ขอโอกาสทุก ๆ ท่านได้เล่าถึงความเป็นมาว่า "ทำไมถึงได้มาบวช"

เรื่องราวนี้คงไม่สนุกดั่งนิยาย แต่เหตุการณ์ทั้งดีและร้ายที่อาตมาเคยผ่านมานับว่า "เป็นครู" สอนอาตมาได้อย่างดียิ่งโดยเฉพาะในเรื่องของ "กรรม"

กฏแห่งกรรมที่ใครก่อคนนั้นย่อมได้รับ

อาตมาจึงขอเล่าเรื่องต่าง ๆ ย้อนไปเพื่อเป็นคติสอนใจของตนเอง รวมถึงญาติโยมท่านอื่นที่อาจจะต้องประสบพบเจอเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน

ในช่วงแรก ๆ ของบันทึก (อาจจะหลายบันทึก) จะขอโอกาสเล่าแบบยาว ๆ เต็มที่ แล้วจากนั้นจะสรุปถึงเหตุและผลให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงความเป็นมาและเป็นไป ว่า "กรรม" นั้น เขายุติธรรมจริง ๆ ไม่มีมั่ว ไม่มีพลาด ทำแล้วได้แน่ ชีวิตที่แน่แท้เป็นชีวิตที่ต้องเดินด้วย "กรรม"


 

อื่ม.. หนึ่งปีแล้วนะ ที่ได้เดินทางเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มแห่งพระสัทธรรม

วันแรกที่เดินเข้ามาวัดแพร่ ได้เจอองค์หลวงพ่อใหญ่ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๙ 


วันนั้นก็เด๋อ ๆ ด๋า ๆ เข้ามา

ตอนขาไป เดินทางจากอุตรดิตถ์ จะไปแข่งเทนนิส ซึ่งเป็นกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรเทนนิสมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ก็ยังไม่มีอะไร กะไปเที่ยว เที่ยว และเที่ยว
เรื่องบวชนี่ยังไม่เคยได้คิดเลย
เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ ประมาณปี ๔๒ อาตมาเคยบวชมาแล้วหนึ่งครั้ง
วัดที่วัดหน้าบ้าน (อยู่หน้าบ้าน) ชื่อว่าวัดคลองลาน


ตอนนั้นเป็นการบวชช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนระหว่างเรียนปริญญาตรีอยู่ที่สถาบันราชภัฏกำแพงเพชร (ณ ขณะนั้น)
บวชได้ ๑๙ วันก็ลาสิกขาออกมาเรียนต่อ

คืนวันที่แข่งเทนนิสเสร็จคืนนั้นก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น สบาย ๆ ชิว ๆ
แต่เรื่องดันเกิดขึ้นวันรุ่งขึ้น
เช้าวันนั้น หลังจากผักผ่อน นอนหลับ ก็มีโปรแกรมเดินทางไปเที่ยวดอยตุงกันกับเพื่อนชื่อว่า “โยมพี่หมิน”
ซึ่งในอดีตเป็นลูกศิษย์ของอาตมา เคยสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
ได้เจอกัน รู้จักกัน ตีเทนนิสด้วยกัน ก็เลยสนิท จนเป็นคู่ซี้ ปาท่องโก๋ไปเลย (ตอนนี้บ้านที่อุตรดิตถ์ ที่ซื้อไว้คราวที่ยังทำงานอยู่ก็ฝากโยมพี่หมินดูแลอยู่ด้วยครับ)


เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ไปเที่ยวดอยตุง

(ถนนสายธรรมชาติที่น่าสัมผัส )

พอขึ้นไปเที่ยวดอยตุง อาตมาก็โทรไปหา ดร.ท่านหนึ่ง ที่ชวนอาตมาไปทำงานที่สำนักงานวิจัยเกษตรบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยของโครงการหลวง ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพราะท่านบอกว่างานจะเริ่มประมาณต้นปีใหม่ แต่นี้ก็ปาเข้าไปวันที่ ๒๖ แล้ว ข่าวคราวยังเงียบอยู่เลย


พอดีหลังจากเที่ยวดอยตุงเสร็จ อาตมากับโยมพี่หมินจะเดินทางไปเที่ยวต่อกันที่เชียงใหม่ ก็เลยได้โอกาสโทรมาว่างานจะเริ่มเมื่อไหร่ เพราะไปเชียงใหม่จะได้หาที่จองที่พักเพื่ออยู่ทำงานเลย
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานี่สิ อื่ม....

อ้าว... ขอโทษด้วยนะคะ พี่ลืมโทรบอกไปว่า ผอ.เขาต้องการคนที่จบเกษตรฯ (แหม แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่เนิ่น ๆ ตอนนั้นจะได้ไป Intern ที่ สคส.)

ตอนนั้น อารมณ์บอกไม่ถูก “ผิดหวังอีกแล้วเรา”
นับตั้งแต่เรื่องขอวีซ่าไปเรียนภาษาเพื่อทำปริญญาเอกที่อังกฤษ ทั้ง ๆ ที่สมัครเรียนและจ่ายตังค์หมดแล้ว
เรื่องทุนที่ ม.อุบลฯ แล้วมาเจอเรื่องงานที่เชียงใหม่อีก


อื่ม... ผิดหวังจำเจจังเรา (ณ ตอนนั้น)
ตอนนั่งรถลงจากดอยตุงก็เลยเปรย ๆ กับโยมพี่หมินว่า “บวชดีกว่า”
โยมหมินเหมือนได้ทีรีบขี่แพะไล่
“นี่เลย วัดแพร่ฯ”

ตอนนั้นอาตมาไม่เคยรู้จักวัดแพร่ฯ หรือวัดแพร่ธรรมารามมาก่อนเลย
เคยได้เห็นป้ายแบบผ่าน ๆ แว๊บ ๆ ตอนที่นั่งรถไปสอนนักศึกษาที่วิทยาเขตทุ่งศรีทอง จังหวัดน่าน
และเคยได้ยินผ่าน ๆ จากพี่บัว (อ.สุภัญชลี อ้นไชยะ) ที่คณะวิทยาการจัดการว่าเขาเคยพาน้องชายไปบวช ได้ยินมาแว่ว ๆ ว่าเคร่งมาก ฉันอาหารมื้อเดียว ประมาณนี้

ตอนนั้นคิดอะไรไม่ค่อยออก อารมณ์นั้นตอนอยู่บนรถจำได้ว่า “เซ็งสุด ๆ”