มาถึงวันนี้บล๊อกเป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยพอประมาณ แต่อย่างไรก็ตามวิญญาณ (Spirit) ที่เป็นจุดกำเนิดของบล๊อกดูเหมือนจะยังไม่ได้จุดขึ้นมาในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก ผมจึงขอเขียนบันทึกนี้หวังให้เป็นประกายให้วิญญาณของบล๊อกลุกโชติช่วงขึ้นมาในประเทศไทย

“ประเด็น”

บล๊อกในยุคเริ่มต้น (First Generation) คือการปฎิวัติของสื่อสารมวลชนครับ GotoKnow.org ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้เป็นการประยุกต์ใช้บล๊อกในยุคที่สอง (Second Generation) นั่นคือการใช้บล๊อกเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการความรู้

การปฎิวัตินั้นจำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะสื่อสารมวลชนไม่ว่าในประเทศเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม ล้วนอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น และสื่อสารมวลชนซึ่งถือได้ว่าเป็นเส้นใยประสาทของสังคมมีความสำคัญมาก การปล่อยให้กลุ่มคนเพียงหยิบมือมาชี้นำว่าคนกลุ่มใหญ่ควรคิดอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตระหนักและเป็นกังวลของนักคิดด้านสื่อสารมวลชนทั้งมวล

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นักคิดก็ได้แค่คิด เพราะไม่มีเทคโนโลยี (หรือรูปแบบของเทคโนโลยี) ที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่เมื่อรูปแบบเทคโนโลยีในการนำเสนอข่าวและความคิดที่เรียกว่าบล๊อกเกิดขึ้น นักคิดด้านสื่อสารมวลชนก็มองว่าบล๊อกเป็น “เทคโนโลยีฟ้าประทาน” ที่จะมาปลอดแอกสื่อสารมวลชนของโลก หนังสือ We The Media (ซึ่งแจกให้อ่านกันฟรี) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยก็เหมือนประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ ที่งานสื่อสารมวลชนอยู่ในมือคนเพียงหยิบมือเดียว ถ้าจะยกตัวอย่างสื่อประเภทหนังสือพิมพ์ สื่อประเภทนี้โดยหลักแล้วอยู่ในมือ กลุ่มไทยรัฐ กลุ่มเดลินิวส์ กลุ่มมติชน กลุ่มเนชั่น และกลุ่มผู้จัดการ เท่านั้น ถ้านับยอดรวมแล้วคนที่มีอำนาจบอกได้ว่าอะไรจะเป็นข่าวได้ในประเทศไทยมีไม่ถึงหกสิบคน คิดเป็นสัดส่วนแล้วก็คือหนึ่งในล้าน คนกลุ่มนี้มีอำนาจที่จะ “Play Up” (ทำให้เป็นเรื่องใหญ่) หรือ “Play Down” (ทำให้เป็นเรื่องเล็ก) ข่าวอะไรในประเทศไทยก็ได้

ผมยกตัวอย่างเรื่องที่ถูก “Play Up” และ “Play Down” สักเรื่อง จำได้ไหมครับ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเคยตกแต่งภาพศพที่ตายในเหตุการณ์กรือแซะ โดยเอากริชไปใส่มือ เพื่อ “Play Up” ข่าว เรื่องนี้สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นเจตนาบิดเบือนข่าวที่เลวร้ายรุนแรงมาก สื่อที่กระทำเช่นนี้น่าจะถูกลงโทษจากสังคมอย่างหนักในฐานะไม่มีจริยธรรมของสื่อสารมวลชน แต่เรื่องนี้ก็ถูก “Play Down” ไปเป็นแค่คำขอโทษในกรอบเล็กๆ โดยชี้แจงว่าเป็นความผิดของพนักงานระดับล่างเท่านั้น น่าสงสารพนักงานระดับล่างครับ ในขณะเดียวกันก็สงสารตัวเองที่ต้องมาอ่านสื่อประเภทนี้ด้วย หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นก็ทำเสมือนว่าเหตุการณ์บิดเบือนข่าวนี้ไม่เกิดขึ้น บางฉบับอาจจะ “พูดถึงสักหน่อย” เป็นการหยอกกันเล่นอย่างเพื่อนร่วมอาชีพแต่ไม่เอาจริง

เดี๋ยวจะหาว่าผมลำเอียงเอาความผิดของหนังสือพิมพ์เพียงแค่ฉบับเดียวมายกตัวอย่าง นอกจากหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ก็ไม่ได้น้อยหน้าครับ หนังสือพิมพ์บางฉบับเวลาผมหยิบมาอ่านผมรู้เลยว่าทุกวันต้องมีข่าวข่มขืนที่บรรยายเหตุการณ์ได้เหมือนผู้สื่อข่าวไปนั่งจ้องอยู่ใกล้ๆ บางฉบับก็ได้เห็นเลือดในหน้าหนึ่งทุกวันโดยไม่สนใจว่าเด็กอ่านจะมาเผลอหยิบอ่าน เหตุการณ์เหล่านั้นและเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมายที่น่าเป็นห่วงกังวลถึงการที่สื่อมวลชนที่มีอำนาจชี้นำอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

ด้วยประวัติที่ไม่น่าไว้วางใจของคนกลุ่มเล็กๆ นั้น เมื่อคนกลุ่มนี้บอกเราตามสื่อที่เขาเป็นเจ้าของว่าเขาเป็น “คนดี” หรือคนที่เขาสนับสนุนเป็น “คนดี” เราจะเชื่อได้อย่างไรเล่า ก็คนเราไม่ได้รู้จักกัน แถมยังมีประวัติของการบิดเบือนข่าวสะสมมาเป็นกระบุง และที่สำคัญสังคมไทยดูเหมือนจะไม่ได้ถูกสอนให้ “คิด” ก่อน “เชื่อ” เสียด้วย คนกลุ่มนั้นเลยกลายเป็น “ผู้มีอำนาจ” และเป็นผู้มีอำนาจแบบพิเศษเสียด้วยในปัจจุบัน เพราะไม่มีใครในภาคประชาชนมีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบเขาได้ และแน่นอนว่าเราไม่อยากให้ภาครัฐเป็นฝ่ายตรวจสอบ

สังเกตไหมครับ ว่ามีคนเยอะมากที่กล้าวิเคราะห์วิจารณ์คนโน้นคนนี้กันอย่างไม่เกรงใจ แต่ไม่มีคนกล้าแตะต้องสื่อมวลชนอย่างเอาจริงเลย นักวิจารณ์มือดีทั้งหลายที่ตรวจสอบเขาไปทั่ว แต่ไม่มีใครสักคนที่กล้าตรวจสอบสื่อมวลชน อย่าบอกผมนะ ว่าสื่อมวลชนไทยนั้นดีเลิศประเสริฐศรีไม่มีด่างพร้อยและไม่จำเป็นต้องตรวจสอบแล้ว ท่านคอลัมนิสต์ทั้งหลาย...

สรุปคือเมื่อประชาชนตรวจสอบสื่อไม่ได้ และสื่อมีสภาวะเป็นผู้มีอิทธิพล เรื่องนี้อันตราย อันตรายเป็นอย่างยิ่ง

“ปฎิวัติคือทางแก้”

ปัญหาการถูกครอบงำด้วยสื่อในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาใหม่ และไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่เจอปัญหานี้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหา “Classic” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก็ดูตัวอย่าง CNN ในการนำเสนอข่าวสงครามอิรัคนั่นเป็นไง

แต่ในวันนี้ทางแก้ได้เกิดขึ้นแล้วครับ ด้วยเทคโนโลยีบล๊อก สื่อมวลชนรากหญ้า (Grassroots Journalism) สามารถขึ้นมานำเสนอข่าวและความคิดได้เท่าเทียมกับสื่อขนาดใหญ่ (Big Media) แล้ว การปฎิวัติได้เกิดขึ้นแล้วในอเมริกาและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผลสำรวจจากหลายๆ แหล่งชี้ชัดว่าในปัจจุบัน คนอ่านข่าวจากบล๊อกมากขึ้นเรื่อยๆ และคนจะเชื่อถือข่าวจากสื่อแบบเก่าน้อยลง (ติดตามความเคลื่อนไหวจากบล๊อก We The Media)

ในขณะนี้ Business Model ของสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังถูกสั่นคลอน อีกไม่นานยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องนอนรอวันตายเหมือนบริษัทผลิตเพลงในปัจจุบัน นักข่าวอิสระจะมีอาชีพเป็นที่นับถือพร้อมรายได้ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับบริษัทสื่อสารมวลชน ก็เหมือนกับนักดนตรีอิสระที่มีฝีมือในต่างประเทศขณะนี้ที่สามารถขายเพลงได้โดยไม่ต้องพึ่งค่ายเทปนั่นเอง

ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อขอส่งเสริมและเป็นกำลังใจแก่นักข่าวอิสระทั้งหลายในประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะอิสระแบบอิสระจริงๆ โดยไม่สังกัดบริษัทไหน หรือกำลังรับเงินจากบริษัทอะไรอยู่ในขณะนี้แต่กำลังมองออกไปในไร่ส้มใฝ่หาอิสรภาพ ในตอนนี้เวลาในการปลดแอกของคุณมาถึงแล้ว

สิ่งที่คุณต้องทำคือศึกษาข้อมูลว่า “บล๊อก” ที่แท้จริงเป็นอย่างไร และทำอะไรในงานสื่อสารมวลชนได้บ้าง (เริ่มต้นจากการอ่านบล๊อก We The Media ช่วยได้) เมื่อพอจะได้แนวความคิดแล้ว จากนั้นคุณลุยได้เลยครับ โบยบินออกมาจากบริษัทยักษ์ทั้งหลาย (ที่กำลังจะตาย บางบริษัทรู้ตัวแล้ว บางบริษัทยังไม่รู้ตัว) บินออกมาเป็นนักปฎิวัติสื่อสารมวลชน “รุ่นใหม่” และจะได้เป็น “รุ่นแรก” เสียด้วยเพราะตอนนี้นักปฎิวัติสื่อสารมวลชนผ่านบล๊อกของไทยยังมองหาตัวไม่เห็น

เอาเลยครับ ผมขอเป็นกำลังใจ