หนึ่งชั่วโมงสี่สิบสามนาทีผ่านไป ผู้เขียนเกิดความลังเลเกี่ยวกับแหวนหมั้นเพชร และไอเดียเกี่ยวกับอัญมณีวูบวาบราคาแพงต่างๆ ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของเหมืองเพชรในแอฟริกาใต้ บ่อเกิดความวุ่นวายนองเลือดทางการเมือง อันเนื่องมาจากปัญหาการแย่งชิงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ โดยเฉพาะ เพชร
จะหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องย่อ เพราะอยากให้ได้อรรถรสจากการชมเองมากกว่า ภาพยนตร์ไม่น่าเบื่อ ไม่ได้นำเสนอปัญหาหนักหัว เนื่องจากเล่าเรื่องผ่านชะตากรรมตัวละครเด่น มากกว่าจะพูดเกี่ยวกับปัญหาการฉกชิงทรัพยากรระหว่างประเทศและระหว่างคนในประเทศซึ่งตกเป็นเครื่องมือโดยตรง ผู้เขียนชอบ acting ของ Leonardo Decaprio ในเรื่องนี้ แสดงเป็นทหารรับจ้าง พ่อค้าของเถื่อนได้สมบทบาทอย่างยิ่ง ดูน่าเชื่อ และแสดงให้เห็นพัฒนาการอย่างมาก หากกลับไปเทียบกับภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่สร้างชื่อให้ Leonardo อย่าง Titanic คงจะต้องชมบทด้วยเพราะสามารถสร้างกลิ่นไอที่ดูคล้ายตะวันออกกลาง (ไม่สามารถวิจารณ์ได้ว่าคล้ายแอฟริกันเพราะฟังดูคล้ายตะวันออกกลางมากกว่า) ในลักษณะรูปประโยค ระดับภาษา คำพูดต่างๆ ที่ช่วยส่งทำให้ Leonardo แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หากใครชื่นชอบเพชร คลั่งไคล้เพชร หรือ แอบหวังอยู่ลึกๆว่าสักวันจะได้เป็นเจ้าของหากมีโอกาส แนะนำว่าเรื่องนี้อาจจะช่วยเปิดโลกทัศน์ หรือ แม้แต่สร้างความรู้สึกใหม่ๆเมื่อนึกถึงอัญมณีชนิดนี้
ผู้เขียนนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ เพชรมหาราชา พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร พลอยแกมเพชร แล้วมารวมเล่มเป็นหนังสือเล่มเล็ก
อ่านค้างไว้เพราะ สนุกแต่เกิดอาการหายตื่นเต้นและไม่อยากอ่านต่อ แต่หลังจากดูภาพยนตร์เรืองนี้จบ มุมมองใหม่ทำให้กลับไปอ่านจนจบ หนังสือเล่มนี้บรรยายเล่าเรื่อง เกี่ยวกับเพชรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และอัญมณีอันประเมินค่ามิได้ ทั้งราคาและปริมาณของมหาราชาในอินเดีย บางส่วนเป็นเพชรตกทอดมาจากบรรพบุรุษ บางส่วนซื้อหามาจากทวีปอื่นๆทั่วโลก บางส่วนสั่งทำขึ้นใหม่จากร้านเพชรมีชื่อ อย่างคาร์เทียร์ บูเชอรอง การ์ราร์ด ฯลฯ
บางส่วนจากหนังสือ ที่หากอ่านก่อนชมภาพยนตร์คงรู้สึกต่างออกไป
ไม่ว่าจะเป็นสร้อยพระศอเพชรรังสรรค์โดยคาร์เทียร์ซึ่งเคยมีบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อใส่แล้วคลุมไปเกือบครึ่งร่าง ทำให้เหมือนสายธารและทะเลสาบแห่งเพชรปกคลุม ประกอบด้วย เพชรสีชมพู เหลืองเจือสีเขียว ขนาดใหญ่เท่าหัวแม่มือ
หีบเหล็ก 6 ใบซึ่งบรรจุอัญมณีของมหาราชาภูพินทาร์ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยอัญมณี ส่งแสงแพรวพราวระยิบระยับบาดตา เพชรจำนวน 7571 เม็ด ทั้งขาว เหลือง ออกน้ำเงิน มรกตขนาดมหึมา 1432 เม็ด น้ำหนักเฉพาะมรกต 7800 กะรัต อัญมณีเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมาทำตัวเรือนและเครื่องประดับใหม่ที่ร้านบูเชอรอง
การซื้อขายเพชรครั้งใหญ่ที่พระราชวังเสือขาว กลางทะเลสาบในภาคกลางของอินเดีย ซึ่งถูกบรรยายไว้ว่า สิ่งที่พ่อค้าเพชรพบเห็นเมื่อเดินไปถึงสนามหญ้าหน้าพระราชวัง คือ กล่องกำมะหยี่บรรจุเพชรทุกสี ส่งแสงแวววับล้อแสงแดดที่ตกลงมากระทบ จนทำให้ตาพร่ามัวไปชั่ววูบ
ตัดกลับมาที่ภาพตอนหนึ่งจากภาพยนตร์ ซึ่งนายพลของกบฏกลุ่มหนึ่งเทเพชรหลายกำมือซึ่งยังไม่ได้เจียระไนออกมาจากกระป๋องเหล็กขึ้นสนิม ปริมาณมากจนมองดูเหมือนเป็นเพียงก้อนเกล็ดเกลือ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ออกปากว่ามีมากจนไม่รู้จะเอาไว้ทำอะไร
คงจะเรียกว่าเป็นภาพยนตร์แบบประนีประนอมระหว่าง บู๊ล้างผลาญ สงครามการเมือง แบบ Hollywood แถม drama ความสัมพันธ์พ่อ ลูก มิตรภาพระหว่างเชื้อชาติ เล็กๆให้ได้เกิดอารมณ์ร่วม กับการพยามนำเสนอประเด็นทางการเมืองบางอย่าง ที่ช่วยเปิดมุมมองว่า การกระทำ ความต้องการของมนุษย์เราล้วนเกี่ยวข้อง ส่งผลถึงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คู่แต่งงานซื้อแหวนหมั้นเพชรที่มุมหนึ่งของโลกอาจไม่เคยรู้ว่าเพชรเม็ดนั้นแลกด้วยเลือดเนื้อของคนมากมายหลายล้านครอบครัวในอีกมุมหนึ่งของโลก
บางทีหากดูเรื่องนี้จบ Diamond อาจไม่ใช่ a girl's best friend ของใครหลายคนอีกต่อไป
M.Utairat