ในการศึกษาเรื่องราวของบุคคลต่างๆ ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะบุคคลสำคัญของโลก มักจะกล่าวถึงการต่อสู้ การพิชิตและได้มายังผืนแผ่นดินต่างๆ การค้นพบอะไรสักอย่าง แต่ในประวัติของพระศากยมุนีแล้ว หลายคนมองว่ามันเป็นธรรมดาสามัญ แต่ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การที่เจ้าชายที่จะได้เป็นกษัตริย์ แล้วทอดทิ้งลูกเมียไปบวช คงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดานัก เหตุจูงใจที่ออกบวชก็คงเป็นที่รู้ๆกันอยู่ แต่จะมีใครสักกี่คนที่เห็นภัยในวัฎสงสาร เห็นความทุกข์อันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ จนถึงกับต้องออกบวชเพื่อหาทางพ้นทุกข์
ความจริงก็คือ พระพุทธองค์เป็นมนุษย์ และได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ พระองค์ใช้เวลาถึง 6 ปี ในการศึกษาหาวิธีการที่จะพ้นทุกข์ ไปตามสำนักครูบาอาจารย์ต่างๆ ยอมแม้กระทั่งทรมานตนเองอย่างถึงที่สุด แต่ก็ไม่ได้ค้นพบสิ่งใด จนในที่สุดก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจากทรมานตนเอง กลับมาสู่วิธีที่เหมาะสม และในที่สุดพระองค์ก็ค้นพบหลักความจริงอันยิ่งใหญ่ และได้ใช้เวลาถึง 45 ปี ในการนำสิ่งที่ค้นพบมาสอนผู้คนในยุคนั้น และคำสอนนั้นก็สืบเนื่องมาถึง 2500 ปี อนึ่งวิถีชีวิตของพระองค์นั้นเรียบง่าย พระองค์พระดำเนินไปทุกที่ด้วยพระองค์เอง เมื่อจากไป พระองค์ก็ไปแบบสามัญที่สุด พระองค์ไม่ได้เป็นกษัตริย์ ไม่ได้สมญานามเป็นมหาราช และไม่ได้พิชิตดินแดนใดในโลก แต่สิ่งที่พระพุทธองค์พิชิตได้ คือ จิตใจของผู้คน
ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราจะไปในที่แห่งใดในแถบเอเชียนี้ เราก็จะพบสัญลักษณ์ที่เป็นเสมือนตัวแทนของพระพุทธองค์อยู่ทั่วไป และยังมีคนจำนวนมากมายที่ยังเคารพและนับถือกราบไหว้พระองค์ สืบเนื่องมาถึง 2500 ปี

มาลงทะเบียนว่าตามอ่านอยู่นะพี่ยา