จริงหรือ?
เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ
จะทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยดี
บัณฑิตมีคุณภาพสูง?
จริงอยู่ การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ไม่ได้รับประกันโดยสิ้นเชิงว่า จะทำให้มหาวิทยาลัยนั้นๆ มีคุณภาพดี หรือบัณฑิตที่ผลิตจะมีคุณภาพสูง
เหมือนเครื่องบินที่ได้รับการตรวจสอบอย่างดีทุกระบบ ก็ไม่ได้รับประกันว่า เครื่องบินจะไม่ตกหรือไม่มีอุบัติเหตุ
เหมือนโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ISO ก็ไม่ได้รับประกันว่า ลูกของคุณจะได้เป็น นายก
เหมือนโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก HA ก็ไม่ได้รับประกันว่า ทุกคนที่เข้าโรงพยาบาลนี้แล้ว จะไม่ตาย
แต่เราก็ยังต้องการระบบควบคุมคุณภาพพวกนี้ไม่ใช่หรือ?
ใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยในกำกับ มีระบบควบคุมคุณภาพอุดมศึกษา ดังนี้
สภามหาวิทยาลัย ถูกกำหนดให้มีบทบาทที่ชัดเจน
ภาคประชาชน ภาคสังคม อาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต มีส่วนเข้ามากำกับ ตรวจสอบ การบริหารมหาวิทยาลัย
มีการประกันว่า ผู้ด้อยโอกาส ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษา มหาวิทยาลัยต้องกระจายโอกาสทางการศึกษา
ไม่จำเป็นต้องระบุว่าไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน เพราะผู้มีความสามารถในการจ่าย ต้องจ่าย สำหรับอนาคตที่ดีกว่า จึงจะนับว่ายุติธรรมต่อภาษีของประชาชน
ยังงัย... ยังงัย.... รัฐก็ต้องอุดหนุน
ผู้บริหารทุกคน ต้องถูกตรวจสอบและถูกประเมินโดยสภามหาวิทยาลัย
อาจารย์ เจ้าหน้าที่ จะมีกฎหมายรับรองสถานภาพ มีศักดิ์ศรี เทียบเท่าข้าราชการ และต้องถูกประเมิน
สภามหาวิทยาลัย ถูกกำหนดให้มีบทบาทที่ชัดเจน----ตรงนี้ในพ.ร.บ.มันเขียนไว้จริงครับแต่ถ้าจะให้เห็นบทบาทชัดเจนมันอยู่ที่กฎหมายลูกที่จะออกตามมาซึ่งเรายังไม่เห็นกฎหมายลูกเลย ความจริงถ้าพ.ร.บ.นี้จะผ่านสภายังไงก็คงไม่แตกต่างจากมออื่นมากนักมันโดนกำกับอยู่กับส่วนกลางของรัฐอีกทีในความเป็นอิสระของมหาลัย ของพ.ร.บ.นี้
ภาคประชาชน ภาคสังคม อาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต มีส่วนเข้ามากำกับ ตรวจสอบ การบริหารมหาวิทยาลัย.....ที่ผมมองเห็นจากตัวพ.ร.บ.นิสิตอย่างพวกผมเข้ามากำกับตรวจสอบการบริหารเป็นไปได้ยากมาก เพราะอย่างแรก พวกนอสอตเข้ามาแค่ 4 ปี 5 ปี 6 ปี ไม่ได้อยู่นานเหมือนระยะเวลาผู้บริหารกว่าองค์ความรู้จะลงถึงจนเข้าใจปัญหาหรือรักษาสิทธิของตัวเองได้ กว่าจะกล้าออกมาแสดงความเห็นกันมันเป็นไปได้ยากเพราะมหาลัยไม่เคยให้องค์ความรู้เรื่องนี้อย่างเป็นระบบและขาดหายไปทีละรุ่นๆนี่คือความผิดพลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคำว่ามหาลัยที่มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุติเป็นคนสอนแต่ไม่สามรถสร้างองค์ความรู้ตรงนี้ให้มันอยู่ตลอดไปเมื่อเวลามีปัญหานิสิตจะโต้แย้งก็ไม่ได้ ผู้บริหารก็เดินจูงนิสิตไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง
มีการประกันว่า ผู้ด้อยโอกาส ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษา มหาวิทยาลัยต้องกระจายโอกาสทางการศึกษา......การที่รับรองว่าเด็กยากจนมีสิทธิจะได้รับการดูแลไม่ให้ต้องออกจากการเรียนไปเพราะปัญหาความยากจน ตรงนี้ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กับเด็กยากจนเลยซึ่งนิสิตส่วนใหญ่ของมอนี้ก็ยากจน การที่ บางคนปัญหาหนักกว่านั้นเพราะความยากจนพาลกระทบไปถึงเรื่องเกรดและต้องถูกโดนไทน์ ตรงนี้คือปัญหาเด็กโนไทน์เยอะมาก ที่ไม่ไทน์ต้องไปทำงานสถานบันเทิงรอบๆมหาลัย ที่จะให้มีงานทำในมหาลัยก็ได้เงินช้า เด็กจะเข้าถึงตรงส่วนนี้ได้ต้องเข้าไปหามหาลัยซึ่งคนจนจริงๆบางทีก็ไม่อยากไปหาเท่าไหร่ และอาจารย์ก็กังวลกับลูกศิษย์ที่มาหลอกเอาเงินจนลืมคนที่เขาขัดสนจริงๆ ไม่ถูกไล่ออกเพราะไม่มีเงินเรียนไม่มีแน่นอนถ้าพ.ร.บ.นี้ออกมา แต่ถูกไล่ออกเพราะโดนไทน์ส่วนคนที่ทำงานเพื่อให้มีเงินเรียนเขาจะเสียโอกาสการเรียนรู้เพราะปัจจุบันบางทีก็มีการสอนที่ไม่ตรงเวลา บางครั้งเสาอาทิตย์กำหนดตารางการทำงานไม่ได้ เป็นเพราะมอเรารับนิสิตขึ้นมาเยอะมาก รวมทั้งภาคพิเศษที่แต่ละคณะต้องการเงินมาช่วยการศึกษา
ไม่จำเป็นต้องระบุว่าไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน เพราะผู้มีความสามารถในการจ่าย ต้องจ่าย สำหรับอนาคตที่ดีกว่า จึงจะนับว่ายุติธรรมต่อภาษีของประชาชน
ขึ้นค่าเล่าเรียนหรือไม่ก็อย่างที่เห็นว่าไม่ขึ้นค่าเล่าเรียนก็ต้องเก็บจากภาคพิเศษหรือป.โท เขาเหล่านั้นมีความสามารถในการจ่าย อาจารย์ต้องสอนเพิ่มขึ้น แล้วคุณภาพของภาคปกติจะลดลงหรือไม่ แล้วภาคพิเศษจะได้รับการดูแลขนาดใหน สิ่งต่างๆทีมีอยู่นำมาดูแลนิสิตเพียงพอแล้วหรือยัง วิทยาลัยพลังงาน รถไฟฟ้า การให้การรักษาพยาบาล
ยังงัย... ยังงัย.... รัฐก็ต้องอุดหนุน
เราหาเงินเองมากขึ้นถ้าได้จากงานวิจัยที่มีขึ้น ต่อไปจะมาศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนั้นก็จะมีราคาสูงเข้าถึงการศึกษาได้ยาก ความอิสระทางวิชาการกับภาระที่รัฐลักดันให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและดูแลตัวเองได้ ถ้าออกได้นั่นจะดูมีภาษีในทางสังคมมากกว่าที่อื่นนิดๆในเรื่องการบริหารจัดการที่ที่อื่นมองว่านี่ต้องมีองค์ความรู้อะไรสักอย่างถึงจะมาถึงจุดที่ดูแลบริหารจัดการกันเองได้ ผลงานวิจัยจะถูกยอมรับ แต่เราเป็นจริงอย่างนั้นหรือ ต่อไปหลายมหาลัยออกหมด เราก็จะดูแย่ๆอาจารย์ดีๆก็เลือกที่จะไม่ลงมหาลัยเราอยู่ดี
ผู้บริหารทุกคน ต้องถูกตรวจสอบและถูกประเมินโดยสภามหาวิทยาลัย
สภามหาลัยไม่มีนิสิตเข้าไปมีส่วนร่วมและไม่มีตัวแทนชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมเลย ทั้งที่ ทุกส่วนอื่นๆน่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในตรงนี้เพราะนิสิตเป็นผู้เรียน ชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ศิษย์เก่าก็ควรจะได้รับมาเป็นอยู่ในสภาเพราะพวกเขากระทบกับอาชีพในอนาคต ถ้ามหาลัยออกนอกระบบแล้วไม่ดีเขาก็สมัครงานไม่ได้
อาจารย์ เจ้าหน้าที่ จะมีกฎหมายรับรองสถานภาพ มีศักดิ์ศรี เทียบเท่าข้าราชการ และต้องถูกประเมิน
ถูกประเมินเพื่อขั้นอันนี้ส่วนได้ประโยชน์มีเยอะอยู่มากกับประเทศเร่งให้มีผลงานออกมา แต่ผลงานเหล่านั้นก็ยังขึ้นหิ้งซะเป็นส่วนมากมากกว่าที่คนบางกลุ่มลงพื้นที่ให้ความรู้ชาวบ้านเสียอีก ชาติได้แต่ชาติก็เสียตรงที่ค่าการศึกษาจะสูงขึ้นจากการที่ค่าความรู้มันมีราคาจากการทำงานวิจัยนี่เอง เสรีภาพทางวิชาการจะอยู่แต่ช่วงแรกๆต่อมาจะหยิบงานวิจัยสักชิ้นมาอ้างอิงก็อาจจะต้องควักเงินซื้อนี่คือเป้าประสงค์ของมหาลัยที่แท้จริงงั้นหรือ
ทางที่ดีคือเราต้องสร้างองค์ความรู้ให้มีในมหาวิทยาลัยได้มาก
การจะออกนอกระบบไม่เป็นไปในลักษณะฉาบฉวย มองดูตัวเราพัฒนาตรงส่วนที่เราควรจะมีให้พร้อมสอดรับกับการที่จะต้องกระทบกระเทือนที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง จริงอยู่ที่แม้ โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก HA ก็ไม่ได้รับประกันว่า ทุกคนที่เข้าโรงพยาบาลนี้แล้ว จะไม่ตาย แต่โรงพยาบาลแห่งนี้ก็ได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ในระดับหนึ่งถึงความปลอดภัยในมาตรฐานระดับหนึ่ง
เมื่อไหร่ที่มองเห็นตัวมหาลัยเราชัดเจนมีแนวทางที่ถูกต้องยังไงก็อยากจะเดินไปในสิ่งที่ดีกว่าแน่นอน
และเมื่อผู้มีความสามารถสอบเข้ามาเรียนได้แล้ว ก็มีทุนการศึกษาประเภทต่างๆ ให้ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และระดับคณะวิชา นิสิตที่ยากจนแต่ตั้งใจเล่าเรียนจำนวนไม่น้อยที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนี้ ด้วยทุนการศึกษาดังกล่าว คุณ 143lw ต้องมองภาพรวมของระบบ ต้องแยกแยะให้ออกว่า ผู้ที่ไม่สำเร็จการศึกษา เป็นเพราะตัวเขาเองไม่ตั้งใจเรียน แล้วเอาความยากจนมาอ้าง หรือเป็นเพราะมหาวิทยาลัยไม่มีระบบช่วยเหลือดูแลนิสิตยากจนจริงๆ
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารโดยตรง แม้ไม่มี พ.ร.บ. ม.ในกำกับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ต่างคำนึงถึงเรื่องนี้กันมากอยู่แล้ว นี่ถ้ายิ่งระบุไว้ใน พ.ร.บ. อย่างชัดเจน ก็น่าจะยิ่งดีมากขึ้น
เพราะคุณ 143lw พยายามที่จะโยงใยเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าหากัน เพียงเพื่อจะแสดงความไม่เห็นด้วย
ดิฉันชอบความเห็นต่าง แต่ต้องอธิบายให้เข้าใจว่าสิ่งที่คิดเห็นนั้นมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร มีเหตุอย่างไรจึงทำให้เป็นผลอย่างนั้น ฯลฯ