ความเห็นล่าสุด


สวัสดีค่ะณัฐพล

          พักหลังอาจารย์ห่างเหินการบันทึก Blog ไปนานทีเดียว  นึกไม่ถึงว่า จะมีลูกศิษย์จากสถาบันดั้งเดิมที่อาจารย์จากมานาน  ตามมาหาจนพบ  วันนี้จึงรู้สึกดีใจมาก และทำให้รู้สึกคิดถึงมหิดลมากเช่นกัน

          ณัฐพลไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ  แม้อาจารย์จะทยอยกันเกษียนอายุตามวัย หรือ early retire เช่น ปีที่ผ่านมา มีอาจารย์จิตต์ชัย  อาจารย์โยธิน  อาจารย์สรรเสริญ  อาจารย์ธันพงษ์  แต่อาจารย์ก็ได้รับทราบว่า  ภาควิชารังสีมหิดลตอนนี้ได้รับอาจารย์ใหม่ซึ่งกำลังเรียน ป. เอก รออยู่ใน stock ถึง 7 คน  อาจารย์รุ่นใหม่  เหมาะกับเทคโนโลยีใหม่ๆ  อาจารย์รุ่นเก่าตามไม่ทันแล้วละค่ะ

          อาจารย์เรียนจบ มหิดล  และสอนรังสีมหิดลนานเกือบ 20 ปี รู้สึกผูกพันธ์มาก มาอยู่ มน. ปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 10 แล้ว อาจารย์ที่นี่ก็มีจำนวนน้อยมากเช่นกัน  ณ ขณะนี้ มีอาจารย์ประจำที่ทำงานอยู่ด้วยกัน 6 คน  แต่ก็มีที่หมุนเวียนกันไปเรียนต่อ ป.เอก อีกประมาณ 7 คน  กว่าจะนิ่งก็คงตอนอาจารย์เกษียณกระมัง  สงสัยต้องทำระบบสอนทางไกลเสียแล้ว  จะได้ช่วยกันได้ 

          วิชาที่อาจติดขัดอยู่บ้าง  เช่น วิชา Radiographic Positioning  /  Radiographic Photography  เป็นวิชาพื้นฐานทางรังสีวินิจฉัยที่ยังจำเป็น  และอาจารย์รุ่นเก่ายังสามารถถ่ายทอดได้ดี  โชคดีที่อาจารย์จิตต์ชัย ท่านยังยินดีเป็นอาจารย์พิเศษมาช่วยสอน (เห็นไหมคะ  อาจารย์รู้หมดเลย)   

          แม้อาจารย์จะอยู่ห่างไกล  แต่สายใยมหิดลยังเหนียวแน่นเสมอและรักศิษย์มหิดลทุกคนแม้ไม่ได้สอน ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาทักทายอาจารย์  อาจารย์จะพยายามขยันเขียนให้มากขึ้น  เผื่อจะมีความรู้ต่างๆ มาถ่ายทอดกันผ่าน Blog

    

ใจเย็นๆ นะคะน้อง "พนักงงานมหาวิทยาลัยสาย ข"  พี่ขอเป็นกำลังใจ 

          สมัยนี้และสมัยหน้าต่อๆ ไป เราคงหลีกหนีไม่พ้นการถูกประเมินกันทุกคน  ดังนั้นในเรื่องการทำงานต้องยึดหลักมั่นในใจว่า เราไม่ใช่คนเกียจคร้านแต่เป็นคนทำงานและมีผลงานที่พิสูจน์ได้  ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ประเมิน  เราก็ไม่กลัว  เราก็ไม่แคร์  ถ้าผู้ประเมินไม่เที่ยงธรรม  ผลงานของเราย่อมเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ดีกว่าผลประเมิน สังคมและผู้คนในที่ทำงานซึ่งไม่ใช่เจ้านายเพียงคนเดียวย่อมรับรู้ได้และยอมรับเรา

          อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่สนับสนุนการทำงานก็มีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่เราจะต้องถูกประเมินด้วยเช่นกัน  ในเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับผู้ร่วมงาน  เพื่อนๆ ในที่ทำงานของเรา  ดังนั้นต้องยึดหลักมั่นในทางสายกลาง คือไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้งมากเกินไป  หรือไม่โอนอ่อนตามผู้อื่นมากจนเกินไป ดังเช่นที่น้องพูดว่า

"เป็นคนไม่ยอมคนหากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดกับเด็กใหม่ที่ ดีค่ะทุกอย่าง"

          ด้วยพื้นฐานประสบการณ์ในชีวิตที่สั่งสมมาของแต่ละบุคคลที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ทัศนคติ ความคิด  ความเชื่อ ของแต่ละบุคคลต่างกัน แม้แต่เรื่องของความถูก - ผิด ดังนั้น  ลองมองเรื่องต่างๆ ตามทัศนะของคนอื่นบ้างดีไหมคะ  ว่าทำไมเราเห็นว่า ไม่ถูกต้อง  แต่เขาเห็นว่า ดีแล้ว.....  

 

หนู Honey โปรดอ่านคำตอบหมายเลข 6 นะคะ เพราะเป็นคณะพยาบาล หัวอกอันเดียวกันค่ะ

ท่านประธาน กช.รังสี รศ. จิตต์ชัย สุริยะไชยากร สัญญาแล้วค่ะว่า จะดำเนินการตามคำเรียกร้อง (มาหลายทีแล้ว)

โอ้โห  จริงนะคะ  อย่างนี้ต้องรีบหาเรื่องมาบันทึกเพิ่มเติมให้ชาว RT ซะแล้ว....ขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจ

การสอบแบบตอบปากเปล่า  ไม่เหมือนกับการสัมภาษณ์นะคะ

การสอบแบบตอบปากเปล่าจะเน้นถามความรู้ด้านวิชาการ

ส่วนการสัมภาษณ์จะเน้นด้านทัศนคติ

ดังนั้นถ้าหนูทราบว่า จะสอบปากเปล่าในวิชาใด  ก็ต้องเตรียมทบทวนวิชานั้นให้ดี จึงจะสอบได้ค่ะ 

ก็เหมือนสอบข้อเขียนแหละค่ะ  แต่ดีอยู่อย่างที่ ถ้าเราไม่เข้าใจคำถาม  ก็สามารถถามทวนได้ทันที 

การเห็นหน้าอาจารย์ผู้ถาม  ได้ฟังน้ำเสียงขณะถาม  น่าจะพอหยั่งได้ว่าท่านต้องการได้คำตอบแบบไหน

การตอบอย่างใช้ความคิดพิจารณา  ตอบด้วยเหตุผล และด้วยความฉะฉานเชื่อมั่น  จะช่วยให้คำตอบมีน้ำหนักมากขึ้น  จนแม้บางที คำตอบที่ไม่ถูกต้องนัก  ก็ยังอาจเห็นเป็นถูกได้

ตรงกันข้าม  การตอบด้วยบุคลิกที่ไม่แสดงความเชื่อมั่น  ทั้งที่เป็นคำตอบที่ถูกต้อง  ก็อาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ผู้ตอบไม่แน่ใจ  ไม่รู้จริง เป็นเหตุให้ได้คะแนนน้อยได้นะคะ

ขอโทษที่ตอบช้า  ป่านนี้คงสอบเรียบร้อยแล้วกระมังคะ

 

น้องต้นเฟิร์น เป็นชาว RT ด้วยรึเปล่าคะ  ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ  : )))

ถ้าชอบทำงานวิจัยละก็  ตรง spec อาจารย์มหาวิทยาลัยเลยละค่ะ 

แต่ก็ต้องรักการสอนด้วยนะคะ 

ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู

ดังนั้น.........

ต้องแสดงศักยภาพว่าสามารถเรียนรู้ในระดับบัณฑิตศึกษาได้ (ต้องเรียนต่อจนจบ ป.โท - เอก ด้วยค่ะ)

สมัยนี้......คนจะเป็นอาจารย์ได้  เขารับกันแต่ ดร. เท่านั้น ( ป. โท ก็ยังไม่พอ)

มหาวิทยาลัยบางแห่ง แม้จะอนุโลมรับอาจารย์  ป.โท  แต่เขาก็จะขอวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษด้วย  เพราะต้องการทดสอบว่า  เมื่อถึงเวลา  จะเป็นผู้มีความสามารถที่จะเรียนต่อระดับ ป.เอกไหวหรือไม่ (เรียน ป.เอก ต้องอ่านวารสาร / หนังสือ ภาษาอังกฤษ มากๆๆๆ)

ตอนนี้ คุณ Pairotch  ยังไม่พร้อมที่จะเรียนก็ไม่เป็นไรค่ะ  (อายุยังน้อย) 

ประสบการณ์จากการทำงานจะช่วยให้การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น มีความแหลมคมยิ่งขึ้น  ทำให้มีวุฒิภาวะดีขึ้น  แถมได้ความรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นพื้นฐาน  (แต่อย่าทิ้งความรู้ทางวิชาการนานเกินไป)

การเป็นอาจารย์สอนในสาขาวิชา ที่เป็นวิชาชีพชั้นสูง  เช่น วิศวะ  อาจารย์ผู้สอนควรมีประสบการณ์การทำงานด้วย  ซึ่งดีกว่าอาจารย์ที่จบ ดร. มา ด้วยการเรียนลูกเดียว แล้วมาเป็นอาจารย์เลย  เพราะคนไม่เคยทำงานเวลาสอนก็จะสอนจากตำรา (เอาความรู้คนอื่นมาสอน)  ไม่มีความรู้ที่ปฏิบัติเอง  ไม่มั่นใจตนเเอง (ยกเว้นว่าตอนทำงานวิจัย ป.เอก ได้ทำงานวิจัยอย่างจริงจัง)

อ้อ!  การเรียนต่อ  ต้องเรียนในสาขาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันทั้งในระดับ ป.ตรี  ป. โทและ  ป.เอก  ถ้าขืนจบ ป.ตรีวิศวะ  แล้วไปจบ ป. โทบริหารธุรกิจ  ต่อด้วย ป.เอก รัฐศาสตร์  อย่างนี้ คงไม่ทราบจะให้เป็นอาจารย์ในสาขาไหนดี 

ขอให้ฝันเป็นจริงนะคะ  วางแผนดีดี....มุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่  ทุกอย่างที่ปรารถนาย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น 

อาจารย์ขอให้ความฝันของหนูจงเป็นจริงด้วยเถิด...โอมมม....เพี้ยง!!!

ขอบคุณมากค่ะ คุณนันท์ สำหรับความเห็น

            ไม่นานมานี้ ที่ ม.นเรศวร ท่านอธิการบดีมีดำริจะจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวรขึ้น (บุคลากรในที่นี้หมายถึงพนักงานมหาวิทยาลัย) ซึ่งงานประชาสัมพันธ์ มน.ได้ประชาสัมพันธ์ ให้บุคลากรมหาวิทยาลัยทราบผ่านทาง E-mail ดังนี้ค่ะ

             กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร  สร้างหลักประกัน เสริมความมั่นคง สนับสนุนเริ่มต้นการออมของบุคลากร  

             ม.นเรศวร เปิดโอกาสให้บุคลากรร่วมเป็นคณะกรรมการโครงการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคง  สนับสนุนเริ่มต้นการออมของบุคลากร

             ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงนโยบายการบริหารงานว่า  มีความประสงค์ให้มหาวิทยาลัยนเรศวร  เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ทุกคนต้องการเข้ามาทำงานและสามารถ  ทำงานได้อย่างมีความสุขจนเกษียณอายุราชการ เนื่องจากเกิดความมั่นคงในการทำงาน มีสวัสดิการที่ดี  “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” จึงเป็นแนวคิดที่มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  โดยมหาวิทยาลัยได้ศึกษารูปแบบการประกันสุขภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งมีคณะผู้บริหารระดับคณะ/สำนัก/สถาบัน/กอง ร่วมรับฟังระบบประกันสุขภาพที่จะเสริมความมั่นคงให้บุคลากรและครอบครัว โดยได้รับเกียรติจาก  นายเพิ่มศักดิ์ เนตรนุช กรรมการผู้จัดการบริษัท  Health Benefit Consultants ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันสุขภาพระดับนานาชาติ มาให้คำแนะนำและข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ 

          มหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดตั้ง “คณะทำงานติดตามกำกับดูแลจัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มหาวิทยาลัยนเรศวร” เพื่อดำเนินการจัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัย  โดยมหาวิทยาลัยจะดำเนินการจัดตั้ง “คณะกรรมการโครงการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร”  ประกอบด้วย  ผู้แทนจาก 2 ส่วน คือ  

  • ส่วนที่ 1 ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง จำนวน 6 คน  ได้แก่

        1. รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร   

        2. ผู้อำนวยการกองคลัง 

        3. ผู้อำนวยการกองแผนงาน

        4. ผู้อำนวยการกองกฎหมาย

        5. ผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล

        6. หัวหน้าสำนักงานเลขานุการสถาบันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

  • ส่วนที่ 2 ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง จำนวน 6 คน  แบ่งเป็น

       บุคลากรสายวิชาการ 3 คน และบุคลากรสายบริการ 3 คน จากทุกคณะซึ่งจะคัดเลือกบุคลากรสายวิชาการและบริการอย่างละ 1 คน จากนั้นพิจารณาคัดเลือกเพื่อเป็นผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง โดยมีกองบริหารงานบุคคลและกองกฎหมายเป็นฝ่ายเลขานุการ

       “คณะกรรมการโครงการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร”  จะดำเนินการร่างข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความเห็นชอบ ข้อบังคับ และดำเนินงานตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไป

        กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะเป็นอีกสวัสดิการหนึ่งที่จะสนับสนุนความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งทุกคนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับการจัดตั้งกองทุนได้ 

ที่มา

งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร
โทรศัพท์ 0-5596-1118 หรือ 0-5596-1117 โทรสาร 0-5596-1128
E-mail : naresuan_pr@nu.ac.th

--------------------------------------------------------------------------------------------

ปล.  นับเป็นนิมิตหมายที่ดีนะคะ  สำหรับพนักงานที่ไม่มี บำเหน็จ  บำนาญ กบข. หรือสวัสดิการอื่นๆ  แต่นับจนบัดนี้  ดิฉันก็ยังไม่เห็นมีกระบวนการเลือก“คณะทำงานติดตามกำกับดูแลจัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มหาวิทยาลัยนเรศวร”  และ “คณะกรรมการโครงการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยนเรศวร”  โดยเฉพาะผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง จำนวน 6 คน เลย 

           คงจะต้องเทียบเคียงกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จในเรื่องนี้มาแล้ว  ที่ไหนดีน้อ?? 

 

ดูเหมือนความก้าวหน้าทาง medical imaging จะยังไม่หยุดยั้งง่ายๆ นะคะ .... : )

          โลกข้างนอกทุกอย่างมันจะมีอะไร  มันจะมีกี่ร้อย กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านอย่าง มันสรุปอยู่ในคำ ๖ คำ ว่า : เป็นสิ่งที่เห็นด้วยตา สิ่งที่ดมได้ด้วยจมูก ที่ได้ยินได้ฟังทางหู  แล้วรู้รสได้ด้วยลิ้น แล้วรู้ได้ด้วยสัมผัสผิวหนังทั่วทั้งตัวนี้  หรือว่ารู้ด้วยใจคิดนึกนี้ ในโลกนี้มันมีมากมายหลายล้าน และไม่รู้ว่ากี่ล้านล้านสิ่ง  แต่มันสรุปเหลือเพียง ๖ สิ่ง เท่านั้น ข้างในก็เหมือนกัน  มันต้องมี ๖ สิ่งเท่ากัน  จึงจะเป็นคู่รับอารมณ์เหล่านั้นได้ครบถ้วน  ทั้งหมดนี้เพื่อเกิดสิ่งสิ่งเดียว คือ เวทนา เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขบ้าง


          คำเหล่านี้เคยได้ยินแล้วทุกคน  เชื่อว่าเคยได้ยินได้ฟัง ได้เรียนในโรงเรียน ในอะไรแล้วทุกคน เชื่อว่าได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ไม่เชื่อว่าจะเข้าใจ  แล้วก็ยิ่งไม่เชื่อว่า จะรู้จักสิ่งเหล่านี้ดี  มันเพียงแต่เรียน แล้วก็จำได้ แล้วก็พูดได้ เทศน์ได้ นี้มันก็ไม่พอ  มันเป็นนกแก้วนกขุนทองไปเท่าไรก็ได้  นี่เรียกว่า  ยังไม่ได้เรียนพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์  เรียนอย่างบ้าๆ บอๆ นกแก้วนกขุนทองพูดได้  เทศน์ได้ไปอย่างนั้น


          ถ้าจะเรียนกันอย่างวิทยาศาสตร์  ก็ต้องเรียนกันอย่างที่เขาเรียกว่า  ทำกรรมฐาน  ทำวิปัสสนา  ทำอะไรอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ  ทำกรรมฐาน  ทำวิปัสสนาบ้าๆ บอๆ ไปตามแบบอย่างนั้นก็มี  ทำกรรมฐานก็ต้องหมายถึงการทำกรรมฐาน  ทำวิปัสสนาที่ถูกต้อง ที่มันตรงตามที่มันเป็นจริงนี้ : ว่าเวทนาเป็นอย่างไร นี่ก็ต้องรู้จัก ให้เกิดความยึดถืออย่างไร ก็ต้องรู้จัก แล้วเกิดทุกข์อย่างไร ก็ต้องให้รู้จัก


          ถ้าว่าเป็นรายละเอียดกัน  ก็ต้องว่าตามหลักของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง มีว่า : ถ้าตากระทบรูป เป็นต้น เกิดจักขุวิญญาณ  ความประจวบเหมาะของสิ่งทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า ผัสสะ  เมื่อมีผัสสะ  แล้วก็มีเวทนา  มีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะเกิดตัณหา  คือความอยากชนิดใดชนิดหนึ่ง  กามตัณหา  ภวตัณหา  วิภวตัณหาก็ตาม  ความอยากชนิดใดชนิดหนึ่งที่เหมาะสมกับเวทนานั้นแหละ เวทนานั้นมันให้เกิดตัณหาอย่างนี้  ตัณหานี้เมื่อมีรู้สึกอยาก  แล้วจะมีอุปาทาน  คือตัวกูนี้เป็นผู้อยาก  ผู้ต้องการ  นี่เรียกว่า ตัณหาให้เกิดอุปาทาน  อุปาทานให้เกิดภพ  คือตัวกูชนิดหนึ่งขึ้นมาแล้ว  พอมันเต็มที่ก็เรียกว่าชาติ  คือตัวคนนั้น ที่เกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างนั้น  คือมีความรู้สึกอย่างนั้น  กำลังยึดถืออะไรอยู่นี้


          นี้ปัญหาเรื่องชาติมันก็เกิดขึ้น  การเกิดมาจากท้องแม่ มันไม่หยุดอยู่เฉยๆแล้ว  มันเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา  คือเป็นความทุกข์ขึ้นมา  ทีนี้ความชรามันก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา  เราไม่อยากแก่  เราไม่อยากตายไปจากสิ่งที่กำลังรัก  กำลังหลง กำลังยึดถือ  หรือว่าถ้าตัณหามันเป็นไปในทางกลับตรงกันข้าม คือวิภวตัณหา มันก็อยากตาย  ไม่ชอบสิ่งที่เรียกว่าความเกิด  ความแก่ แล้วมันก็อยากตาย อย่างนี้เป็นต้น


          ตัณหานั้นได้แยกไว้ถึง ๓ อย่าง คือ : กามตัณหา ตัณหาในทางกามารมณ์  ภวตัณหา  ตัณหาในทางที่จะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้  แล้วก็วิภวตัณหา  ตัณหาในทางที่จะไม่เป็น คือไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากจะมี ไม่อยากจะเป็น อยากจะไม่มี  อยากจะไม่เป็น  เช่น อยากตายเป็นต้น  นั้นก็เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น  แม้จะคนละแบบ  คนละแบบ  คนละแบบก็เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น


          แต่ถ้าพูดลัดๆ  สั้นๆ  เร็วๆ  อย่างในเรื่องอริยสัจจ์สี่  อย่างที่เรียนกันอยู่ในชั้นต้น  ขั้นแรกเรียนก็ว่า พอมีตัณหาก็เกิดทุกข์  พูดอย่างนี้เลย  ทุกข์เกิดมาจากตัณหา  ตัณหาก็มาจากผัสสะทางอายตนะ  เกิดเวทนา เกิดตัณหา  แล้วก็เกิดเป็นทุกข์ นี่พูดรวบรัดสั้นๆ อย่างนี้  อย่างในเรื่องอริยสัจจ์ก็ว่า  ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  นี่พูดสั้นเพียง ๒ สิ่ง หรือ ๒ คำ เท่านั้น  แต่ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท มันขยาย ๒ คำนี้  ออกไปเป็น ๑๑ คำ  มันก็เท่ากันเท่าเดิม  เพียงแต่พูดให้มันละเอียด  ให้คนที่อยากจะศึกษาอย่างละเอียดได้เห็นชัดเข้า

          เอาละทีนี้ก็เป็นอันว่ายุติไว้ที่ตรงนี้ ว่าต้องมีเวทนามาสำหรับศึกษา ต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าเวทนา  เวทนามันมาจากการกระทบของอายตนะ ก็เลยต้องรู้ไปถึงสิ่งที่เรียกว่า "อายตนะ" อายตนะข้างใน เราเรียกว่า โลกข้างใน  อายตนะข้างนอก เราเรียกว่า โลกข้างนอก

          อายตนะข้างใน ที่เราเรียกว่า โลกข้างใน ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ๖ อย่างนี้ ที่มันอยู่ข้างในสำหรับจะรู้สึก  นี่เราเรียกว่าโลกข้างใน  อายตนะภายใน ๖ ที่เรียนนักธรรมตรีอยู่ทุกวันนี้ก็มี นี่เรียกว่าโลกข้างใน  อายตนะข้างนอก โลกข้างนอก ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์; รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์; ๖ อย่างนั้น  มันโลกข้างนอก

          รูป โลกข้างนอก ก็คู่กับตา ที่เป็นโลกข้างใน เสียงก็คู่กับหู จมูกก็คู่กับกลิ่น ลิ้นก็คู่กับรส สัมผัสผิวหนังก็คู่กับกาย  ความรู้สึกในใจก็คู่กับใจนี้  นี่โลกข้างนอกกับโลกข้างในนี้  มันจะเป็นต้นตอของสิ่งที่เรียกว่า เวทนา ดังที่พระบาลีว่า เมื่อรูปกระทบกับตา หรือตากระทบกับรูป  ก็จะเกิดจักขุวิญญาณขึ้น  คือวิญญาณทางตาเกิดขึ้น  นี่การประจวบกันของสิ่งทั้ง ๓ นี้คือ ตากับรูป กับจักขุวิญญาณ ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ การประจวบกันของของ ๓ อย่างนี้  เรียกว่า "ผัสสะ" ผัสสะในความหมายทางภาษาธรรมมะ คือ ผัสสะ ทางจิต ทางวิญญาณ

          เมื่อมีผัสสะ เข้าแล้ว ไม่ต้องสงสัย จะต้องมีเวทนา : มีเวทนาที่พอใจ ก็เรียกว่า สุขเวทนา เวทนาที่ไม่พอใจก็เรียกว่าทุกขเวทนา ที่เป็นกลางๆ ก็เรียกว่าอทุกขมสุขเวทนา  นี่เวทนานี้จะเป็นตัวร้ายกาจ  เป็นตัวอะไร ทุกอย่างทุกสิ่งที่มันจะทำให้เกิดความทุกข์  พอถูกยึดมั่นจะเกิดรู้สึกเป็นทุกข์ทันที  ถ้าไม่ยึดมั่นมันก็เป็นเวทนาที่ไม่มีความทุกข์ ที่มันจะเลือนลางหายไป

          สมมุติว่าเราเห็นดอกไม้สวยๆ อย่างนี้  หรืออะไรสวยก็ตามใจ  ให้มันสวยก็แล้วกัน ถ้าเห็นแล้วแล้วไป มันก็ไม่มีเรื่อง มันเป็นเวทนาที่ไม่ถูกยึดถือ ทีนี้ถ้าว่ามันสวยแล้วก็ยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นเวทนาที่ถูกยึดถืออย่างนี้  นี้ต้องเป็นทุกข์ ต้องเป็นเวทนาที่ทำให้เกิดกิเลส  และเกิดทุกข์ เมื่อตาเราเหลือบไปเห็นอะไรสวยนั้นน่ะ  มันก็ยังมีทางที่ว่า จะแยกกัน  ว่าจะยึดถือหรือไม่ยึดถือ  เพราะบางเวลาเราเห็นดอกกุหลาบสวยดอกหนึ่ง มันก็เฉยของมันได้ แต่บางเวลา เราคิดมาก คิดหลายอย่าง คิดไปในทางยึดถือ จะเอา จะเป็น จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ในฐานะเป็นตัวกู  ของกู  นี้มันก็ต้องเป็นทุกข์แล้ว  ทีนี้ไม่ใช่เห็น  ดมมันเลย  ว่ามันหอม  หรือไม่หอม  ไปดมมันเลย  ถ้ามันเป็นกุหลาบที่หอม มันก็ต้องมีเวทนาทางจมูก  ทางฆานะสัมผัสนี้  หอมเฉยๆ ก็แล้วไป แต่ถ้าหอมแล้วยึดถือ คิดอย่างนั้นอย่างนี้  มันก็ต้องเป็นเวทนาที่ถูกยึดถือ  แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์

          ต้องพยายามศึกษาวัตถุอย่างนี้  วัตถุของเรื่อง ตัวเรื่อง อย่างนี้  ให้เข้าใจเสียก่อน  ให้รู้จักเวทนา  ที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หรืออทุกขมสุข  ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัส  ทางตาบ้าง  ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง จนเข้าใจแจ่มแจ้งดีว่าเป็นอย่างไร  ในวันหนึ่งๆ อันไหนยึดถือแล้วเป็นอย่างไร  อันไหนไม่ยึดถือแล้วเป็นอย่างไร  ด้วยตา  ด้วยหู  ด้วยจมูก  ที่มันจะมองเห็น  หรือจะได้ยิน  หรือได้ดมอยู่ ทุกวันๆ นี้ บางทีของสิ่งเดียวกันนี้  ดอกไม้ดอกนี้ หรืออะไรอันนี้ เห็นคราวหนึ่งไม่ได้ยึดถือเลย  เห็นอีกคราวหนึ่งยึดถือเอาเป็นเอาตาย  นี้มันแล้วแต่สิ่งแวดล้อม หรือเหตุปัจจัยอย่างอื่นหลายอย่าง  ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาจนให้รู้ว่า ที่ถูกยึดถือนั้นคืออย่างไร  ที่ไม่ยึดถือนั้นคืออย่างไร  แล้ววัตถุที่ถูกยึดถือ กับวัตถุที่ไม่ถูกยึดถือ มันต่างกันอย่างไร  อันไหนมันเกิดเป็นไฟขึ้นมาเผาจิตใจของเรา ส่วนอันไหนมันไม่มีอะไร มันเฉยไปตามเดิม 

ขอบคุณ อ.จัน ที่ ยังมีพลังถ่ายทอดความทุกข์ออกมาเล่าสู่กันฟังใน G2K

หาได้ยากยิ่งสำหรับผู้ที่มีความทุกข์มากขนาดนี้

ยังคงมีความเพียรอันยิ่งใหญ่ ยังคงมีความเข้มแข็งของจิตใจดั่งหินผา

ขอกุศลบารมีที่ อ.จันและ อ. ธวัชชัย ร่วมกันสร้างเพื่อสังคมมาโดยตลอด

โปรดจงบันดาลให้ อ.จัน และ อ.ธวัชชัย ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

 

เรียนคุณ "คนท้องถิ่น" คะ 

ดิฉันเห็นด้วยกับวิธีการเกษียนที่ เริ่มจากด้านล่างซ้ายของหนังสือลงมาเรื่อย ๆ ว่าเป็นการเกษียนที่ถูกต้องแล้ว  เพื่อเหลือเนื้อที่ให้ผู้บริหารลำดับสูงถัดขึ้นไป สั่งการไล่ลงมาจนอยู่ท้ายสุดทางขวามือ

และเป็นที่ทราบกับโดยทั่วไปค่ะว่า  ผู้บริหารสูงสุดจะอยู่ท้ายสุด เพื่อช่วยนำสายตาในการอ่านให้เข้าใจเป็นลำดับจากบนลงล่าง

ดังนั้น โดยมารยาท เลขาฯ ที่เกษียนเพื่อสรุปเสนอผู้บังคับบัญชา ควรเว้นที่ให้ท่านได้เกษียนสั่งการทางขวาไว้บ้าง ถ้าไปใช้เนื้อที่ทางขวาสุด แถมยังอยู่ด้านล่างสุด จะดูไม่งามเท่าไหร่!! 

ดังตัวอย่างนี้นะคะ (สำหรับคุณธุรการต้นกล้า และคุณข้าวทิพย์ ด้วยค่ะ)

 

ขอบคุณในความปรารถนาดีของ คุณมณีวาจ มากค่ะ  และขอสวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ  ตามไปดู website และบันทึกต่างๆ แล้ว รู้สึกทึ่งมากค่ะ

ดีใจจัง!  ที่บ้านเรามีตำรวจแสนดีแถมเอาใจใส่ประชาชนบน Blog ด้วย เท่จริงๆ

สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้านะคะ

ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์สายธาร  ขอให้อาจารย์ประสบแต่ความสุขตลอดปีและตลอดไปนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี