การเรียนรู้ของตนเองที่ได้พัฒนามาจากการลงมือทำ การปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น การสังเกต การคุยกับผู้รู้ การฟัง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่น และการศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ทำให้เกิดข้อมูลที่รวบรวมและจัดเก็บไว้ในประสบการณืของเราเองมาทุกระยะตั้งแต่เริ่มฝึกฝนวิธีคิดและการปฏิบัติงาน
ซึ่งข้อมูลที่เกิดขึ้น อาทิเช่น วิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร การเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ การเรียนรู้ของเกษตรกร เทคโนโลยีการเกษตร และอื่น ๆ นำมาสู่การประมวลผลที่เกิดเป็นเอกสาร/บทความ และข้อมูลที่อยู่ในคลังสมอง เกิดการต่อเป็นกระบวนการให้เห็นถึงที่มาที่ไป ให้เห็นถึงเหตุและผลของเนื้อหาสาระ/งาน/การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน
การวิเคราะห์จึงมีอยู่ทุกระยะกับการทำงานกับเกษตรกร กับการทำงานกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นรายคน กลุ่ม และเครือข่าย โดยแสดงออกมาเป็น 1) กรอบของการจับประเด็นข้อมูล 2) Concept map 3) การคิดและหยิบเครื่องมือขึ้นมาใช้ 4) ระบบการแสดงผลสรุปที่เกิดขึ้น และ 5) อื่น ๆ สิ่งดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บทบาทและหน้าที่ที่ถูกมอบให้ดำเนินกิจกรรม
"ความคิดที่เป็นระบบ" จึงมาเป็นผลที่เกิดขึ้นกับตนเองกับที่มาของวิธีการสร้างองค์ความรู้, รูปแบบและวิธีการที่ใช้สื่อสาร, แนวคิดและหลักการทำงานร่วมกัน, กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ อื่น ๆ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นผลกระทบโดยตรงต่อการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน
ฉะนั้น การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในงานส่งเสริมการเกษตร จึงมีอยู่ทั้งในตัวของเกษตรกร (การพัฒนาการเรียนรู้) และในตัวของเจ้าหน้าที่ (การสร้างความรู้) แต่ความคงทนของความคิดที่เป็นระบบนั้น มาจาก 1) เทคนิคและวิธีการค้นหาโอกาส 2) ช่องทางที่ใช้สร้างความร่วมมือ 3) กระบวนการคิดที่เอาตนเองอยู่นอกกรอบ 4) สร้างความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง และ 5) วางตนเองเป็นกลางทางความคิด/ความรู้
ประสบการณ์ที่สรุปมาเป็นระบบนั้น ได้นำตนเองออกสู่การทำงานและการเรียนรู้ อันนำไปสู่การส่งเสริมการจัดการความรู้ (KM) ที่แตกแขนงและขยายผลกับเรื่องอื่น ๆ เช่น การสอนงาน (Coaching), การแนะแนว, คู่หู, อื่น ๆ.