มีผู้กล่าวกันว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มองโลกในแง่ร้าย เพราะไม่ว่าสิ่งใด ท่านก็ว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอนเสียหมด แถมยังบอกว่า กาย และจิต ของเรานี้ก็ไม่เที่ยงด้วย
เรื่องกายนั้น ท่านบอกว่ามีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา หลายคนต่างเถียงในใจว่า กายของเราก็อยู่นี่ จะมาว่าเกิด ดับ ตายไปได้อย่างไร ช่างเป็นความเห็นที่พิลึกจริงๆ
แต่พอครูบาอาจารย์บอกเราว่า ขอให้เราไปเอารูปถ่ายของเราตอนอายุ 3-4 ขวบ มาดูซิ แล้วเอารูปถ่ายในเวลาปัจจุบันนี้มาเทียบ แล้วให้พิจารณาอย่างลึกซึ้งว่า เด็กคนนั้นคือเราในปัจจุบันนี้ใช่หรือไม่ หลายคนจึงจะเริ่มยอมรับว่าร่างกายของเรา หรือ รูป ของเรานี้ไม่เที่ยงจริงๆ ตอนที่ข้าพเจ้าได้ยินเรื่องการพิจารณารูปถ่ายของตัวเองจากท่านวิปัสสนาจารย์ที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ข้าพเจ้าก็นึกได้ถึงภาพสารคดีทางทีวี ที่เขาตั้งกล้องถ่ายรูปดอกไม้สวยๆ จากดอกตูมๆ แล้วก็เบ่งบานขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ร่วงโรยไป ภาพที่กลีบดอกไม้อันแห้งเหี่ยวนั้นค่อยๆ ปลิวตกลงสู่พื้นดิน มันชัดเจนมาก ตอนนั้นข้าพเจ้าจิตฟุ้งคิดไปว่า ถ้าเรามีกล้องที่มีคุณสมบัติพิเศษ หรือถ้าหากว่ามีมนุษย์ต่างดาวจริง แล้วพวกเขาส่องกล้องมายังโลก อาจจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงของเราชาวมนุษย์แบบการบานของดอกไม้นั่น บางทีถ้าเราได้เห็นภาพนั้นเราทั้งหลายถึงจะเชื่อก็เป็นได้
ความสืบเนื่อง ทำให้เราไม่เห็นสิ่งนี้ ทุกเวลานาที กายของเรานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราจะมีอายุเพิ่มขึ้นทุกเวลานาทีที่ผ่านไป แถมเซลทั้งหลายในร่างกายก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และบางส่วนก็มีการตายไปเรื่อยๆด้วย เกิดแล้วก็ตายไป หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังต้องยอมรับ คนที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้งหลายย่อมจะรู้เรื่องนี้ดี เซลผิวหนังชั้นนอกสุดของเราชั้น Epidermis หรือชั้นหนังกำพร้า มีการตายทุกวัน เราจึงต้องอาบน้ำทุกวันเพื่อขัดถูมันออก สิ่งนั้นเรียกว่าขี้ไคล้ ถ้าพูดแบบตลกๆก็คือ นั่นคือศพของเซลหลายๆ พัน หลายๆ หมื่นศพบนร่างกายของเราที่ต้องเอาออกไป เซลผิวหนังชั้นต่อไปก็งอกขึ้นมาแทนที่ นี่คือการเกิด การดับ ตลอดเวลาบนร่างกายของเรา ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่เรียนทางหมอก็น่าจะรู้ดีว่า ผนังลำไส้ชั้นในสุดของเรา หรือชั้น mucosa ก็มีการหลุดลอกล้มตายแล้วเกิดใหม่ทดแทนภายใน 2 -3 วันอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ส่วนเซลอื่นๆ ที่เหลือแม้ยังไม่ตายก็จะเสื่อมถอยไปเรื่อยๆ สรุปแล้วร่างกายของเรา หรือกายของเราซึ่งเป็นที่ชุมนุมของ รูปกลาป ตามคำที่เรียกในพระไตรปิฎกนั้น มีการเกิดการตายอยู่ตลอดเวลาจริง และนักวิทยาศาสตร์ก็รู้เรื่องนี้ดี
กายของเราจึงมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะเกิดดับไม่พร้อมกันทั้งหมดก็ตาม แล้ววันหนึ่งก็จะถึงวันตายครั้งใหญ่ ตายแบบที่เราเห็นๆกัน คือตายทั้งร่าง คงอยู่ไม่ได้ ทุกอย่างไม่ทำงาน ท่านว่ากายแตกลงดิน เหมือนวันที่ดอกไม้กลีบสุดท้ายต้องร่วงลงสู่พื้นดิน เมื่อกายมีการตายครั้งใหญ่ จิต ที่อยู่คู่กันจำต้องไปหาบ้านแห่งใหม่
ส่วนจิตนั้นเล่า เป็นอย่างไร ท่านว่า จิตนี้ก็ไม่เที่ยง มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เพียงชั่วหนึ่งลัดนิ้วมือ จิตมีการเกิดดับไปนับครั้งไม่ถ้วน เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์กันไม่ได้ เพราะยังมึนงงอยู่ว่า จิต นั้นอยู่ตรงไหน คงจะอีกยาวไกล กว่านักวิทยาศาสตร์จะยอมรับและเข้าใจเรื่องนี้ แต่ พระพุทธองค์รู้สิ่งเหล่านี้มาถึง 2500 ปี และอธิบายเรื่องจิตเสียละเอียดละออ ตัวข้าพเจ้าเองก็ยังมึนงงกับเรื่องของจิตและคุณสมบัติของจิต ตามที่อ่านจากหนังสืออยู่ เรื่องของจิตนี้น่าสนใจมากทีเดียว
หนังสือที่ชื่อ อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่กัลยาณมิตรนำมาให้อ่านและให้ศึกษาก็นับว่ายากเสียยิ่งกว่าอ่านเรื่อง คุณสมบัติของอิเลกตรอน ซะอีก
ความไม่เที่ยง จึงเป็นความจริง แม้จะมองเฉพาะเรื่องของรูปกายที่เราเห็นๆกัน นี่คือความจริงของชีวิต ที่ไม่มีใครจะปฎิเสธได้ นี่ไม่ใช่การมองในแง่ร้าย แต่มันเป็นความจริงแท้ของชีวิตเรา และไม่ว่าหลวงปู่ติช หรือหลวงปู่ชา ก็ว่าเหมือนกัน
หลวงปู่ติชบอกว่า เมื่อเรามองดูดอกไม้ เราก็ควรรู้ว่าสักวันหนึ่งมันจะแปรเปลี่ยนเป็นขยะ เส้นทางของมันเป็นเช่นนั้น
ส่วนหลวงปู่ชาก็กล่าวว่า เมื่อเรามองเห็นแก้วน้ำตั้งอยู่ เราควรจะรับรู้ว่า แก้วนั้นได้แตกไปแล้ว เพราะมันจะเป็นเช่นนั้น ผู้มีปัญญาย่อมมองเห็นแก้วที่แตกแล้วในใบที่ยังไม่แตก
ด้วยการนำเสนอที่ต่างกัน แต่ทั้งสองท่าน กล่าวถึงความจริงแท้อันเดียวกัน
คือ ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง

![]()
![]()
สวัสดี…ครับ ผมชอบภาพที่โพสต์มากครับเพิ่งเห็นคร้งแรกในชีวิต ถ่ายอย่างไรครับเล่าให้ฟังบ้างจะเป็นพระคุณยิ่ง ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะคุณเตโชชัย
ภาพที่ post หามาจาก Google & Yahoo ค่ะ
ขอแบ่งปันมาใช้เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน Blog ได้ดูรูปเพื่อผ่อนคลายบ้าง
จะได้รู้สึกไม่เคร่งเครียดจนเกินไปกับเรื่ องราวเนื้อหาที่บันทึกไว้
แต่บางส่วนเป็นภาพถ่ายจากการไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงกัลยาณมิตร ที่เนปาล และอิยิปต์
ใช้กล้องดิจิตอลนี่แหละค่ะ (บางภาพเป็นฝีมือของเพื่อนฝูงกัลยาณมิตรที่ถ่ายไว้และ Write มาให้ )
และแล้วก็มีคนเห็นด้วยกับพี่ว่าหมอยาเลือกรูปประกอปเนื้อหาได้เจ๋งมากส่วนเนื้อหาก็จะนำพาสิ่งดีๆให้กับผู้ที่สนใจแน่นอน ไม่รู้เมื่อไหร่พี่จะสามารถบ้าง ไม่ได้อิจฉานะ ได้แต่ขอร่วมอนุโมทนา และให้กำลังใจตราบใดที่เรายังคงอยู่คู่พิภพนี้
จาก แฟนพันธ์แท้
สวัสดี.ครับพี่ sunny ก่อนอื่นต้องขออภัยผมเพิ่งทราบว่าพี่เป็นสุภาพสตรีและผมยังไม่ได้อ่านข้อความใดๆที่พี่บันทึกเลยเพราะต้องใช่เวลาเฉพาะภาพนี้ต้นไม้ ทิวทัศน์ล้วนแปลกตา แต่ที่พิเศษคืออนูเล็กๆหรือสำหรับผมมันเล็กกว่าตาคนจะมองเห็นได้แน่นอนผมจึงสงสัยว่าใช้กล้องอะไรจับจึงถ่ายได้ เห็นธรรมชาติที่อยู่ในธรรมชาติได้ขนาดนั้น ผมเคยเห็นและเชื่อว่าหลายคนในโลกนี้คงเคยเห็นด้วยตาตัวเองมาแล้ว แต่ภาพถ่าย นี้คือครั้งแรก ส่วนเนื้อหาในบันทึกผมเชื่อว่าไม่เป็นเรื่องที่เคร่งเครียดอะไรสำหรับผู้ที่ ดู เห็น รู้ และเข้าใจ ส่วนการปฎิบัติค่อยเป็นค่อยไปไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยความอยากและเชื่อว่าเป็นปริญญา(สำเร็จได้เป็น"บัณฑิต") ที่ยากที่สุดสำหรับคนซึ่งมายื่นบนโลกนี้ด้วยปาฎิหาริย์(เพียงแค่เกิดมาได้ยังไม่เดินก็ปาฎิหาริย์แล้ว)จะมีมนุษย์อยู่สักกี่คนบนโลกนี้ยังไม่แน่ในปัจจุบันนี้ เรื่องภาพมีแต่นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่ได้ใช้กล้องขยายจึงได้เห็นเพื่อนร่วมโลกทั้งหลายรอบกายและภายในกายเรา คนธรรมดาอย่างผมจึงสนเท่ กราบขอบพระคุณครับจะเข้ามารบกวนอีกแน่ๆ
ขออภัย.เพิ่มอีกนิด…เดโช…เป็นชื่อของผมนานมาแล้ว..เตโช..ร้อนไปครับขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ
ขอบคุณมากๆ เลยครับ สำหรับบทความดีๆ มีประโยชน์ให้นำไปคิด เห็นธรรม มาขึ้นครับ เกิดดับ แม้ว่าทางวิทย์ จะค้นพบคำว่าจิตตะ ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ครับ มันสำคัญว่าเราค้นพบสิ่งนี้ในตัวเราหรือเปล่า ค้นพบแล้วก็เข้าใจถึงการ เกิดดับ ได้หรือไม่ ปล่อยวางและควบคุมได้อย่างมีสติ
จะตามอ่านอีกนะครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะน้องเดโชชัย
ชอบข้อความนี้จัง เห็นธรรมชาติที่อยู่ในธรรมชาติ
ทำให้พี่นึกถึงเวลาฝนตก แล้วเรานั่งอยู่ในบ้าน มองผ่านกระจกออกไป แล้วเห็นสายฝนข้างนอก ในขณะเดียวกันก็เห็นหยดน้ำฝนเกาะติดอยู่ที่กระจกหน้าต่างด้วย
สวัสดีค่ะคุณเม้ง สมพร
ขอบคุณมากๆ เช่นกันค่ะ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้