ชีวิตที่เรียนรู้ : เรียนรู้การวิจัย blue sky
วันที่ ๗ ม.ค. ๕๑ ตอนบ่ายผมไปฟัง Prof. David J. Gross นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ปี 2004 พูดเรื่อง The Coming Revolutions in Fundamental Physics ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ฟังด้วยความประเทืองปัญญาในเวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง
ทั้งหมดเป็นการทำความเข้าใจ สสารและพลังงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ space & time สรุปสุดท้านของท่านคือ ท่านได้เล่าสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ คือยังไม่รู้นั่นเอง
เราไปฟังสิ่งที่ไม่รู้ว่าที่คิดกันนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ คือไปฟังวิธีตั้งคำถาม ทำคำถามที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากให้เป็นคำถามเชิงรูปธรรมแล้วหาทางทำความเข้าใจหรือพิสูจน์ ฟังดูแล้ว ทฤษฎีคือสิ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อท้าทายการพิสูจน์ ทฤษฎีไม่จำเป็นจะต้องเป็นความจริง
ทำให้ผมคิดต่อว่าคนไทยทำวิจัยไม่เก่งเพราะเราเชื่อง่ายเกินไป เราไปหลงสิ่งสมมติเป็นความจริง แล้วไม่ตั้งคำถามต่อสิ่งสมมตินั้น เมื่อเชื่อง่าย ก็ตั้งคำถามไม่เก่ง หรือตั้งไม่เป็น
ผมคิดต่อว่านักวิจัยที่เก่งคือคนที่ตั้งคำถามเก่ง ตั้งคำถามที่ท้าทาย ถ้าเป็นนักวิจัยทฤษฎีก็ตั้งคำถามเพื่อท้าทายคนอื่นให้หาทางพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าเป็นนักวิจัยทดลอง ก็ตั้งคำถามเพื่อท้าทายตนเอง
ผมเห็นงานวิจัยมากมายที่ไม่มีคำถามวิจัย หรือมีแต่ไม่ชัด เพราะนักวิจัยไปเน้นที่ตัวคำตอบ ผมว่าวงการวิจัยไทยเน้นการหาคำตอบมากเกินไป ไม่เน้นการตั้งคำถาม และวิธีหาคำตอบ หรือวิธีพิสูจน์ จึงทำให้ปัญญาไม่แตกฉาน เมื่อไรก็ตามที่เราเน้นที่คำตอบ และยึดมั่นถือมั่นใน “คำตอบสุดท้าย” ปัญญาก็จะไม่แตกฉาน
ในคำบรรยายของ Prof. Gross ไม่ว่าทฤษฎีใด ถูกตั้งคำถาม หรือไม่เชื่อหมด คือหาสถานการณ์ที่ทฤษฎีนั้นอธิบายไม่ได้ หรือผลการทดลองตามสมมติฐานนั้นไม่ยืนยัน เท่ากับยังคงมี”คำถามคาใจ” ไว้ให้หาทางทดลองพิสูจน์
เพื่อความเข้าใจเหล่านี้แหละทางยุโรปจึงสร้างห้องทดลองขนาดมหึมาอยู่ในดินแดนของ ๒ ประเทศ คือสวิตเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศส เครื่องมือนี้อยู่ใต้ดิน มีอุโมงค์รูปวงกลมสำหรับเร่งความเร็วของอนุภาค เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๕ ไมล์ เรียกชื่อเครื่องมือนี้ว่า LHC – Large Halon Collider ผมได้เรียนรู้ว่า
ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยมีชื่อว่า ignorance – ความเขลา นี่เป็นถ้อยคำจากปากของท่านนะครับ ความเขลามี ๒ อย่าง คือความโง่เขลา (stupid ignorance) เช่นความเกลียดชัง ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความเขลาอีกอย่างหนึ่งเป็นความเขลาสู่สร้างสรรค์ (creative ignorance) คือเอาความไม่รู้เปิดประตูไปสู่ความรู้ และเมื่อเดินทางไปก็คอยเสาะหาความไม่รู้มาประเทืองปัญญาเรื่อยไป
ผมได้เรียนรู้ว่าตาม String Theory :particle ก็คือ superstring ที่ “เต้นระบำ” ด้วยจังหวะที่ต่างกัน ในมุมมองหนึ่งในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง และไม่มีอะไรว่าง เพราะว่า quantum vacuum เป็นสิ่งที่เต็มไปด้วย fluctuating fields
ผมได้เรียนรู้ว่าการวิจัย blue sky เป็นการสร้างจินตนาการซ้อนจินตนาการ ซ้อนกันหลายๆ ชั้น บวกกับการโยงจินตนาการกับความเป็นจริง ความเป็นจริงอันไหนมนุษย์สัมผัสไม่ได้ก็ต้องหาเครื่องมือสัมผัส และช่วยให้มนุษย์ทำความเข้าใจได้
คนที่จะเข้าไปวิจัยแล้วสนุกสมองต้องมีความสามารถรับรู้ เข้าใจ และสร้าง ความซับซ้อนหลายชั้นนั้นได้ ไม่เบื่อหรือท้อถอยไปเสียก่อน
ผมได้เรียนรู้ว่า ตามทฤษฎี : particle ทุกชนิด มี superpartner เช่น Quark – Squark, electron – selectron, photon – sphotino และมีทฎษฎีว่าด้วย Superspace, Supersymmetry ซึ่งช่วยอธิบายปรากฏการณ์อีกหลายอย่าง รวมทั้ง dark matter หรือหลุมดำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบร้อยละ ๙๐ ของสรรพสิ่งในจักรวาล
ผมเดาว่าการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจ dark matter จะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติในจักรวาลอีกมากมาย และขอทำนายไว้ว่า dark matter ไม่ได้มีชนิดเดียว จะต้องมีหลายชนิดของ dark matter
วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๑