เมื่อวานวันครูครับและเป็นวันที่ผมได้โอกาสนัดแกนนำชาวบ้าน ต.เขาตูม มานั่งคุยกันเกี่ยวกับระบบการเขียนภาษามลายูปาตานี (ภาษามลายูถิ่น) ด้วยอักษรยาวีครับ คราวนี้ได้นัดในสถานที่พิเศษหน่อย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา ถ้าไม่ประชุมที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ก็ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี สถานที่ประชุมคราวนี้เป็นที่ร้านอาหารฮาสานะห์ สวนขวัญเมือง ยะลาครับ

ในช่วงเช้า ทีมงานวิจัยได้นำเสนอระบบเขียนภาษามลายูปาตานีด้วยอักษรยาวี แล้วก็ระบบความคิดเห็นจากแกนนำชุมชน ตรวจสอบว่าระบบดังกล่าวเขียนได้จริงหรือเปล่า มีความคิดเห็นจากการประชุมหลากหลายครับ เช่น

  • ค่อนข้างยาก จำเป็นต้องเรียนจึงจะเขียนได้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้วครับ เพราะระบบเขียนทุกระบบมีหลักการในการเขียน หากไม่เรียนก่อนก็เขียนและอ่านไม่ได้ครับ
  • ต่างจากระบบเขียนมลายูทั่วไปด้วยอักษรยาวี อันนี้แรกๆ หลายคนเป็นกังวลครับว่า ระบบที่สร้างขึ้นมีความแตกต่างมากจากระบบเขียนอักษรยาวีมาตรฐาน เนื่องจากมีสระ มีสัญลักษณ์เพิ่มขึ้น แต่หลังจากได้รับการชี้แจงและทดลองใช้ระบบเขียน ทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ความต่างของระบบทำให้เห็นภาพชัดว่า อันนี้เป็นภาษาถิ่น อันนี้เป็นภาษามลายูกลาง ในขณะเดียวกันเมื่ออ่านระบบเขียนมลายูถิ่นได้ก็จะสามารถอ่านมลายูกลางออกเช่นกัน ทำให้ไม่สับสนว่าเป็นมลายูกลางหรือมลายูถิ่น
  • ที่ประชุมได้ทดลองเขียนในระบบที่ออกแบบขึ้น โดยการเขียนชื่ออวัยวะต่างๆ ด้วยระบบเขียน ซึ่งส่วนใหญ่เขียนได้ถูกต้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของระบบแล้ว จะมีปัญหาบ้างในบางพยัญชนะที่มีเสียงคล้ายคลึงกัน 
  • ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าทดลองภาคสนามกับชุมชนได้ โดยจะมีรูปแบบการทดลองในเบื้องต้นสองรูปแบบ คือ กลุ่มผู้นำศาสนาของชุมชน โดยกลุ่มนี้จะฝึกการเขียนและอ่านในระบบเขียนนี้เพื่อการเขียนและอ่านคุตบะห์ด้วยระบบเขียนที่ออกแบบขึ้น และอีกกลุ่มหนึ่งคือแกนนำเยาวชน เพื่อให้แกนนำดังกล่าวไปทดลองสอนในตาดีกาและโรงเรียนบ้านต้นสน ทั้งหมดของการทดลองเพื่อดูว่าระบบเขียนดังกล่าวใช้ได้จริงหรือไม่ และมีปัญหาติดขัดอะไรบ้าง

จากความคิดเห็นข้างต้น จึงเป็นงานของชุมชนกับทีมวิจัยในการทดลองระบบเขียนครับ ซึ่งวันพรุ่งนี้ ผมได้นัดหมายนักศึกษาซึ่งเป็นเยาวชนจากต.เขาตูมมาฝึกระบบเขียนครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ ผมได้เสนอแนวคิดของการพัฒนาการจัดการศึกษาของชุมชน เป้าหมายคือ พัฒนาศักยภาพของชุมชนเพื่อการจัดการศึกษาของชุมชน สร้างชุมชนให้มีส่วนร่วมกับการศึกษาของเยาวชนมากขึ้น ซึ่งจากเสียงสะท้อนมาจากชุมชนคือ จากระบบการศึกษาเดิมของชุมชน เช่น โรงเรียนตาดีกา เดิมระบบการบริหารทั้งหมดขึ้นกับความร่วมมือของชุมชน โรงเรียนจะก้าวหน้าได้ด้วยความร่วมมือจากชุมชนและผู้ปกครอง แต่ด้วยระบบความช่วยเหลือของรัฐทำให้โรงเรียนนี้สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง แล้วผลกระทบที่ตามมาคือ ขาดกิจกรรม ขาดการร่วมมือจากชุมชน แล้วผลก็ส่งไปยังคุณภาพการจัดการศึกษาของเยาวชน

เมื่อผมเสนอแนวคิดในการสร้างสถานศึกษาที่เกิดขึ้นในชุมชน บริหารโดยชุมชน และสร้างเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาโดยชุมชน และสร้างกลไกที่ชุมชนมีบทบาทต่อการจัดการอย่างแท้จริง (ผมเขียนแบบกว้างๆ นะครับ แต่ตอนผมพูดกับชุมชน ผมลงในรายละเอียด) ผลที่ได้คือชุมชนต้องการให้ผมเร่งดำเนินการโครงการนี้อย่างเร่งด้วนครับ ผมเลยต้องชี้แจงว่า นี้คือโครงการ แต่ยังไม่มีแหล่งทุนครับ ต้องหาหน่วยงานสนับสนุนก่อน ชื่อทั่วไปของโครงการนี้ (ซึ่งระยะเวลาเสร็จสิ้นโครงการอย่างแท้จริงอยู่ที่ห้าปีครับ แต่ที่ขอคุยกับชุมชนก่อนเป็นเพียงเฉพาะปีแรกนี้ก่อน) คือ โครงการ "โรงเรียนตาดีกา 5 วัน"