ได้..

 

เด็กๆ ทั้ง 3 คนอายุ  8 ปี 4 ปี และ ปี   จะตอบได้ไหมนี่