กรอบแนวคิดและหลักการการบริหาราชการที่ดี แนวทางสำหรับข้าราชการไทยยุคใหม่


กรอบแนวคิดและหลักการการบริหาราชการที่ดีแนวทางสำหรับข้าราชการไทยยุคใหม่
        
หลักการที่เป็นสาระสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการตามมาตรา ๓/๑
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕
ความว่าการบริหาราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ
ของรัฐควรมีประสิทธิภาพความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐการลดขั้นตอนปฏิบัติงานการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงาน
ที่ไม่จำเป็นการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจการตัดสินใจ หลักการสำคัญเพื่อการบริหารราชการที่ดี        “การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
ความมีประสิทธิภาพความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงานการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่
ไม่จำเป็นการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจการอำนวยความสะดวกและการตอบสนอง
ความต้องการของประชาชน ทั้งนี้โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน
        
การจัดสรรงบประมาณและการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงหลักการตาม
วรรคหนึ่ง
        
ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คำนึงถึงความ
รับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงานการมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ตามความเหมาะสมของแต่ละภารกิจ
        
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติราชการ
และการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติก็ได้
หลักการสำคัญเพื่อการบริหารราชการที่ดี
        
ในการจัดทำพระราชกฤษฎีกาสำหรับรองรับการปฏิบัติตามมาตรา ๓/๑ตามข้อความที่ปรากฏข้างต้นให้มีความชัดเจน
เป็นรูปธรรม สามารถแบ่งหัวข้อที่ต้องพิจารณาและแปลงออกเป็นหลักการและวิธีการปฏิบัติในเชิงการบริหารราชการแผ่นดิน
ได้เป็น๑๐ หัวข้อ ดังนี้
        
๑.การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
        
๒.การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจแห่งรัฐ
        
๓.การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
        
๔.การบริหารราชการให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ
        
๕.การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
        
๖.การลดภารกิจและยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็น
        
๗.การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น
        
๘.การกระจายอำนาจการตัดสินใจ
        
๙.การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน
        
๑๐.การใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี        หัวข้อสำคัญทั้ง ๑๐หัวข้อนี้เป็นไปตามลำดับของข้อความที่กำหนดอยู่ในกฎหมายส่วนเนื้อหาในแต่ละข้อต่อไปนี้สรุปจาก
ผลการศึกษาของสถาบันพระปกเล้าฯและจาการประชุมระดมความคิดระดับผู้บริหารในฝ่ายการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ
ผู้แทนประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในการประชุมที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ (การประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ร. และ
อนุกรรมการที่รับผิดชอบ)ซึ่งได้จัดแล้วทั้งสิ้น ๘ ครั้งโดยมีสาระของหลักการแต่ละข้อดังนี้
หลักการที่ ๑การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
        
การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวมเป็นเจตนารมณ์สูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
ประโยชน์สุขของประชาชนหมายถึงการทำงานและการให้บริการสาธารณะต่างๆ ของส่วนราชการใดๆต้องคำนึงถึงหลักการนี้
เป็นสำคัญ มีการจัดทำแผนงานโครงการและบริการต่างๆที่มีผลนำประโยชน์สุขไปสู่ประชาชน ประชาชนพึงพอใจในคุณภาพบริการ
ตอบสนองและตรงกับความต้องการของประชาชน และเป็นการบริหารราชการที่ส่งผลทางบวกต่อประชาชนและสังคมโดยรวมให้
การบริหารราชการเป็นไปตามหลักการจำเป็นต้องมีมาตรการดังนี้
๑.๑การจัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
        
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)จัดทำแผนปฏิบัติการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญแห่ราชอาณาจักรไทยโดยเป็นแผนที่คาดการล่วงหน้าในระยะการอย่างต่อเนื่องมีการวิเคราะห์ในเชิง
วิชาการ ควบคู่ไปกับการสำรวจและรับฟังความคิดเห็นการสร้างฉันทามติจากประชาชน องค์กรเอกชนอย่างกว้างขวาง
๑.๒การสำรวจและการประเมินคุณภาพให้บริการสาธารณะและความพึงพอใจของประชาชน
        
สำนักงานสถิติแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นตามที่ก.พ.ร.กำหนดดำเนินการสำรวจและประเมินคุณภาพบริการสาธารณะของรัฐ
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปีละ๑ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูล ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร.และรัฐบาลจะนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนา
นโยบายที่สนองความต้องการและนำไปสู่ประโยชน์สุขของประชาชนหลักการที่ ๒การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจแห่งรัฐ
        
จำเป็นต้องเน้นถึงผลสัมฤทธิ์ของงานผลสัมฤทธิ์ของงานราชการ หมายถึงผลสำเร็จการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางบวก
เกิดการพัฒนา และประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นดังนั้นเพื่อบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจแห่งรัฐจึงควรมีการจัดรูปแบบ
การบริหารราชการที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้มีผู้รับผิดชอบและโปร่งใส ตามหลักธรรมมาภิบาลและต้องจัดระบบเพื่อที่รัฐบาลสามารถ
ให้รางวัลตอบแทนต่อส่วนราชการหรือท้องถิ่นที่ทำงานมีผลสัมฤทธิ์ได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นโดยควรจะจัดระบบการบริหาร
ราชการแผ่นดินแนวใหม่ดังนี้
๒.๑ส่วนราชการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นสุดวาระของรัฐบาล
        
เมื่อวาระการบริหารราชการของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งสิ้นสุดลงส่วนราชการต่างๆต้องจัดทำรายงานสรุปผลงานที่เกิดขึ้น ปัญหา
อุปสรรคพร้อมข้อเสนอแนะ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีเพื่อนำ
เสนอเป็นข้อมูลสำหรับรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งให้บริหารประเทศในวาระต่อไป
๒.๒คณะรัฐมนตรีจัดทำนโยบายและแผนบริหารราชการแผ่นดินที่แสดงผลสัมฤทธิ์
        
ในการที่คณะรัฐมนตรีจัดทำนโยบายและทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินที่แถลงต่อรัฐสภานโยบายดังกล่าวควรจัดทำเป็น
แผนการบริหารราชการแผ่นดินตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งที่สอดคล้องกับแผนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐผนวกกับนโยบายสำคัญ
ของรัฐบาลโดยระบุนโยบาย เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงานที่วัดได้รวมทั้งประมาณการรายได้และรายจ่ายที่ต้องใช้เป็นรายปีในการ
ดำเนินนโยบายดังกล่าว
๒.๓ส่วนราชการทำแผนปฏิบัติราชการ
        
ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเสนอของบประมาณในแต่ละปีโดยต้อง
กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงานที่วัดได้
๒.๔ผู้รับผิดชอบทำสัญญาข้อตกลงการบริหารราชการแผ่นดิน
        
หลักปฏิบัติที่ถือปฏิบัติเป็นสากลคือการจัดทำสัญญาการบริการราชการระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในแต่ละระดับเพื่อความ
ชัดเจนในการปฏิบัติงาน ความคาดหวังและเป้าหมายในผลของงานและขอบเขตภาระความรับผิดชอบโดยควรทำสัญญาข้อตกลงการ
ทำงานระหว่างผู้รับผิดชอบงานระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง
๒.๕การติดตามประเมินผล
        
คณะผู้ตรวจสอบประจำกระทรวงร่วมกับคณะผู้ประเมินอิสระที่สำนักงบประมาณแต่งตั้งดำเนินติดตามและประเมินผลการประเมินผล
การประฏิบัติราชการตามแผนบริหารราชการแผ่นดินแผนปฏิบัติราชการประจำปี และสัญญาข้อตกลงต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.
ร่วมกับสปง. กำหนดหลักการที่ ๓การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
        
การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึงการจัดสรรและการใช้ทรัพยากร(คน เงินเวลา) และการจัดกระบวนการบริการงาน
ของส่วนราชการเพื่อให้ได้ผลงานและบริการสาธารณะของส่วนราชการที่มีต้อนทุนต่อหน่วยที่เหมาะสม ผลงานมีความถูกต้องรวดเร็ว
ทันการณ์และมีการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมผลงานหรือบริการมีคุณภาพที่ดีสามรถเทียบเคียงมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับหรือผู้รับบริการมี
ความพึงพอใจเพื่อให้ส่วนราชการบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพมีหลักการที่สำคัญดังนี้
๓.๑จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติราชการ
        
ก.พ.ร.จัดทำมาตรฐานปริมาณและคุณภาพงานแต่ละเรื่องที่ข้าราชการแต่ละคนจะต้องทำให้แล้วเสร็จและเผยแพร่ให้ข้าราชการ
และประชาชนทั่วไปรับทราบเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวัดประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการ
๓.๒ระบบบัญชีต้นทุนในบริการสาธารณะ
        
ส่วนราชการควรประยุกต์ใช้ระบบบัญชีต้นทุนเพื่อแสดงถึงต้นทุนในการดำเนินงานที่ชัดเจนและผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลจาก
ระบบบัญชีต้นทุนในการกำหนดแนวทางการให้ทรัพยากรโดยรวมขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
๓.๓แผนลดรายจ่ายต่อหน่วยของส่วนราชการ
        
ในกรณีที่ส่วนราชการใดมีรายจ่ายในการปฏิบัติราชการสูงกว่ารายจ่ายต่อหน่วยบริการสาธารณะที่เป็นประเภทเดี่ยวกันให้ส่วน
ราชการนั้นๆจัดทำแผนลดรายจ่ายต่อหน่วย เสนอต่อ ก.พ.ร.และสำนักงบประมาณเพื่อถือปฏิบัติในการลดค่าใช้จ่ายต่อไป
๓.๔การจัดทำระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน
        
ควรมีการดำเนินการโดยให้หน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบจัดทำโครงการสาธารณูปโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบต้องมาดำเนิน
การลดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างในระยะยาวและลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงการดำเนินโครงการหลักการที่ ๔การบริหารราชการให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ
        
หมายถึงการจัดทำแนวทาง แผนงานหรือโครงการพัฒนาและการดำเนินงานเพื่อให้บริการต่างๆของส่วนราชการจำเป็นต้อง
คิดวิเคราะห์อย่างจริงจังถึงประโยชน์และผลลัพย์ที่ได้จาการดำเนินโครงการหรือการบริการสาธารณะโดยวิเคราะห์ว่ามีผลประโยชน์
คุ้มค่ากับเงินภาษีอากรเพียงใดโดยต้องคิดถึงความคุ้มค่าทั้งในเชิงการเงินและเชิงสังคมหรือปัจจัยอื่นๆที่ไม่สามารถแปลงเป็นตัวเงินได้
๔.๑การจัดทำระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน
        
โดยพิจารณาเปรียบเทียบประโยชน์ที่พึงได้และรายจ่ายที่ต้องเสียไป รวมทั้งการกำหนดให้คำนวณรายจ่ายที่เสียไปและประโยชน์
ที่พึงได้ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน
๔.๒การซื้อและจ้างต้องคำนึงถึงสังคม
        
การซื้อและจ้างของส่วนราชการให้พิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียต่อประชาชนและสังคมที่จะเกิดจากการจัดจ้างการเลือกซื้อ
หรือดำเนินโครงการต่างๆ โดยมิใช้หลักการเลือกซื้อ การจัดจ้างและการพิจารณาตัดสินจากราคาที่ต่ำกว่าเพียงอย่างเดียว
หลักการที่ ๕การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
        
ส่วนราชการพิจารณาปรับกระบวนการทำงานให้สั้นที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฏหมายหรือส่วนราชการ
พิจารณาแก้ไขให้สั้นลง และรวดเร็วขึ้น
๕.๑ลดขั้นตอนการขดรับบริการของประชาชนจากส่วนราชการ
        
การให้บริการสาธารณะที่จำเป็นต้องใช้ดุลพินิจเพื่อการอนุมัติอนุญาตควรมอบอำนาจให้ผู้รับผิดชอบที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน
ที่สุดโดยมีการกำกับ ติดตามและการประเมินผลการมอบอำนาจตามที่ ค.ร.ม. กำหนด
๕.๒ทบทวนปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน
        
ก.พ.ร.ร่วมกับส่วนราชการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนทำงานการขออนุมัติอนุญาตการจดทะเบียน และการปฏิบัติ
ราชการอื่นๆ ใหม่โดยจัดให้มีแผนภูมิขั้นตอนการขออนุญาตปรับปรุงกฏหมายและกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกระชับและลดขั้นตอน
๕.๓กำหนดศูนย์บริการร่วม
        
เพื่อลดขั้นตอน เวลาและอุปสรรคทางกายภาพสำหรับผู้รับบริการในการดำเนินงานลดขั้นตอนอาจจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และ
นวัตกรรมการให้การบริการใหม่ๆก็ได้หลักการที่ ๖การลดภารกิจและยุบหน่วยงานที่ไม่จำเป็น
ควรกำหนดหลักการและแนวทางปฏิบัติดังนี้
 
๖.๑การกำหนดกฎหมาย กฎระเบียบโครงการหรือกิจกรรมตามความจำเป็น
๖.๒ทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย