แม้เราจะเน้นเรื่องจริง ทำได้จริง แต่เราก็จะต้องเริ่มต้นด้วยงานสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ งานพัฒนาโดยปราศจากองค์ความรู้ ไม่อาจจะมีความยั่งยืนและสัมฤทธิ์ผลได้

           อ.แหววและลูกศิษย์หลายคนก็ฝันที่จะวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสขยับมากนัก จะมีคนที่เริ่มต้นปักธงแห่งความฝัน ก็คือ อรวรรณ รอดสังวาลย์ที่บรรลุถึงการทำวิทยานิพนธ์ในเรื่องนี้ ซึ่งต่อไป อ.แหววก็จะมาเล่าถึงงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ คอยทวงสัญญาก็แล้วกัน

                  เราผ่านขั้นตอนที่สงสัยในแนวคิดของคนในสังคมไทยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทางสาธารณสุขหลายครั้ง จำได้ว่า ประเด็นนี้จะปรากฏในช่วงที่เดินทางตาม รศ.กฤตยา อาชวนิจกุลไปทำงานวิจัยเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย อาทิ มีคนในโรงพยาบาลที่คิดว่า ตัวเองไม่มีหน้าที่รักษาพยาบาลคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือการปฏิเสธสิทธิที่จะเข้าสู่หลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ

                  แต่กระบวนการปรับทัศนคติที่เป็น "อมนุษย์นิยม" สู่ "มนุษย์นิยม" (Humanization) เกิดเองในวงการสาธารณสุข และความเป็นอมนุษย์นิยมจะเกิดขึ้นใน "ชนกลุ่มน้อย" ของกระทรวงสาธารณสุขหรือเหล่าโรงพยาบาลต่างๆ ที่น่าสังเกต ก็คือ คนที่เป็นสาธารณสุขจังหวัดดูจะเป็นโรคอมนุษย์นิยมมากกว่าคนกลุ่มอื่น อ.แหววตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นเพราะต้องรับข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยโดยตรง งานในศาลากลางจังหวัดนั้นสั่งโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนั้น เราจึงพบว่า สาธารณสุขจังหวัดดูจะวางตัวยาก

                     อ.แหววเขียนถึง "สิทธิทางสาธารณสุข" บ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อถูกเชิญชวนโดย อ.กฤตยา มีงานชิ้นใหญ่ๆ เหมือนกัน สัญญาว่าจะเล่าให้คนที่สนใจทางบล็อกนี้ภายหลัง

                     เล่าข้ามถึงวันนี้ สวปก. ก็เชิญชวนให้มาคิดเรื่องหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ อ.แหววไม่มีเวลาที่จะลงมือทำได้เอง แต่กลุ่มลูกศิษย์ที่ตัดสินใจทำค่ะ

                    ถ้าสนใจเรื่องราวของพวกเขา ดู MV นี้ซิคะ  http://www.oknation.net/blog/archanwell/video/14120

                     วันนี้ จึงเป็นวันที่มีคนในแวดวงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ลงมาทำงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้แก่สังคมไทย เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทางสาธารณสุข ซึ่งเริ่มต้นจากมนุษย์ที่ประสบปัญหามากที่สุด ก็คือ คนไร้รัฐ หรือ Stateless เราจึงเรียก งานครั้งนี้ว่า Health4Stateless ซึ่งคนคุมงานนี้ ก็คือ "ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล" ลูกศิษย์ของ อ.แหววคนหนึ่งที่เคยกระชากสังคมไทยให้คิดถึง "สิทธิในเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล" ที่รัฐไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องออกแก่คนไร้รัฐ ด๋าวมีผลงานไม่น้อยเกี่ยวกับคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ เป็นนักคิดนักเขียนคนต้นๆ ของประเทศไทยในวันนี้

                     ในวันนี้ ของด๋าวหรือดรุณี ก็คือ การมาทวงถามสังคมไทยถึงสิทธิทางสาธารณสุขของคนไร้รัฐอีกแล้ว งานครั้งนี้คงยากไม่มีมากในแง่ของการวิจัย แต่จะยากมากในแง่ของการพัฒนาและสร้างเคลื่อนไหวทางสังคมให้แก่องค์ความรู้นี้

                     งานนี้เป็นงานวิจัย มิใช่วิทยานิพนธ์ อ.แหววมิใช่เพียง อ.ที่ปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์ แต่เป็นที่ปรึกษาการวิจัยเพื่อการพัฒนาและเพื่อการเคลื่อนไหวองค์ความรู้ให้ถูกปรับใช้ติดตั้งได้จริงในสังคมไทย เสมือนเราคิดออกแบบโรงผลิตไฟฟ้าสำเร็จ แล้วไม่ยอมก่อสร้างโรงงานจริง แสงสว่างก็คงไม่เกิดในหมู่บ้าน  การวิจัยที่มุ่งเพียงสำเร็จบนหิ้งวางหนังสือในห้องสมุด จึงไม่อาจสร้างสุขได้

                    ขอกำลังใจจากประชาคมโกทูโนค่ะ