เจ๊ง เพราะ คำว่า ๔ ปี นี่แหละ
ผมเคยไป ประชุม วางหลักสูตร ปริญญาตรี
ผมพยายาม จะ นำเสนอ ให้ สอนแบบ Learn how to learn
ผมให้เน้น แบบเยอรมัน แบบอาชีวศึกษา คือ ทวิภาคี ไปทำงานก่อน กลับมาเข้าห้องเรียน จะ ร้อง อ๋อ ได้ง่ายๆ
ผมเน้นให้ มีการ พูดคุยกันมากๆ หลังการทำ Lab จะได้สมกับคำว่า Discussion ไม่ใช่ ลอกรุ่นพี่
อาจารย์แต่ละท่าน บอกว่า ไม่ได้ เรามีเวลาแค่ ๔ ปี เนื้อหา ต้อง ยัดให้ครบ
ผมก็ถามว่า นอกกรอบไม่ได้หรือ เกิน ๔ ปีไม่ได้หรือ
อาจารย์ ก็ยกตัวอย่างว่า ไม่ได้ เด็กๆ จะไม่เลือกคณะเรา ยกตัวอย่าง บางมด เมื่อก่อน เรียน ๕ ปี แต่ทีอื่นเรียน ๔ ปี เด็กๆ ไม่มา บางมด
******************
อาจารย์ ตลุยสอนๆๆๆๆ จะเอาแต่วิชา ของตน ให้ทันตารางสอนเท่านั้นเอง
สร้าง ทัศนคติแบบ องค์กรต้องทำกำไร อยากก้าวหน้าต้องทำกำไรให้บรรษัท ให้ตระกูลเศรษฐีงกๆเค็มๆ ฯลฯ
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า บรรษัทต่างๆ ทำลายโลก ก็ด้วย แนวคิดว่า กำไร คือ บันทัดสุดท้ายนี่เอง
เราได้ ผู้บริหาร "บ้ากำไร " แพทย์พานิชย์ ข้าราชโกง ทนายแสบ ฯลฯ ออกมามากมาย อย่างคาดไม่ถึง เป็น monster ออกมาทำลายสังคมโลก
เราให้ % กับการจัดการเรียนการสอน เรื่อง จริยธรรม มโนธรรม น้อยมาก
และ ในจำนวน ชั่วโมงที่น้อยนิดนี้ เรายัง สอนไม่เป็นอีกต่างหาก ยังคิดแต่ว่า การเรียน คือ ท่องจำ การเรียน คือ บรรยาย
******************
ผมไม่อยากให้ไป โทษ ครู อาจารย์ ฯลฯ
แต่ อยาก จะ ช่วยกัน รณรงค์ ชักชวน สร้างจิตสำนึก ตรากฏหมาย ฯลฯ เพื่อทุกคน ทุกอาชีพ ทุกสถาบัน (พ่อแม่ ศาสนา ชุมชน กฏหมาย วิชาชีพ ธุรกิจ สื่อมวลชน ดารานักร้อง ดาวตลก ฯลฯ) มาเป็น ผู้รับผิดชอบทางการศึกษา ให้มากๆ
ไม่รู้จะทันไหมเนี่ย น้ำแข็งละลายมากขึ้น อากาศแปรปวน อุกาบาตเฉียดโลกทุกวัน สงครามแย่งน้ำ นำมันแพง ฯลฯ จ่อ เรามาทุกวันแล้ว
ผมให้เน้น แบบเยอรมัน แบบอาชีวศึกษา คือ ทวิภาคี ไปทำงานก่อน กลับมาเข้าห้องเรียน จะ ร้อง อ๋อ ได้ง่ายๆ
มายกมือสนับสนุนครับ ทุกท่าน
สวัสดีครับอาจารย์
ขอบคุณครับ
น่านน่ะซีทำไมสี่ปี
รร.ทหารจากห้าปีเปลี่ยนเป็นสี่หมด ถ้าจะจบแล้ว
สวัสดีครับ
ชอบแนววามาคิดของคุณ คนไร้กรอบ มากครับเหมือนเป็นอีกแนวความคิดหนึ่งที่ดีมากๆ จากประสบการณ์ของผมที่ จบสายอาชีวะ จึงได้มีโอกาส เรียนและทำงานพร้อมๆ กัน ตั้งแต่การเรียนระดับชั้น ปวส. จนกระทั้งจบปริญญาตรี สิ่งที่ได้รับคือ
1. ทำให้ผมมีความรับผิดชอบต่อการเรียนและงานที่ได้รับ
2. รู้จักแบ่งเวลา เรียน-งาน
3. วิชาเรียนที่ตรงกับสาอาชีพผม ผมเรียนง่ายขึ้นและเข้าใจขึ้น
สิ่งที่สังเกตได้จากเพื่อนๆ ในระหว่างการเรียน ป.ตรี จะมีเพื่อนๆ อยู่ 3 แบบ คือ 1.ตั้งใจเรียน เคร่งเคลียดกับการเรียน(ทุกอย่างคือการแข่งขัน) 2. มาเรียนบ้างไม่มาบ้าง แต่มาสอบ มาลอกข้อสอบ มาถ่ายสำเนาสมุดจด(แต่ก็จบนะ) 3. มาเรียนแล้วขาดเรียนจนเป็นนิสัย สุดท้ายก็ไม่จบหรือจบช้ากว่าเพื่อนๆ
และสิ่งที่ผมพบคือความรู้ที่ผมได้รับระหว่างการเรียนป.ตรี ถูกนำมาใช้ในงานประจำของผมได้น้อยมาก
ปัจจุบันในการเรียนระดับอาชีวะมีระบบ ทวิภาคี(ทำงานและเรียน) มาหลายปีแล้วนะครับ แต่ไม่รู้ว่าระบบนี้ได้รับการพัฒนาไปถึงระดับไหนแล้ว
สวัสดีครับอาจารย์
ถ้าการผลักดันนโยบายแบบ Top down ไม่เวิร์ค เราน่าจะมองการการสร้างจิตสำนึกแบบ Buttom up ดูดีกว่าครับ
*
กล่าวคือการสร้างจิตสำนึกผ่านนักศึกเองเลย โดยไม่ต้องผ่านอาจารย์นั่นเองครับ ทำความเข้าใจความเป็น Generation Y และทำให้การเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง (อย่างที่ อ.วรภัทร์ บอกในเรื่อง Child center) เด็กเองสามารถเรียนรู้ได้นอกห้อง และมากกว่าที่อยู่ในห้อง จนเกิดความคิดเชิงกบฏ ประมาณว่าอาจารย์ไม่ได้สอนอะไรให้เลยนี่ !
*
หากจำนวนเด็กที่มีแนวคิดเหล่านั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากตำแหน่ง Top มากขึ้นก็ได้นะครับ เพราะถ้าอาจารย์(บางท่าน)คงไม่อยากปล่อยให้เด็กดูตัวเองโง่
*
ปัจจัยที่จะทำให้ความคิดนี้ประสบความสำเร็จได้คือ
- นำการเรียนรู้เจาะเข้าไปตรงกลางสือที่มีบทบาทกับ Gen Y
- สร้างแรงบันดาลใจและ เสริมความเป็นตัวตนให้เค้าไป
- สร้างสังคมในการแสดงความคิดเห็นเหล่านั้นออกมา
:)
สวัสดีครับอาจารย์
ผมอ่าน Feedback ในไทยแลนด์บิสซิเนสวีคนะครับ น่าจะเข้าประเด็นนี้นะครับ
"การพัฒนาคนไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฎิรูปการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถฝึกอบรมทักษะการเรียนรู้เพิ่มเติมในที่ทำงานได้ และต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วย"
หลายอย่างที่เราอยากให้มหภาคผลักดัน แต่ก็ไม่สำเร็จซักที อย่างเช่นเรื่องการปฎิรูปการศึกษานี้เป็นต้น สุดท้ายเราก็ต้องทำเองกับที่อยู่ใกล้ๆกับตัวเราน่าจะง่ายกว่า เห็นผลได้ชัดเจน ไม่ต้องมาเครียดกับระบบห่วยๆ(ขอโทษครับที่ใช้คำนี้)
ตัวอย่างก็มีเช่นของปูนซีเมนต์ไทยครับ (แต่ไม่ค่อยโปรโมตเลย รู้กันแค่คนที่สนใจอยากจะพัฒนาจริงๆ)
แต่ก่อนผมก็ด่า เครียดกับการศึกษาไทยที่ผลิตคนมาให้แบบขอไปที สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ แต่ยังอยากจะทำ ก็ต้องเริ่มจากใกล้ตัวครับ
ได้อ่าน Feedback จาก TBW ก็เห็นทางสว่างครับ
ขอบคุณที่ให้พื้นที่ครับ
ผมเรียนจบช้านะครับ เรียนไปทำงานไป หลักสูตรเขาสี่ปี ผมเรียนซะหกปี ฮ่าๆๆๆ
แต่มีบางวิชาที่ผมสนิทสนมกับอาจารย์ สนุกกับวิชาที่อาจารย์สอน สนุกกับจ๊อบที่ไปขออาจารย์มาทำ ทุกวันนี้ยังนึกกราบอาจารย์ในใจทุกครั้งที่ได้ใช้วิชาที่อาจารย์สอนมา
ลูกชาย ก็จะให้เขาเข้าโรงเรียนตามปกติ แต่ให้เขาไปเอาสังคม ได้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น รู้จักความแตกต่างของมนุษย์ ชอบหรือไม่ชอบเขาก็จะต้องอยู่ร่วมในสังคม และไม่จำเป็นต้องไหลไปตามมัน เรียนจบอะไร เมื่อไหร่ แล้วแต่เขา
แต่เราจะใช้เวลาที่เขาอยู่กับเราสอนเขาให้รู้จักกับตัวของเขาเอง ให้เขารู้ว่าเขาชอบอะไร ถนัดอะไรที่สุด ชนิดที่เกิดมาเพื่อทำอะไร
เพื่อนผมเคยถามว่า แล้วโตขึ้นเขาจะทำงานอะไร ถ้าเกิดไปๆมาๆเขาไม่มีวุฒิอะไรติดตัว ผมตอบไปว่า ถ้าเด็กคนนั้นทำงานที่ตัวเขารักและทุ่มเทอย่างมีความสุขมาตั้งแต่ยังเรียน ถึงเวลานั้นคนก็จะรู้จักเขาโดยไม่ต้องถามถึงวุฒิหรอก เพราะแต่เดิมวัตถุประสงค์ของวุฒิการศึกษาก็คือรับรองว่ามีความรู้สำหรับงานอยู่แล้ว เหมือนที่พ่อเขาเป็นนั่นแหละ ทุกวันนี้ยังไม่ได้ไปรับใบปริญญา (วศ.บ.) ใบ Transcript ก็ใช้ครั้งเดียวตอนสมัครงานครั้งแรก ตอนนี้เข้ากรุไปแล้ว
ครับ ผมใช้วิธี Bottom up