การกลับเจริญของโลกมนุษย์
เรื่องการปรากฏเขาสิเนรุนั้น เอาไว้บรรยาทีหลังนะครับ มาจดจ่อลงอยุ่ที่การปรากฏของโลกมนุษย์เสียก่อน
เมื่อฝนตกน้ำท่วมโลกไปแล้ว โลกกลมๆทั้งลูกปรากฏเป็นก้อนน้ำ เหมือนหยดน้ำกลางอากาศฉะนั้น จนลมเบื้องบนบรรยากาศนั้นเริ่มสงบลง ไม่แปรปรวน ไม่เป็นพายุที่รุนแรง เพราะความที่เมฆฝุ่นบนบรรยากาศเบาบาง การปรากฏกำลังแห่งลมจึงไม่รุนแรงมาก ลมก็พัดผิวน้ำกระเพรื่อมๆ ฝุ่นในน้ำก็ตกตะกอน ธาตุที่ทำปฏิกริยากันได้ก็ทำปฏิกิริยากันในน้ำบ้าง ในอากาศบ้าง ปรากฏเป็นธาตุต่างๆขึ้นมา แล้วจัดระเบียบตัวมันเองอยู่ กินระยะยืดยาวนาน มาก ที่ผิวน้ำนั้นก็ได้ปรากฏฟิล์มใสๆคล้ายกับเนยใส ปรากฏอยู่ที่ผิวน้ำในบริเวณที่มีอากาศอบอุ่น ฟิล์มใสๆนี้ไม่ใช่น้ำ ดูที่ความหนืด ดูจะหนืดกว่าน้ำสักนิดหน่อย
ในเมื่อลมสงบ โลกที่กลับเจริญขึ้นมันดูเป็นหยดสีฟ้าน่าหลงใหล หมู่พรหมอาภัสสราเป็นสัตว์ที่มีคุณสมบัติดังนี้
สุตตะ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญา
ต่างกัน เช่นพวกเทพเหล่าอาภัสสระ นี้วิญญาณฐิติข้อที่สาม ฯ
จากวิญญาณฐิติ7 ในสังคีติสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=4501&w=สังคีติสูตร
นั่นหมายความว่า สัตว์เหล่านี้ มีรูปร่างลักษณะเป็นอันเดียวกันหมด แต่ความทรงจำมาต่างกัน พวกหนึ่งมาจากมนุษย์ก็มีนิสัยมนุษย์มาก พวกหนึ่งมาจากเทพดาวดึงส์ ก็มีนิสัยดาวดึงส์ทำนองนี้ พวกที่มาจากผู้หญิง ก็มีอิตถีสัญญาในภายใน พวกที่มาจากชายก็มีปุริสสัญญาในภายใน แต่ที่กายไม่ปรากฏสิ่งเหล่านั้น
ก็ในคราวนั้น สัตว์เหล่าอาภัสสราแลเห็นโลกกลมๆในอากาศ ปรากฏแพรวพราวประดุจเพชรสีน้ำเงินที่เจียระไนดีแล้ว น่าดูน่าชม
ในบรรดาเทพอาภัสสระเหล่านั้น สัตว์เหล่าใดมาจากมนุษย์ จะรู้สึกผูกพันกับโลกกลมๆนี้มากกว่า มันเห็นแล้วรู้สึกคุ้นเคย แม้จะลืมเรื่องภพภูมิเดิมของตนมาแล้ว แต่มันฝังในความทรงจำอยู่ มันเห็นแล้วให้รู้สึกอยากเข้าใกล้ มันก็ชักชวนกันเข้ามาดูว่า มันเป็นอย่างไรกันได้ดวงกลมๆนี้
พอลงมาถึง ทะเลสีน้ำเงินทุกแห่ง โดยเฉพาะที่เขตอบอุ่นคือมัชฌิมประเทศนั้น ยิ่งสวยงาม ก็ที่มัชฌิมประเทศนี้นั้น เป็นที่ปรากฏง้วนดินก่อนที่อื่น ตำแหน่งที่ปรากฏนี้จะปรากฏสีสะปฐวีขึ้น และที่ตำแหน่งนี้ล่ะ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายใช้เป็นที่นั่งตรัสรู้ และที่ตรงนี้ล่ะ เวลาปรากฏแก่หมู่สุทธาวาสพรหม จะปรากฏเป็นกอบัว แต่ไม่ได้ปรากฏแก่สัตว์เหล่าอื่น และกอบัวนี้คือนิมิตเครื่องปรากฏว่า จะมีพระสัมพุทธเจ้าอุบัติกี่พระองค์ ในโลกที่กำลังเจริญขึ้นอยู่นั้น
เมื่อลงมาถึง หมู่พรหมเหล่านั้นก็เหาะไปทั่ว เที่ยวดูความงามของโลก
สายลมอ่อนๆ ปุยเมฆขาวๆ ฟ้าใสๆ เหาะไปที่ใดก็เห็นแต่น้ำ แต่เมื่อเหาะไปถึงสีสะปฐวี พรหมเหล่านั้นได้เห็นสิ่งประหลาดบนผิวน้ำ คือง้วนดินเป็นแพลอนอยู่
หมู่พรหมเหล่านั้นชักชวนกันดูง้วนดิน แล้วเพ่งพิศว่า เอ.. นั่นมันอะไร เราท่องไปทั่ว ไม่เห็นที่ใดต่างกัน แต่มาถึงที่นี่ กลับเห็นวงใสๆลอยอยู่ผิวน้ำ สีสันน่าดูชม น่าหลงใหล ก็นั่นมันอะไรเล่าหนอ?
ในหมู่พรหมผู้กำลังพิจารณาอยู่นั้น มีพรหมตนหนึ่งเข้าไปใกล้ๆ เพ่งมองดูด้วยตาแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกคลายสงสัยได้ จึงได้เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นดูใกล้ๆ แต่ก็เห็นไม่ต่างไป
ในสัญญาเก่าๆของความเป็นมนุษย์ก็ได้กระตุ้นพรหมตนนั้นให้ลองนำง้วนดินนั้นเข้า
ในปากลองดู โอชาแห่งง้วนดินได้แตะเข้ากับชิวหา และประสาทรับกลิ่น อณูแห่งง้วนดินได้แพร่เข้าไปแล้วในกายแห่งพรหมนั้น กระจายไปทั่วทุกเส้นประสาท ปรากฏความรุ้สึกเสมือนหนึ่งปีติอันโอฬารยิ่งกว่าปีติปกติที่ตนเคยได้สัมผัส
ก็พรหมเหล่าอาภัสสรานั้น มีลักษณะดังนี้
ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วง
ระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่า
สัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร
มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม
จากอัคคัญญสูตร
พรหมอาภัสสรา มีกายคล้ายมนุษย์เรา มีอวัยวะในภายในทั้งใหญ่น้อยครบ32
แต่องค์ประกอบแห่งกายนั้น อาศัยอณูธาตุ ปรมณูธาตุอันบางเบาเป็นหน่วยความจำในการรักษารูปสภาพ ซึ่งอาหารที่ใช้รักษาสภาพกายนั้นของพรหม อาศัยเพียงปีติก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยอาหารอย่างหยาบอื่นๆเหมือนมนุษย์หรือเทวดากามวจร อวัยวะภายในเหล่านั้น ถึงความสมบูรณ์ในหน้าที่ แต่ไม่ได้ใช้งาน
เมื่อได้ง้วนดินเข้ากระทบ มันก็ทำงานทันที
ในโครงร่างแห่งกายพรหม ทุกอวัยวะมีสัญญาอยู่ภายใน เมื่อง้วนดินแล่นซ่านเข้าไป ปรากฏอาการเหมือนปีติอันโอฬาร อนูแห่งง้วนดินนั้นหยาบกว่าโครงกายพรหม อณูนั้นมีความฝาดเป็นอาการ ก็เข้ายึดเกาะโครงร่างแห่งพรหมไปตามสัญญาณความอ่อนแก่แห่งเตโชธาตุ ที่ใดธาตุไฟนักก็เกาะบาง ที่ใดธาตุไฟบางธาตุดินหนักมันก็เกาะหนัก แต่ก็ยังถือว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความหนักความหนา ความหยาบของกายมนุษย์ในปัจจุบัน
พรหมนั้นได้ประสบโอชาแห่งง้วนดิน รู้สึกอัศจรรย์ ขนลุกขนพอง แล้วก็เปล่งวาจาว่า โอ้..อัศจรรย์จริง อัศจรรย์จริง.... อาศัยพรหมผู้หยาบโลนนั้นนำหมู่ หมู่พรหมผู้ใคร่รู้อยู่แล้วเพราะความไม่รู้ ก็เลยพากันทำตาม เอาง้วนดินเข้าปาก และแล้ว ถ้วนทั่วทุกตัวพรหมที่เสพง้วนดิน ต่างก็อุทานคล้ายอย่างกัน ว่า อัศจรรย์จริง อัศจรรย์จริง
แต่นั้นหมู่พรหมในที่ต่างๆได้ยินเสียงนั้นบันลืออยู่ ก็พากันห้อมล้อมเข้ามาในอาณาแห่งง้วนดิน แล้วก็เสพง้วนดิน ปริมาณง้วนดินที่พรหมทั้งหมดเสพ กับปริมาณง้วนดินที่สะสมตัวกันนั้น มีอัตราต่างกันมาก อัตราการเจริญของง้วนดิน มีมากกว่าที่สูญหายไปเพราะพรหมเสพมาก พรหมนั้นก็เสพง้วนดินไปอย่างนั้น ไม่พากันกลับวิมาน
พรหมบนวิมานเห็นหมู่พรหมทะยอยกันลงมายังโลกมนุษย์ ก็พากันเข้ามาดูด้วยความใคร่รู้ คือว่า พรหมที่เกิดจากมนุษย์โดยตรงลงมาก่อน พรหมที่มาจากจาตุมหาราชิกาลงตามมา พรหมที่มาจากดาวดึงส์ก็ลงตามมา ด้วยอาการอย่างนี้ พรหมโดยมาก เกือบหมดภพลงมาสู่โลกมนุษย์แล้วเสพง้วนดิน
ผ่านเวลาไปยืดยาวนาน ง้วนดินนั้นสะสมกันหนาขึ้น มีความปรากฏแก่พรหมเป็นเหมือนแผ่นบางๆ คล้ายขนมเบื้องอันบางๆอันแบ่งให้บางยิ่ง แต่รสแห่งง้วนดินยังไม่สิ้นไป ง้วนดินอันเปลี่ยนรูปไปนั้นมีอาการเป็นกะบิดิน พรหมเหล่านั้นก็เสพกะบิดินไปนาน จนกะบิเจริญเป็นเครือ คือ กะบิทั้งหลายมันถูกเชื่อมไว้ แล้วแบ่งออกเป็นกลุ่มๆเครือดิน คล้ายเส้นกะบิแต่ที่เรียกเครือนี้ก็ด้วยเปรียบใส่กะบิ โดยที่แท้ แม้เครือดินก็ไม่ได้มีความหนามากมาย
ต่อจากนั้นการสะสมตัวของดินก็ปรากฏมากขึ้นจนเชื่อมเครือกับเครือ กลายเป็นแผ่นดิน เมื่อแผ่นดินปรากฏ พรหมทั้งหลายก็หยุดเสพ เพราะรสแห่งแผ่นดินนั้นมีโอชาน้อย มีความหยาบมาก พรหมเหล่านั้นเป็นผู้หยุดอยู่ เป็นผู้นิ่งอยู่บนแผ่นดิน นั่งนอนบนแผ่นดินไปนาน แต่ไม่ตาย เพราะสภาวะจิตมันอยู่ในระดับมนุษย์
วันนี้ฟ้ามืดแล้ว จะต้องได้กลับแล้ว
แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ นิยายเรื่องนี้ แต่ก็ขอให้ผู้อ่านๆโดยกำหนดหมายว่า นี่จินตนาการ ด้วยความสัจจ์จริง
ผู้เขียนระลึกชาติไม่ได้ ไม่มีหูทิพย์ตาทิพย์ ไม่ได้ถามเทพพรหมมีก็แต่เคยอ่านพระไตรปิฎกบ้างเท่านั้น และจินตนาการ จึงบอกผู้อ่านไว้ว่า นี่จินตนาการนะครับ อย่าได้เผลอเข้ายึดถือ
12 : การกลับเจริญของโลกมนุษย์
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
คนแม่กลอง · 17 ม.ค. 2551
ชยันต์ นันทวงศ์ · 17 ม.ค. 2551
นฤมล รอดเนียม · 17 ม.ค. 2551
โอ๋-อโณ · 16 ม.ค. 2551
นฤมล รอดเนียม · 16 ม.ค. 2551
Nurse · 16 ม.ค. 2551
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ · 16 ม.ค. 2551