ช่วงนี้ชีพจรการเดินทางและการประชุมเยอะมาก จึงไม่ค่อยได้เขียนบันทึกในบล็อกนี้ แต่ยังทำงานเบาหวานของเครือข่ายอยู่นะคะ วันนี้ได้รับ e-mail ขอคำปรึกษาผ่านระบบของ Gotoknow จากคุณพยาบาลคนหนึ่งที่คิดดีและมีความตั้งใจดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน จึงนำมาบันทึกไว้เพื่อให้สมาชิกช่วยกันให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย
คำแนะนำของดิฉันคือก่อนที่วางแผนทำอะไรควรศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติ วิถีชีวิต การปฏิบัติตน และความต้องการของผู้ป่วยที่เรารับผิดชอบให้ดีเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อนใส่กิจกรรมหรือ intervention
การที่เห็นว่าผู้ป่วยมาโรงพยาบาลแล้วระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าคุมน้ำตาลไม่ได้ ยิ่งบอกว่าผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ๒-๓ เดือนครั้ง ยิ่งต้องประเมินกันให้ละเอียดอีกที รวมทั้งการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับด้วย
รออ่านความเห็นของเพื่อนๆ รวมทั้งผู้เป็นเบาหวานเองด้วยนะคะ
วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๑
เรียน
อาจารย์วัลลาที่เคารพ
ดิฉัน..........พยาบาลวิชาชีพ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาล........ค่ะ
หน้าที่รับผิดชอบที่ทำอยู่ปัจจุบันคือทำระบบนัดผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกของ
รพ. แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ได้ช่วยงานคัดกรองที่จุดอายุรกรรมซึ่งมีผู้ป่วยเบาหวานมารับบริการเป็นจำนวนมาก
มีชมรมเบาหวาน ซึ่งสมาชิกกลุ่มมาพบปะพูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ยังไม่เป็นลักษณะที่มีการจัดกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนที่ชัดเจนนัก ดิฉันได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพยาบาลว่าอยากให้ทำกลุ่ม self help group ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ทีแรกก็คิดว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความคิดผู้ป่วยเบาหวานเป็นเรื่องที่ยาก ที่จะทำให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จึงได้ลองศึกษาข้อมูล จากงานวิจัยต่างๆ และจากการทำงานพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่มา รพ.แล้วให้ประวัติไม่กินหวาน ไม่ขาดยา แต่ทำไมน้ำตาลในเลือดสูงทุกครั้ง (คือเดิมปฏิบัติงานที่แผนกตา หู คอ จมูก ค่ะ จึงไม่เคยรู้ลักษณะผู้ป่วยที่คลินิกเบาหวาน ตอนนี้มารับงานใหม่ได้เพียง ๓ สัปดาห์ค่ะ) นอกจากผู้ป่วยจะถูกพี่พยาบาลที่ดูแลคลินิกฯ บ่นแล้วก็จะถูกหมอบ่นไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยก็น่าสงสารมากค่ะ
ดิฉันจึงคิดว่างานนี้เป็นงานที่ท้าทายและหัวหน้าพยาบาลให้โอกาส
ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราพยายาม และจากการศึกษาข้อมูล
ก็ได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยและเห็นผลงานต่างๆ
ที่อาจารย์ทำเกี่ยวกับเบาหวาน
แม้ได้ทราบเพียงบางส่วนแต่รู้สึกทึ่งมากค่ะ
และรู้สึกว่าอาจารย์มีความสุขกับการทำงานเกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวาน
ยิ่งทำให้ตัวเองมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำกลุ่ม self help group
ผู้ป่วยเบาหวาน
ในระหว่างนี้กำลังจัดทำแผนการสอน สื่อการสอนและศึกษาลักษณะการทำกลุ่ม
intervention ที่จะให้กับผู้ป่วย
จึงอยากขอคำปรึกษาจากอาจารย์ว่าควรจะเริ่มอย่างไร เลือกผู้ป่วยอย่างไร
และที่กังวลก็คือดิฉันควรใช้เกณฑ์อะไรมาวัดว่าก่อนและหลังเข้ากลุ่มผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
คือที่วางไว้คร่าวๆ
ก็คิดว่าจะทำแบบสอบถามการปฏิบัติตัวและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและเก็บค่า
lab FPG HbA1C แต่เนื่องจากจำกัดด้วยเวลาที่ทำกลุ่มจะได้แค่ ๓๐
นาทีก่อนพบแพทย์ และผู้ป่วยมา F/U ๒-๓ เดือนครั้ง
จึงอยากขอคำแนะนำอาจารย์ด้วยค่ะ
ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่เขียนมายาวๆ
เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร และเห็นว่าอาจารย์มีภาระงานมากมาย
ต้องขอความกรุณาด้วยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
รับงานคลินิกเบาหวานมา5-6ปีแล้ว เจอปัญหาที่ไม่แตกต่างกันเลย การทำself help group ทำได้ยาก ผู้ป่วยให้ความร่วมมือน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนมากมีความรู้ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร แต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ทำให้ไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลได้ ผู้ร่วมทีมในการทำงานในคลินิกค่อนข้างน้อย เคยใช้ทีมสหสาขา มาร่วมงาน ได้ผลบ้าง แต่ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการให้ความรู้
จะทำ self help group ได้ดี ต้องเตรียมความพร้อมตนเองก่อน ในเรื่องทักษะการประยุกต์ความรู้ด้านอาหารสู่การบริโภคประจำวัน และการทำกลุ่มด้วยเทคนิค KM
ถ้าสนใจและอยู่ไม่ไกลเกินไปแวะมาเรียนรู้ที่กระบี่มั๊ยค่ะ เราเองเพิ่งเริ่มเห็นทางใหม่ในการทำ self help group ที่คิดว่าน่าจะให้ผลดีกว่าเดิม (ประสบการณ์หลังการทำกับเจ้าหน้าที่เราไปกลุ่มหนึ่ง แล้วเห็นทางสว่าง) ตอนนี้กำลังเริ่มทำอยู่กับผู้ป่วย เผื่อจะเกิด idea ไปประยุกต์ต่อได้
แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
น่าสนใจมากค่ะ มีเพื่อนอยู่ร.พ.กระบี่หลายคน แต่ไม่เคยคุยกันเรื่องงาน
ถ้าจะแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อศึกษาเรื่องself help group ต้องทำอย่างไรบ้างคะ
ขอบคุณอาจารย์วัลลาและทุกความคิดเห็นค่ะ ก็คงต้องใช้เวลาศึกษาธรรมชาติและความต้องการของผู้ป่วยอย่างที่อาจารย์แนะนำ ก่อน ส่วนของหมอเจ๊ที่ชวนไปเรียนรู้งานที่กระบี่นั้น อยากไปค่ะ แต่ยากเพราะอยู่ไกล และจำกัดด้วยเวลา อาจต้องถามผ่าน block ไปก่อนนะคะ ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่ จะไปแน่นอนค่ะ
เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อนก็ได้ ค้นหาผู้ป่วยที่ดูแลตนเองดีๆ ให้เขาเล่าว่าทำอะไร อย่างไรบ้าง เมื่อค้นพบสิ่งที่เขาทำแล้วได้ผลดีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ออกกำลังกายได้ทุกวัน เลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม มีวิธีที่ทำให้ไม่ลืมกินยา ฯลฯ ก็เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้ป่วยด้วยกัน
ให้ผู้ป่วยเล่าเอง เราทำหน้าที่เป็น "คุณอำนวย" เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนก็ได้ ใครเอาไปปฏิบัติต่อได้ผลอย่างไรก็เอามาแลกเปลี่ยนกันอีก
ในขณะเดียวกันเราก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องโรค การรักษา การดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อที่จะได้มีความรู้มากขึ้น เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น ตอบคำถามของเขาได้บ้าง
ทำไปพัฒนาไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะเกิดการรวมตัวของผู้ป่วยเป็นกลุ่มและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เรียน อาจารย์วัลลา
ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยคนนะคะ
จากประสบการณ์ที่ดิฉันรับงาน LSC มาตั้งแต่ปี2546 คนที่เป็นผู้ดูแลในเรื่องอาหารการกินก็มีส่วนช่วยในการคุมน้ำตาลนะคะ เวลาเข้ากลุ่มนำบุคคลเหล่านี้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยจะได้ผลดีมาก
อีกอย่างหนึ่งที่พบว่าcontrol DM ไม่ได้เนื่องจากความคาดไม่ถึงของผู้เป็นเบาหวานเองหรือผู้ให้ความรู้ให้ความรู้ไม่หมดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นการรับประทานลูกอม/ทอฟฟี่ เป็นประจำทุกวัน วันละหลายเม็ด ก็มีส่วนทำให้ FBS >200mg%ได้ ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาของดิฉันได้พบเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆในผู้เป็นเบาหวานที่ถูกชักชวนมาเข้ากลุ่ม บางคนก็เล่าให้ฟังเอง บางคนเห็นเองพอสอบถามก็เล่าให้ฟังว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีผลทำให้น้ำตาลขึ้น
เยี่ยมมากเลยครับ และขอขอบคุณทุกท่านมากนะครับ เพราะผมกำลังสนใจที่จะหาวิธีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานเพื่อให้มีการควบคุมระดับน้ำตาลอยู่ พอได้อ่านความคิดเห็นของแต่ละท่านก็เริ่มได้ไอเดีย ว่าจะลองใช้กระบวนการ KM ไปลองใช้กับกลุ่มผู้ป่วยที่ดูแลระดับน้ำตาลได้ดี(< 120 mg%)ติดต่อกันตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป (กลุ่มนี้จะได้รับรางวัลเช่น กระติกน้ำ โถข้าว ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ) มา ลปรร.แล้วขยายผลให้คนอื่นลองไปปฏิบัติดู ถ้าได้ผลก็จะบันทึกไว้เป็นคลังความรู้ต่อไป …. ไม่แน่ใจว่าไอเดียของผมน่าสนใจรึเปล่าครับ ….โปรดชี้แนะด้วยครับ