เมื่อเรารู้แจ้งในจิตว่าเราจะต้องตายแน่ๆ ก็จะได้รู้จักเห็นคุณค่าของชีวิตและเวลาที่เหลืออยู่

    ความเชื่อเรื่องการตาย แล้วเกิดใหม่  จึงไม่ใช่เรื่องใหม่  เรื่องนี้มีความเชื่อมาก่อนที่พระพุทธองค์จะถือกำเนิดเกิดมาเสียอีก  มุมมองในเรื่องความตายของคนอิยิปต์โบราณก็คงจะเป็นอีกแนวหนึ่งที่ยึดมั่นในเรื่องทางกายภาพมาก และยึดมั่นในร่างกายของตนเอง ขนาดที่ว่าเมื่อเกิดการตายครั้งใหญ่ของร่างกายตนเองแล้ว ก็ยังพยายามเก็บรักษาไว้เพื่อจะกลับมาใช้ใหม่ ??

   นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็คงจะยอมรับไม่ได้  ว่าร่างมัมมี่นี้ จะสามารถลุกขึ้นมาใช้การใช้งานได้ใหม่             แม้จะมีโถเครื่องในอยู่ใกล้ๆก็ตามเถอะ  จะเป็นได้ก็คงแต่ในหนังเรื่อง The Mummy ที่ฝรั่งสร้างเท่านั้น  คนอิยิปต์โบราณมีความเชื่อว่าดวงวิญญาน คือสิ่งที่ออกจากร่างผู้ตาย แต่ในทางพุทธศาสนาสิ่งที่จากไปเป็น จิต ไม่ใช่ดวงวิญญาน  จิตสุดท้ายก่อนตายนั้น จะแปรเปลี่ยนเป็นจุติจิต แล้วไปเป็นปฎิสนธิจิต รวมกับเซลต้นกำเนิดใหม่ในครรภ์มารดา  เริ่มต้นภพชาติใหม่ต่อไป   เราจึงได้กายใหม่และสมองใหม่เอี่ยม ที่ครึ่งหนึ่งมาจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งมาจากแม่  เกิดเป็นรูป กับนาม หรือกายกับจิต  สืบเนื่องต่อไป   เรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้มากกว่า เรื่องการกลับมาใช้ร่างมัมมี่ แบบที่คนอิยิปต์โบราณว่าไว้ 

ราเมเซสที่ 2   

 ความยิ่งใหญ่ของฟาโรห์ราเมเซสที่ 2 นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัย  เพราะมีสิ่งที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่และการมีตัวตนของพระองค์อย่างชัดเจน  และถ้าเราอยากจะเห็นตัวเป็นๆของพระองค์ ในรูปกายจริงๆ ก็สามารถไปพบพระองค์ได้ที่ห้องแสดงมัมมี่ในพิพิธภัณฑ์ ของกรุงไคโร   ที่นั่นข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์อย่างใกล้ชิด ในโลงแก้วที่ตั้งแสดงไว้  ร่วมกับบรรดาฟาโรห์อื่นๆ อีกหลายร่าง   มัมมี่ของพระองค์อยู่ที่นั่น  นอนรอให้ผู้คนมาเดินชมอย่างใกล้ชิด   ข้าพเจ้าเห็นแล้วยังต้องทึ่ง ที่คนโบราณสามารถเก็บรักษาร่างกายของคนที่ตายไปแล้วไว้ได้ถึง 3000 กว่าปี แถมเป็นหลักฐานการมีตัวตนของคนผู้นั้นอย่างเด่นชัด  แต่เพื่ออะไรล่ะ  ฟาโรห์ราเมเซสที่ 2 ผู้ยิ่งใหญ่เมื่อ 3000 กว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นวัตถุตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์  ให้คนทั่วไปมาชมมาศึกษา  พระองค์ท่าจะไม่มีความเป็นส่วนตัวเอาเลย แถมผู้คนก็มองร่างพระองค์ด้วยสายตาที่แปลกๆ แตกต่างกันไป   แถมข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจนักว่าถ้าพระองค์จะกลับเข้าร่างนี้ใหม่  จะไหวรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะโถเครื่องในก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น  แถมรูปกายภายนอกในขณะนี้  ดูแล้วไม่น่าจะนำมาใช้ได้อีก  เพราะแค่ลุกขึ้นมาในร่างนี้ ผู้คนที่ได้พบเห็นคงต่างวิ่งหนีกันกระเจิง   

 

   กาย หรือรูปนั้น มันไม่เที่ยง แม้จะรักษาไว้เป็นพันๆปี มันก็คือสิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้ว  เราจะยึดมั่นถือมั่นกับมันมากไปก็คงไม่ได้  พระพุทธองค์กล่าวว่า ในภพภูมิมนุษย์นี้ เราจะมีอายุยืนยาวมากสุดก็คือ 100 - 120  ปี  เราทั้งหลายมีเวลาเท่านั้น แถมบางคนก็ไม่สามารถอยู่ได้ถึงโควต้า  วิปัสสนาจารย์ท่านว่า โลงศพทุกวันนี้ไม่ได้มีไว้ใส่เฉพาะคนแก่  มีคนมากมายที่ตายไปก่อนถึงวัยอันควรและอายุยังน้อยๆ  เราจึงไม่ควรประมาทกับชีวิต   เพราะอาจตายได้ทุกเมื่อ   ดังที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า เราจงนึกถึงความตายไว้ทุกลมหายใจเข้าออก เพราะหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกเราก็ตาย  หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าเราก็ตายเช่นกัน

  หนังสือที่ชื่อ สบตากับความตาย ของท่าน ว.วชิรเมธี ก็ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างชัดแจ้ง และท่านเขียนไว้น่าอ่านน่าศึกษามาก  การที่เราไม่ยอมตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ เราจึงใช้ชีวิตกันอย่างประมาท   ไม่ค่อยดูแลสุขภาพตัวเอง  ใช้เวลาในชีวิตไปอย่างเรื่อยเปื่อย 

  พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้เราทั้งหลายเจริญมรณัสสติกันทุกลมหายใจเข้าออก  เมื่อเรารู้แจ้งในจิตว่าเราจะต้องตายแน่ๆ  ก็จะได้รู้จักเห็นคุณค่าของชีวิต  และจะเห็นคุณค่าของวันเวลาที่เหลืออยู่ด้วย  ปลายทางของเราคือความตาย  แต่ก่อนจะไปถึงปลายทางเราก็น่าจะอยู่อย่างมีคุณค่า มีความหมายต่อโลก