เป็นที่ทราบกันดีว่า การได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าหรือยามเย็นส่งผลดีต่อสุขภาพมากมาย วันนี้มีการศึกษาจากยุโรปเหนือที่บ่งชี้ว่า แสงแดดอ่อนๆ มีส่วนช่วยป้องกัน หรือลดอัตราตายจากมะเร็งมาฝากครับ ท่านอาจารย์โยฮัน โมน และคณะ แห่งสถาบันวิจัยมะเร็ง ออสโล นอร์เวย์รายงานว่า ประเทศในเขตหนาว เช่น ยุโรปเหนือ(สแกนดิเนเวียน) ฯลฯ ได้รับแสงแดดน้อย ทำให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีได้น้อยลง ... วิตามินดีทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้มากขึ้น และส่งผลดีทางอ้อมต่อสุขภาพมากมาย เช่น มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งหลายชนิด ฯลฯ โดยอาจมีผลต่อการเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคที่ช่วยควบคุมเซลล์มะเร็งไม่ให้โต หรือกระจายไปได้เร็ว ผิวหนังของคนที่อยู่ในเขตที่มีแสงแดดจ้า เช่น ออสเตรเลีย ฯลฯ สร้างวิตามินดีได้มากเป็น 3.4 เท่าของชาวสหราชอาณาจักร(หมู่เกาะอังกฤษ) และมากเป็น 4.8 เท่าของชาวสแกนดิเนเวียน(ยุโรปเหนือ) ... อาจารย์โมนและคณะทำการคำนวณแบบละเอียดถี่ยิบ ผลออกมาปรากฏว่า ถ้าคนนอร์เวย์ ซึ่งอยู่ในเขตยุโรปเหนือออกมา "รับแสงแดด" กันมากขึ้นเป็น 2 เท่า จะมีความเสี่ยงตายจากมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นปีละ 300 คน ทว่า... จะมีอัตราตายจากมะเร็งชนิดอื่นๆ ลดลง 3,000 คน ทางเลือกอื่นๆ ได้แก่ การพัฒนายากันแดดที่ป้องกันอัลตราไวโอเลตชนิดไกล (for UV) ซึ่งกระตุ้นมะเร็ง และยอมให้อัลตราไวโอเลตชนิดใกล้ (near UV) หรือช่วงความถี่ต่ำที่ใกล้แสงสีม่วงผ่านผิวหนังได้มากขึ้นมาใช้ ... พวกเราที่อยู่ในเขตร้อนก็ควรออกจากบ้านไปรับแสงแดดบ้าง ทว่า... ถ้าจะให้ปลอดภัยหน่อย ควรเป็นแสงแดดช่วงเช้าหรือเย็น แนะนำให้หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 9.00-16.00 นาฬิกาไว้ก่อน เพื่อป้องกันมะเร็งผิวหนัง และลดความเสื่อมของผิวหนัง(ทำให้แก่เร็ว) โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปีต้องระวังแสงแดดจ้ามากหน่อย เพราะผิวค่อนข้างบางกว่าผู้ใหญ่ ... เวลาออกไปรับแดดยามเช้าหรือยามเย็น... ไม่ควรอยู่เฉยๆ เช่น นั่งนิ่งๆ ยืนนิ่งๆ นอนอาบแดด ฯลฯ ควรฉวยโอกาสออกแรง-ออกกำลังเสียเลย เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังด้วย ทีนี้ถ้าไม่มีโอกาสออกไปรับแดด การกินวิตามินรวมที่มีวิตามินดีด้วยคงจะช่วยได้ แต่ต้องกินพร้อมอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากวิตามิน A, D, E, K ต้องอาศัยไขมันช่วยนำเข้าสู่กระแสเลือด ... ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ ... ที่มา
ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT.
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 8 มกราคม 2551.