ในคราวที่มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในธรรมอยู่ ก็คือความที่มนุษย์ตั้งอยู่ในอำนาจแห่งราคะ โทสะ โมหะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายบัญญัติกิเลส 3 อย่างนี้ว่าเป็นไฟ ในสังคีติสูตรกล่าวว่า
อัคคี ๓ อย่าง
๑. ราคัคคิ [ไฟคือราคะ]
๒. โทสัคคิ [ไฟคือโทสะ]
๓. โมหัคคิ [ไฟคือโมหะ]
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=11&A=4501&w=สังคีติสูตร
ในหน้าก่อนนั้น เขียนค้างมาตรงนี้แล้วตกหล่นไปจึงซ่อมแซม ส่วนเรื่องคำเสนอแนะของสหธรรมิก ผมจะตอบในลำดับให้นะครับ รับฟังไว้ทุกความเห็น และจะพล็อตลงในเนื้อเรื่องไว้ เพราะการเขียนกระทู้นี้ ผมตั้งโครงไว้เคร่าๆแล้ว มีลำดับแล้ว สามารถเขียนต่อกันไปได้เรื่อยๆไป ทั้งวันทั้งคืนได้ แต่ที่ทำไม่ได้เพราะ ผมมีเวลาใช้คอมฯถึงแค่ตอนค่ำ ครับ จะเขียนได้มากๆหน่อยก็ในวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดา คงจะเขียนได้ไม่มาก
มาต่อกันต่อนะครับ
หลังจากที่ไฟลามกินดาวดึงส์ สัตว์จากดาวดึงส์ก็ทะยอยขึ้นไปสู่ภพยามา เหมือนกับหมู่มนุษย์หนีน้ำขึ้นภูเขา เมื่อระดับน้ำท่วมสูงขึ้น มนุษย์ก็ร่นขึ้นไปเรื่อยๆอย่างนั้น แต่นี้เป็นการอพยพหนีภัยไปในมิติทางลึก คือ มิติแห่งการเวลา หรือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเราเรียกขานว่า "ภพ" นั่นเอง ไฟไหม้ดาวดึงส์นั้นกินเวลาอีกยืดยาวนาน สัตว์ตายจากดาวดึงส์ขึ้นยามา พักอยู่ยามาได้ไม่นาน ไฟก็ไหม้ยามาลามขึ้นไป ด้วยอุบายอย่างนี้ สัตว์อพยพขึ้นไปแล้วสู่อาภัสสราพรหมในที่สุด
สัตว์เหล่านั้น อพยพไปโดยลำดับๆ เหมือนคนหนีน้ำ เมื่อน้ำเพิ่มระดับก็ค่อยทะยอยขึ้น เพราะใจห่วง หวังว่าตนจะได้ลงมาสู่ภพเดิม คิดว่า เดี๋ยวภัยนั้นก็ดับ ในระหว่างอพยพนี้เอง ที่สัตว์ทั้งหลาย สั่งสมมโนสัญเจตนาเพื่อการกลับลงมาเกิดยังภพเดิม เริ่มตั้งแต่พวกมนุษย์ พวกเทวดา เหล่านี้ ที่จะลัดคิด ไม่อาลัยที่จะกลับมาดูว่าไฟดับหรือยังๆนั้น หาได้น้อย ท่านเหล่านั้น บางท่านขึ้นไปพรหมฌาน3รวดเดียว บางท่านไปฌาน4 แต่โดยมากแล้ว สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ทุรพล ออๆกันอยู่ แล้วก็สะสมกันมากขึ้นไปโดยลำดับๆ พอไปถึงอาภัสสรพรหม หมู่สัตว์ในอาภัสสรพรหมนั้นจึงมีประชากรหนาแน่นที่สุด
มากกว่าทุกๆภพในเวลานั้น (ในคราวที่กัปป์ถูกทำลายด้วยไฟอยู่)
คำถามมีอยู่มากมายเช่นเคย แม้ว่าจะตอบไปได้บ้างแล้ว แต่ ที่ยังไม่ได้ตอบยังมีมากกว่ามาก ลองคำนวณดูนะครับว่า การสะสมเวลานับแต่โลกมนุษย์ถูกทำลายเผ่าพันธ์ด้วยภัยจากไฟบ้าง จากน้ำบ้าง จากลมบ้าง นั้นจะกินเวลายืดยาวนานขนาดไหน? และคงจะเห็นว่า ทุกอย่าง ไม่ได้เกิดขึ้นแบบพรึบ ปุ๊ปปั๊ป แต่ ค่อยๆเป็นไป
ถามว่า มีบ้างไหมที่กัปป์จะไม่ทำลายด้วยอำนาจกิเลส
ตอบว่า ไม่มีเลย เพราะกิเลสคือเครื่องอาศ้ยของสัตว์ สัตว์ทั้งหลายในโลก จมอยู่กับกิเลส มีกิเลสเป็นเกาะ มีกิเลสเป็นที่อาศัย มีกิเลสเป็นธงชัย ไม่มีสิ่งอื่นเป็นธงชัย มีกิเลสเป็นหัวหน้า มีกิเลสเป็นเครื่องพาไป
ในบางครั้งบางคราว สัตว์เหล่านั้นจมในกิเลสชื่อว่า โทสะมากกว่า บางครั้งคราว สัตว์เหล่านั้นจมในกิเลสราคะมากกว่า บางครั้งคราวจมอยู่ในโมหะ ไม่มีช่วงได้ว่างเว้นจากกิเลสเอาเสียเลย เพราะกิเลสเป็นอาหารของมัน เป็นอันว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งธรรมดาที่ปรากฏแก่โลกนะครับ
เมื่อไฟไหม้โลกมนุษย์ไปแล้ว โลกกลมๆนี้ก็ปรากฏฝุ่นคลุ้งขึ้นลอยเป็นเมฆอยู่เบื้องบน มีอุณหภูมิสูงแต่ยังไม่แตกทำลาย เพราะอาศัยจิตของสัตว์ในจักรวาลรักษาไว้ ดวงอาทิตย์7ดวงอันเกิดมาจากอำนาจกิเลสปฏิสนธิกับเตโชธาตุนั้น ก็ค่อยๆดับไป แต่กว่าจะดับก็กินเวลายืดยาวนาน โลกกลมๆนี้มีกลุ่มเมฆฝุ่นอันประกอบไปด้วยอณูน้ำและธาตุหนักมากชนิดหมุนวนเวียน
ในชั้นบรรยากาศ จนกว่าทั้งจักรวาลจะเริ่มเย็นลง แต่ ก็กินเวลายืดยาวนานมากๆ
เมื่ออุณหภูมิทั้งจักรวาลเริ่มเย็นลง การควบแน่นในชั้นบรรยากาศก็ปรากฏเป็นไป ก็เลยเกิดฝนห่าใหญ่ ตกตลอดทิวาราตรี ตกในทุกที่ทั่วโลกกลมๆนี้
หันไปมองทางกามวจรสวรรค์บ้าง ก็ปรากฏกลุ่มเมฆหมอกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เมฆที่กามาวจรสวรรค์ กับที่โลกมนุษย์เป็นคนละเมฆกัน เป็นกลุ่มธาตุ4คนละมิติกัน และในลำดับแล้ว ปรากฏการณ์จะปรากฏในภพมนุษย์ก่อน แล้วค่อยไปปรากฏในภพที่สูงขึ้น
หมู่พรหมอาภัสสรามองดูความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏแก่ภพอันตนเคยอาศัยมาเนิ่นนาน นับแต่เริ่มต้น เหมือนกับคนหนีน้ำเฝ้ามองดูน้ำ จนเห็นว่าภัยนั้นไม่มีทุเลาเบาบางแล้วล่ะ จึงทำใจปักหลักอยู่บนภูเขา แล้วก็ลืมเลือนที่ๆตนเคยมา ลืมเลือนภัยพิบัติที่ผ่านไปแล้วหมดสิ้น เมื่อใดที่คนหนีน้ำบนภูเขามองลงมา เขาก็จะเห็นก็แต่ว่า น้ำท่วม สมัยแรกๆเขามีสัญญาว่าน้ำท่วมบ้านเขา แต่ต่อมา เมื่อยอมรับที่ใหม่เป็นบ้านเรือนตน เขาก็เห็นน้ำนั้นว่าคือทะเล คือมหาสมุทรอันใหม่
สิ่งที่ปรากฏแก่พรหมอาภัสสราผู้มองลงมายังภพต่างๆคือตั้งแต่ชั้นต่ำกว่าอาภัสสรา
ลงมาจนถึงโลกมนุษย์ ก็เห็นเป็นอันเดียวกัน ในสมัยไฟไหม้อยู่ เขาก็เห็นไฟไหม้อยู่ทุกภพเบื้องต่ำนั้น เมื่อฝนตกอยู่ เขาก็เห็นฝนตกอยู่ทั่วทุกภพ ภาพปรากฏนั้นจึงแสดงออกว่า ฝนตกทั้งจักรวาล หมายความว่า เกิดฝนตกในทุกๆภพ แต่ฝนในแต่ละภพนั้น เป็นคนละอย่างกัน เป็นธาตุ4ในคนละมิติกัน ไม่กระทบกัน ไม่ใช่อันเดียวกัน
ฝนตกหนักอย่างนั้นทั่วทุกภพ กินเวลายืดยาวนานกว่าที่ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศจะควบแน่นหมด ต่อแต่นั้น โลกกลมๆก็เต็มไปด้วยน้ำ คิดดูสิว่า ตอนที่ดวงอาทิตย์ปรากฏเจ็ดดวงนั้น แม้แต่ภูเขาก็ยังระเหิดออกไปเป็นลำดับๆ พอตอนที่มันตกลงมาอีกครั้ง น้ำในตอนนั้นเป็นน้ำกรด และอุณหภูมิของโลกก็ค่อยๆเย็นลง เกิดการตกตะกอนของธาตูหนัก เกิดการลอยหน้าของธาตุเบาในชั้นน้ำกรดนั้น กินเวลายืดยาวนานทีเดียวในกระบวนการตกตะกอบเหล่านั้น และในกระบวนการเย็นตัวของโลก ความเย็นนั้นเปรียบเหมือนความเย็นของซากศพมนุษย์ในยามที่วิญญาณออกจากร่าง มันเย็นชืดไป แต่ตอนที่มันกำลังตาย มันกลับร้อนหนักหนาสาหัส
กินเวลายืดยาวนาน ความเย็นปกคลุมในพื้นที่บางส่วน บางส่วนประกอบด้วยความอบอุ่น แต่โลกกลมๆทั้งโลก เป็นน้ำ แม้หันไปมองในภพอื่นๆก็เหมือนกัน หากมองเทียบกันจะเห็นปรากฏการณ์ในโลกมนุษย์ปรากฏดำเนินก่อน กินระยะเวลาสั้นกว่าที่เกิดในสวรรค์ การก่อเกิดเป็นโลกมนุษย์จึงสำเร็จก่อนการปรากฏอีกครั้งของเขาสิเนรุ