1. ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 0-1 แสนบาท เสียภาษีในอัตรา 5% ของเงินได้2. ผู้ที่มีรายได้ 1-5 แสนบาท เสียภาษีในอัตรา 10% ของเงินได้ 3. ผู้ที่มีรายได้ 5 แสนบาท-1 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 20% ของเงินได้4. ผู้ที่มีรายได้ 1-4 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 30% ของเงินได้5. ผู้ที่มีรายได้ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษีในอัตรา 37% ของเงินได้ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดแต่จากการศึกษาของ สศค.พบว่า ผู้ที่มีเงินได้ไม่ถึง 170,000 บาทต่อปี ปัจจุบันไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วเพราะได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ดังนั้นจึงควรที่จะยกเลิกการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในขั้นแรกออกไป โดยให้เหลือเพียง 4 อัตราเท่านั้น พร้อมกับพิจารณาปรับลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดที่เก็บอยู่ในอัตรา 37% ลงมาเล็กน้อย ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะลดลงมาเหลืออัตราเท่าไร โดยเจ้าหน้าที่กำลังศึกษาอยู่ ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการขยายฐาน ผู้เสียภาษีเพิ่มเติมด้วย อย่างเช่น ปัจจุบันผู้ที่มีเงินได้ตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะเสียภาษีในอัตราสูงสุด อาจจะปรับลดฐานรายได้ของผู้เสียภาษีให้ต่ำกว่า 4 ล้านบาทเล็กน้อย ถึงจะต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด ส่วนจะปรับลดฐานรายได้ในการคำนวณภาษีลงมาเท่าไร ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างศึกษาเช่นกัน สำหรับเรื่องการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องรอฟังนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ก่อนว่าจะมีนโยบายอย่างไร ด้าน นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ได้เสนอแนะให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้มาตรการภาษีมาสนับสนุนกับมาตรการทางด้านงบประมาณรายจ่าย โดยการเพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้เข้าไปอีก 80,000 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคที่ชะลอตัวให้ฟื้นกลับคืน โดยมาตรการภาษีที่สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังเสนอ ประกอบด้วย1. มาตรการขยายระยะเวลาในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลออกไปอีก 2 ปี สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 2. ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30% เหลือ 25% ของกำไรสุทธิ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ จาก 25% เหลือ 20% 3. บริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ หากมีหลักฐานมาแสดงกับกรมสรรพากรว่าบริษัทมีการขยายการลงทุนเพิ่ม ให้นำรายจ่ายเพื่อการลงทุนดังกล่าวนี้ไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 5%4. ถ้าเป็นกรณีของผู้ประกอบการ SMEs หากมาจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีกับกรมสรรพากรจะได้รับการยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นเมื่อขึ้นปีที่ 3 ให้เข้ามาเสียภาษีในอัตราปกติ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify; tab-stops: 49.5pt" class="MsoNormal">กล่าวโดยสรุป การปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีของกรมสรรพากรตามที่กล่าวมาข้างต้น ยังคงเป็นแค่ผลการศึกษาที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังจัดทำขึ้น แต่สุดท้ายจะลงเอยอย่างไรคงจะต้องฝากไว้เป็นการบ้าน "ว่าที่ขุนคลัง" คนใหม่</p> ประชาชาติธุรกิจ 10 ม.ค. 51
จากผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เสนอแนะให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% นั้น หากจะวิเคราะห์ในทางการเมืองแล้ว นโยบายปรับขึ้นอัตราภาษีค่อนข้างที่จะทำได้ลำบาก โดยเฉพาะการเป็นรัฐบาลผสม เพราะอาจจะมีบางพรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขึ้นภาษี เนื่องจากเกรงจะเสียคะแนนนิยม
ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจไทยมีปัญหาชะลอตัวการลงทุนและการบริโภคชะลอตัวหนักเช่นกัน แถมจะต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สศค.เอง คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 4% และขณะนี้ก็มีสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการทยอยปรับขึ้นราคา ดังนั้นการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการบริโภคของภาคครัวเรือน จะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นไปอีก
ตามประมาณการการจัดเก็บรายได้ของ สศค. หากรัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT 1% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นมานั้นส่วนใหญ่จะเก็บมาจากการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก ส่วนที่เหลือจะเป็นรายได้ภาษีที่เก็บมาจากสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ทันทีที่รัฐบาลปรับขึ้น VAT เมื่อไหร่ สินค้าเหล่านี้จะปรับขึ้นราคาแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยซึ่งมีปัญหาด้านต้นทุนสินค้าราคาสูงอยู่แล้วก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นไปกันใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือกำลังซื้อถดถอย หรือดีมานด์แผ่ว นั่นเอง
นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม คงจะต้องรอฟังรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร แต่ในระหว่างนี้จะต้องจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเดิมที่ 7% ไปก่อน เพราะรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีมติให้ขยายเวลา การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ หลังจากนี้คงจะต้องไปดูภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง
นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนการปรับปรุงบัญชีอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันเก็บอยู่ 5 อัตรา ได้แก่