วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ถือเป็นวันครอบครัว
คุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวพาลูกๆไปเดินห้างสรรพสินค้า เล่นกีฬา
เที่ยวชายทะเล ไปวัด หรือพักผ่อนที่บ้านตามอัธยาศัย
แต่ในวันนี้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองของนักเรียนอนุบาล 3
โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว่า 400
คนได้มาร่วมกิจกรรมการพบปะพูดคุยเสวนาเกี่ยวกับเรื่อง "จะเตรียมความพร้อมของลูกๆอนุบาล 3 เพื่อเรียนต่อ
ป.1 อย่างมีความสุขได้อย่างไร" ณ
หอประชุมจิระวิทยาคาร โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา
ปักธง
การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ
3 ประการ คือ
1)
เพื่อเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกๆร่วมกับคุณครูประจำชั้นหรือครูผู้สอน
2)
เพื่อให้ผู้ปกครองได้ชมผลงานที่แสดงถึงพัฒนาการทุกๆด้านของลูกๆ
3)
เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานความสำเร็จความก้าวหน้าของโรงเรียน
ร่วมกันทำ
กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ประกอบด้วย
1) การจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนระดับอนุบาล 3 และ ป.1-3
ภายในหอประชุม
2) เชิญตัวแทนนักเรียนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมาร่วมรายการเสวนา
ในหัวข้อเรื่อง "ประสบการณ์การเรียนรู้ในจิระศาสตร์" โดยมี
ดร.ปฐมพงศ์ ศุภเลิศ เป็นผู้ดำเนินรายการ
และมีตัวแทนศิษย์เก่ามาร่วมรายการ 1 คน ได้แก่
แพทย์หญิงสุชารินทร์ เส้นขาว ส่วนศิษย์ปัจจุบันมี 4 คน
ได้แก่ เด็กชายอดุลรัชต์ นามกูล ป.2/11 เด็กหญิงวรางคณา
ขุนเณร ป.2/12 เด็กชายพิริยะพงศ์ แสงแก้ว ป.3/9
และเด็กชายภานุพันธ์ หงษ์วิไล ป.6/5
นำเสนอประสบการณ์การเรียนรู้ในจิระศาสตร์
คนแรก
คุณหมอสุชารินทร์ เล่าถึงสมัยที่เรียนที่นี่ตั้งแต่อยู่อนุบาล 1
เป็นคนที่สุขภาพไม่ดีแต่สนใจกิจกรรมทุกประเภททั้งขับร้อง ฟ้อนรำ
การแสดง
ไม่แพ้กิจกรรมทางวิชาการไม่ว่ามีประกวด/แข่งขันที่ไหนก็จะได้รับเลือกเป้นตัวแทนโรงเรียนไปประกวด/แข่งขันอยู่เสมอ
ทำให้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง
กล้าแสดงออกและสุขภาพก็ดีขึ้นมาโดยลำดับ
จนกระทั่งเรียนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนได้เข้าเรียนต่อระดับมัธยม
อุดมศึกษา และจบมารับราชการเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลเสนา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เธอได้ฝากข้อคิดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองว่า "...อย่าไปคาดหวังกับลูกมากเกินไป
แต่ขอให้สนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของลูกให้ได้รับการพัฒนาเท่าที่ศักยภาพของเขาจะไปถึง
เพราะคนเราแต่ละคนมีความถนัดความสามารถไม่เหมือนกัน"
คนที่สอง เด็กชายภานุพันธ์
หงษ์วิไล เล่าว่าปัจจุบันเรียนอยู่ ป.6/5
เข้ามาเรียนที่จิระศาสตร์ตั้งแต่อนุบาล 1
แรกๆร้องไห้ทุกวันไม่อยากมาโรงเรียน เพราะคิดถึงบ้าน
แต่นานๆเข้าเริ่มคิดถึงเพื่อนๆ คุณครู และมาโรงเรียนทุกวัน
ด้านการเรียนชอบเรียนทุกวิชาโดยเฉพาะคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ
ชอบไปศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
และชอบกิจกรรมการประกวดแข่งขันทางวิชาการ
ซึ่งรู้สึกภูมิใจมากที่เคยได้รับประทานรางวัลจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา
สิริวัฒนาพรรณวดี ในฐานะที่ชนะเลิศการประกวดแข่งขันด้านภาษาอังกฤษ
ข้อคิดที่ฝากไปยังน้องๆอนุบาล 3 คือ "ขอให้รักโรงเรียนมาเรียนทุกวันและสนใจเรียนทุกวิชารับรองว่าจะเรียนได้ดีแน่นอน"
คนที่สาม เด็กชายพิริยะพงศ์
แสงแก้ว เล่าว่าเข้าเรียนระดับอนุบาล 1 ที่นี่ ขณะนี้เรียนอยู่
ป.3/9
เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก อ่านภาษาไทยได้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
และอ่านภาษาอังกฤษเป็นประโยคได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ
สาเหตุที่อ่านหนังสือได้เร็วเพราะชอบดูหนังสือที่คุณพ่อซื้อมา
แรกๆจะเปิดดูภาพ พอมาระยะหลังคุณพ่อจะช่วยสอนอ่านและต่อมาก็อ่านได้เอง
และที่ชอบมากที่สุดคือเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์
เวลาว่างชอบอ่านหนังสือและเล่นกีฬาโดยเฉพาะช่วงกิจกรรมยามเช้าที่จัดขึ้นในโรงเรียน
เมื่อเร็วๆนี้ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของ
สสวท. รู้สึกดีใจมาก สำหรับข้อคิดสำหรับน้องๆอนุบาล 3
คือ"ขอให้ตั้งใจเรียนครับ"
คนที่สี่ เด็กหญิงวรางคณา ขุนเณร
ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ป.2/12 เข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่อยู่อนุบาล 1
ชอบที่นี่มาก เพราะมีความอบอุ่นเหมือนบ้าน
นอกเหนือจากการเรียนแล้วยังสนใจกีฬาเทควันโด
เหตุผลที่เล่นกีฬาประเภทนี้ เพราะสามารถใช้ป้องกันตัวเองได้
นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษได้ดี
ชอบแสดงละครภาษาอังกฤษ ในยามว่างชอบอ่านหนังสือตามห้องสมุดเคลื่อนที่ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในโรงเรียนของเรา
ส่วนข้อคิดสำหรับน้องๆอนุบาล 3 คือ "อยากให้น้องสนใจการเรียนและกิจกรรมด้วย"
คนสุดท้าย เด็กชายอดุลรัชต์ นามกูล ป.2/11 หรือ "น้องพูม"
เรียนที่นี่ตั้งแต่อนุบาล 1 และตั้งใจจะเรียนจนจบ ป.6
ปัจจุบันนอกจากด้านการเรียนแล้วยังสนใจด้านกีฬา โดยเฉพาะ "แบดมินตัน"
ซึ่งเคยหัดเล่นตั้งแต่อายุ 4
ขวบและเข้าร่วมแข่งขันเรื่อยมาโดยมีโค้ชทีมชาติช่วยฝึกซ้อมให้ เช่น
คุณครูวัฒนา อัมพันสุวรรณ เป็นต้น
อนาคตอยากจะเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติ ส่วนคติประจำใจคือ
"ร้องไห้ตอนฝึกซ้อม
ดีกว่าร้องไห้ตอนแข่งขัน"
เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครูกับผู้ปกครอง
นอกจากนักเรียนศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันจะได้เล่าประสบการณ์สู่กันฟังแล้ว
ในส่วนของผู้ปกครองก็ได้เปิดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง
โดยมี ดร.สุทธาทิพ ไชยรัตนะ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ
มองเห็นแนวทาง
จากการจัดกิจกรรมตั้งแต่เช้าเป็นต้นมาจวบจนเวลาเที่ยงวัน
ทั้งคุณครู คุณพ่อ
คุณแม่และท่านผู้ปกครองตากก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างกว้างขวาง
ทำให้มองเห็นแนวทางในการที่จะช่วยกันเตรียมความพร้อมให้กับลูกๆนักเรียนอนุบาล
3 เพื่อเรียนต่อ ป.1 อย่างมีความสุข
ดังนี้
ก.สำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง
1) ลดความเครียดหรือความคาดหวังที่มีต่อลูกหลาน
ไม่เปรียบลูกหลานเรากับนักรียนคนอื่น
2) เพิ่มความรักความเข้าใจ ความเอื้ออาทรที่มีต่อกัน
3) ให้เวลาและโอกาสพูดคุย ทานข้าว หรือทำกิจกรรมกับลูกๆ
4) สร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ให้ความอบอุ่น
รู้จักใช้มธุรสวาจา
5)
สรรหากิจกรรมที่หลากหลายตามความถนัดความสนใจให้ลูกๆมีส่วนร่วม
ข.สำหรับคุณครูและผู้เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอน
1) สร้างความเข้าใจ
ความแตกต่างระหว่างบุคคลและเชื่อว่าเด็กทุกคนมีดีอย่างน้อยคนละอย่างและทุกคนสามารถพัฒนาได้
2) ให้ความสำคัญ
กับเด็กนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
3) ผลักดันคุณภาพ พยายามสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านความรู้
ความสามารถ และทักษะต่างๆ โดยให้นักเรียนแสดงออกในทางสร้างสรรค์
ถึงเป้าหมายดังใจปอง
กิจกรรมสุดท้ายที่ได้ให้ผู้ปกครองสะท้อนความรู้สึก
และความคิดเห็นในการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ มีมุมมองหลากหลาย
สรุปได้ดังนี้
1) ควรจัดกิจกรรมเช่นนี้อีกและเพิ่มเวลาให้นานขึ้นตั้งแต่ 8.00-16.00
น.
2) กิจกรรมที่จัดส่วนใหญ่จัดได้ดี โดกาสต่อไปควรให้พ่อ แม่
ผู้ปกครองมีการทำกิจกรรมร่วมกับลูกๆ เช่น เล่นกีฬา ดนตรี
หรือการแสดงบนเวที เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างพ่อ แม ผู้ปกครอง
กับลูกๆ และคุณครู
3) ควรมีกิจกรรมลักษณะ "เจาะใจ" หรือ "แฟนพันธุ์แท้" โดยเชิญศิษย์เก่า
และศิษย์ปัจจุบันมาร่วมกิจกรรม
ส่วนรายละเอียดหรือหัวข้อสามารถกำหนดได้ตามความเหมาะสม
4) ควรมีการเผยแพร่กิจกรรมเหล่านี้ผ่านสื่อ หรือเว็บไซต์
เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรมสามารถติดตามชมได้
5) ควรจัดให้กับนักเรียนระดับอื่นๆ หมุนเวียนกันไปทุกสัปดาห์ เช่น
สัปดาห์นี้อนุบาล สัปดาห์หน้าประถม และสัปดาห์ต่อไปมัธยม
เป็นต้น
6) ควรจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์หลังการประชุม เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
หรืออาจจัดในลักษณะกิจกรรม "คืนสู่เหย้า" ก็ได้
7)
ควรจัดให้มีการแข่งขันกีฬากระชับสัมพันธไมตรีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง
8) อยากเห็นกิจกรรมลักษณะเดียวกันนี้ โดยมีผู้ปกครอง นักเรียน
และคุณครูร่วมกันจัด อาจจัดเป็น "Day Camp"
9) ขอแสดงความชื่นชม
และขอเป็นกำลังใจให้โรงเรียนในการจัดกิจกรรมดีๆเหล่านี้เพื่อเด็ก
โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
ทั้งๆที่เป็นวันหยุดคุณครูน่าจะได้อยู่กับครอบครัวหรือพักผ่อน
และต้องขอบคุณในความเสียสละของทุกๆท่านด้วยความจริงใจ
การจัดกิจกรรมลักษณะนี้นับเป็นความใจกว้างของโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคุณครูเกี่ยวกับเรื่องราวของลูกๆ ดิฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับแนวทางการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพราะนอกจากพ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนจะได้ร่วมมือกันแล้ว ผลสุดท้ายประโยชน์ที่ยั่งยืนตกอยู่กับเด็กและเยาวชนของชาติ จึงขอให้กำลังใจผู้ที่มีส่วนทำให้กิจกรรมเหล่านี้บรรลุผลสำเร็จร่วมกันค่ะ
ช่วงรอยต่ออนุบาล 3 ขึ้น ป.1 ถ้าโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้นับว่าเป็นความคิดที่ดี เพราะจะทำให้ครูรับรู้พัฒนาการความพร้อมของเด็กและสามารถส่งต่อข้อมูลให้ครูชั้นต่อไปได้เสมือนการส่งไม้วิ่งผลัดหรือการบันทึกข้อมูลคนไข้ของคุณหมอสามารถส่งต่อได้อย่างราบรื่นไม่บกพร่อง