รักแห่งสยาม

วิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง  Love of Siam (รักแห่งสยาม)

โดย  นายสมัชชา  อัคพราหมณ์

รักแห่งสยาม (Love of Siam) เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่าง

สูงจากบรรดาคอหนังที่ชื่นชอบหนังรักแบบอบอุ่น   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="left">      เหตุใดภาพยนตร์เรื่องนี้จึงได้รับความนิยมมากขนาดนั้น  อาจจะเป็นเพราะการวางโครงเรื่องที่น่าสนใจ กล่าวคือ  การสร้างปมปัญหาให้กับตัวละครอย่างช้าๆและเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุผลนานัปการทำให้  ปัญหาของตัวละครทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดสูงสุด(Climax)ที่ตัวละครจะต้องแก้ปัญหา  ก็สามารถที่จะจัดการกับปัญหาได้อย่างแยบยล ฉะนั้นเรื่องราวจึงลงเอยด้วยความเข้าใจและประทับใจคนดู            อีกประการคือ  การสร้างตัวละครและการคัดเลือกนักแสดง  การวางตัวละครที่มีความซับซ้อนในอารมณ์ทำให้เกิดมิติของตัวละครที่น่าสนใจ  ซึ่งบทบาทของตัวละครที่ดูโดดเด่นมากในเรื่องนี้คือ บทสุนีย์(แม่ของโต้ง แสดงโดย สินจัย เปล่งพาณิชย์) ซึ่งเป็นหญิงที่ต้องแสดงความแข็งแกร่งออกมาเพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ลูกสาวคนโต(แตง แสดงโดยพลอย เฌอมาลย์ บุญศักดิ์) หายสาบสูญไปจากครอบครัวขณะที่ไปเที่ยวที่เชียงใหม่ หรือการประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีที่ป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง(แสดงโดย กบ  ทรงสิทธิ์) โดยก่อนหน้านี้สามีของสุนีย์เป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบแต่กลับพลิกผันเมื่อลูกสาวคนโตหายไป  สามีเลยเอาแต่ตำหนิตัวเองที่ปล่อยให้ลูกสาวไปเที่ยวโดยลำพังแล้วเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดนี้ขึ้นจึงดื่มเหล้าเพื่อลืมความทุกข์จนกลายเป็นคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  และที่สำคัญคือ  การรู้ความจริงว่าลูกชายคนเล็กของเธอ (โต้ง แสดงโดย  มาริโอ  เมาเรอร์) กลายเป็นเด็กหนุ่มที่มีจิตใจเป็นรักร่วมเพศ(โต้งชอบมิว)เธอก็พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายกลับมามีความเป็นชายเหมือนคนปกติโดยทั่วไป            บทบาทของสุนีย์นี้น่าสนใจมาก ถึงแม้ว่าโดยบทบาทของตัวละครจะดูไม่สำคัญมากสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับตัวละครเอกอย่างโต้งและมิว  แต่ทว่าบทของสุนีย์กลับเป็นเสมือนเครื่องจักรที่ช่วยให้เรื่องได้ดำเนินไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสมบูรณ์  ผู้กำกับตัดสินใจได้ถูกต้องที่เลือกสินจัย  เปล่งพาณิชย์ มารับบทบาทของสุนีย์เพราะเธอไม่ต้องแสดงออกภายนอกมากมายนักเพียงอาศัยพลังการแสดงจากภายในก็สามารถทำให้คนดูรู้สึก  เข้าถึงบทบาทแม่ผู้ต้องรับภาระต่างๆภายในครอบครัวได้อย่างสมจริงและดูสมกับเป็นผู้หญิงสมัยใหม่(working woman)             นอกจากโครงเรื่อง,บทบาทของตัวละครและการคัดเลือกนักแสดงแล้ว  การสร้างสัญญะในภาพยนตร์ก็ทำให้ภาพยนตร์น่าติดตามมากยิ่งขึ้น เช่น  ตุ๊กตาไม้ที่โต้งนำมาซ่อนแล้วให้มิวหาแต่สุดท้ายก็หายไปหนึ่งชิ้น(ขาดจมูกตุ๊กตาเพราะรถเก็บขยะมาเอาไปเสียก่อน)นั่นแสดงให้เห็นถึงการตามหาบางสิ่งบางอย่างที่บางครั้งอาจจะมองไม่เห็นมันหรือมันอาจจะอยู่ใกล้ๆตัว แน่นอนว่าผู้กำกับพยายามสื่อให้เห็นในเรื่องของ ความรัก เพราะไม่ใช่เพียงแค่ตุ๊กตาไม้นี้เท่านั้นแต่การนำศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องคือ  ศาสนาคริสต์ที่ทุกคนรู้กันดีว่าเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญกับความรัก ก็ถูกนำมาใช้เป็นศาสนาประจำครอบครัวของโต้งหรือแม้กระทั่ง  การเล่นเปียโนของอาม่าของมิว อาม่าก็พยายามบอกกับมิวว่า  บางครั้งถ้าเรารักใครก็ไม่จำเป็นต้องพูดเพียงแค่ใช้บทเพลงก็สามารถสื่อได้เช่นกัน และยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้  ดังนั้นสัญญะที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสื่อให้เห็นความสำคัญของความรักและรักอันบริสุทธิ์ที่เกิดจากจิตใจอันบริสุทธิ์นั่นเอง            องค์ประกอบอื่นๆที่น่าสนใจคือ  สถานที่และอุปกรณ์ประกอบของฉาก(props) มีความสมจริงของยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย เช่น ฉากบ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้น รูปแบบไม่ทันสมัยมากแต่ก็มีความน่าอยู่ เป็นบ้านที่อยู่ใจกลางเมืองกรุงที่มีแต่ความเจริญล้อมรอบแต่บ้านหลังนี้ก็ยังดูอบอุ่น  ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านก็ดูมีชีวิตชีวา  ผู้กำกับศิลป์ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ตู้ เตียงหรือแม้กระทั้งกรอบรูป หรือแก้วน้ำ  ก็เสมือนเป็นสิ่งของภายในบ้านที่ใช้อยู่จริงทุกวัน  แต่มีความขัดแย้งอยู่อย่างหนึ่งคือ ความแตกต่างระหว่างห้องนอนของแตงและโต้ง  ซึ่งห้องนอนของแตงจะมีข้าวของกระจุกกระจิกมากมาย(ตามประสาห้องเด็กผู้หญิง)แต่ห้องนอนของโต้งกลับไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงนอนและโต๊ะข้างเตียงเล็กๆหนึ่งตัวเท่านั้น(ซึ่งในห้องนอนของเด็กชายก็น่าจะมีอย่างอื่นมากกว่านี้เช่น หนังสือเรียนหรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของเด็กในสังคมเมือง)              เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็นับได้ว่ามีดีอยู่พอสมควรเพราะเป็นเพลงรักที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น  เพราะได้เจ้าพ่อเพลงรักอย่างบอย  โกสิยพงษ์ มาช่วยในเรื่องเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ ฉะนั้นแล้วเพลงทุกเพลงจึงมีความหมายและเข้ากับภาพยนตร์รักแบบวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี  รักแห่งสยามเป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรักในวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสังคมเมืองโดยเฉพาะในย่านแฟชั่นอย่างสยามสแควร์ รวมทั้งกระแสนิยมของรักร่วมเพศที่ในปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีการเปิดกว้างในสังคมมากพอสมควร  ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงหยิบเอาสิ่งเล็กน้อยที่เกิดในสังคมมาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่บนจอภาพยนตร์เพื่อให้คนดูได้เข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นรักร่วมเพศรวมทั้งบุคคลที่อยู่รอบๆ ข้างของคนพวกนี้   มานำเสนออย่างสมบูรณ์พร้อมด้วยเหตุและผลทางความรู้สึกภายในของมนุษย์ที่เรียกว่า ความรัก นั่นเอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">—————————————————————————————-</p>นายสมัชชา  อัคพราหมณ์  วิชาเอกการแสดงละครเวทีและภาพยนตร์    กลุ่มสาขาศิลปะการแสดงคณะศิลปกรรมศาสตร์   มหาวิทยาลัยมหาสารคามส่งงานรายวิชาการแสดงละครเวทีและภาพยนตร์ 2 (วิจารณ์ภาพยนตร์)ภาคการศึกษาปลาย  ปีการศึกษา 2550เสนอ อาจารย์เมษา  อุทัยรัตน์