เล่าย้อนเรื่องตอนไปอยู่ รพ. นะคะ ด้วยเป็นไข้ตัวร้อนที่ รพ.สุรินทร์ อยู่ 8 วัน หมอทางสูติฯ พบก้อนเนื้อก็ว่าสงสัย นี่แหละ ทำให้ไม่สบาย ว่าจะจัดการ ฉันก็เห็นงามไปด้วย เพราะอยากกลับบ้าน
แต่หมอทางไต บอกว่า ไม่ได้ ก้อนเนี้อ อยู่ฝั่งไตใหม่ ควรจะส่งไปที่ กำเหนิดของฉัน ดีกว่า นั่นคือ ขอนแก่น หมอ พูดด้วยความกังวล และต้องส่งไปโดยด่วนที่สุด ฉันก็เลยเป็นกังวล ตามหมอไปอีก
ก็ได้ไปกับรถโรงพยาบาล นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ได้มีโอกาสแบบนี้ เคยดูแต่ในหนัง ฉากในหนัง ข้างในรถมีอะไรเยอะแยะ เร่งด่วน แข่งกับความเป็นความตาย ภาพที่รถวิ่งเปิดไซเรน เพื่อที่จะวิ่งไปให้ถึงที่หมาย
ฉันก็เปลี่ยนชุดจากคนไข้เป็นทั่วไป เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนฝากคืนมากับรถแต่ในรถ ก็มี พี่ และน้องพยาบาล คนหนึ่งชุดธรรมดา อีกคนใส่ชุดพยาบาล
ก็เป็นพยาบาลที่ดูแลฉัน เพิ่งรู้จักกันตอนป่วยช่วงนี้ มางานนี้ก็คุยกันนอกรอบ เพราะฉันก็ไม่มีไข้อะไรมากนัก และดีใจ ได้ออกจากห้อง
เราคุยกัน มีบ้างที่ พยาบาลเวียนหัว และง่วง ด้วย นอนน้อยและเวรต่อกันหนักในช่วงปีใหม่ ฉันนึกสนุก และชี้ถามไปที่น้อง นี่ คนนี้ เป็นคนไข้ และน้องบอกไม่ไช่ ชี้ไปที่พี่อีกคน แล้วเราก็หัวเราะกัน
เดินทาง สุรินทร์ – ขอนแก่น ใช้เวลา 3 ช.ม. เราแวะปั๊ม เข้าห้องน้ำบ้าง
ฉันรู้สึกแข็งแรงดี เดินลงรถไปได้เอง เหมือนเวลาที่เดินทางไปไหนต่อไหนมากมาย
น้องพยาบาลที่แต่งชุดเต็มยศ เข้ามาประคองตัวฉัน ลงรถ และจะพาเดินไปที่ห้องน้ำ
“ ไม่ต้องไปกับพี่หน่อย หรอก อายเค้า “
น้องพยาบาลหัวเราะอีก และกลับไปหาเสื้อแจ๊คเก็ต
สวัสดีด้วยความห่วงใยยิ่งค่ะพี่หน่อย
แอมแปร์นึกหน้าน้องพยาบาลหัวเราะออกเลยค่ะ อ่านบันทึกนี้แล้วยิ้มทั้งๆที่ห่วงนะเนี่ย พี่หน่อยไปแซวน้องเขาเนี่ย น่ารักชะมัดเลย
.... ชอบจังเลยเวลาเห็นคุณพยาบาลยิ้ม รู้สึกดีใจที่เห็นคนใจดีนะคะ ประสบการณ์ของพี่หน่อยให้ข้อคิดดีๆที่น่ารักจัง
"แล้วเราก็หัวเราะกัน" ทำให้แอมแปร์เห็นความเป็นมิตร ความห่วงใย และน้ำใจเอื้ออาทรต่อกัน ในเวลาเช่นนั้น จิดใจที่อ่อนโยนมีคุณค่าเหลือเกิน
แม้จะรู้สึกห่วงใย แต่แอมแปร์ก็รู้สึกประทับใจที่บันทึกพี่หน่อยบันทึกนี้มีรอยยิ้มมาฝาก ให้รู้สึกชื่นใจไปด้วยเช่นเคยนะคะ : )