- ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณ 143lw ที่ให้ความสนใจ และให้ความเห็นมาหลายประเด็น ทำให้ดิฉันทราบว่าจะต้องขยายความในเรื่องใดเพิ่มเติม
- ขอให้ถือว่าเป็นเพียงอีกหนึ่งทัศนะนะคะ เราต่างมาช่วยกันมอง มาช่วยกันคิด มาช่วยกันทำความเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อร่วมเดินทางไปในทางที่ถูกต้อง
- บทบาทหรือหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ที่ดิฉันบอกว่า ชัดเจน นั้น หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง พ.ร.บ.ฉบับ ม.ที่เป็นส่วนราชการ กับ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับ ม.ในกำกับของทุกมหาวิทยาลัย พ.ร.บ. ม.ในกำกับเขียนไว้ชัดเจนกว่าเดิม (รายละเอียดของหน้าที่ดังกล่าว ดิฉันเคยบันทึกไว้แล้ว ที่นี่ )การกำหนดหน้าที่ของสภาฯ เป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. หรือกฎหมายแม่เลยทีเดียว จะทำเป็นข้อบังคับ (กฎหมายลูก) คงไม่เข้าท่าแน่ เพราะข้อบังคับออกโดยสภามหาวิทยาลัย จะให้สภามหาวิทยาลัยออกกฎหมายกำหนดหน้าที่ของตนเองได้อย่างไร ?
- พ.ร.บ.ม.ในกำกับ ของมหาวิทยาลัยอื่นดิฉันไม่ทราบ แต่ของ มน. ในมาตรา ๒๑ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับปรับปรุงล่าสุดซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ระบุไว้ว่า ให้ จำนวนสองคนในคณะผู้บริหารดังกล่าว เป็นตัวแทนจากนิสิตโดยตำแหน่ง ได้แก่ประธานสภานิสิตและนายกองค์การนิสิต ดูรายละเอียดที่นี่ ดังนั้น นิสิตไม่เพียงแต่กำกับ ตรวจสอบการบริหารมหาวิทยาลัยได้ ตามนัยะของหมวด ๓ เรื่องการประกันคุณภาพและการประเมิน ใน ร่าง พ.ร.บ. แต่ยังมีส่วนร่วมในการบริหารด้วย ซึ่งอย่างนี้ไม่มีระบุไว้แน่ๆ ใน พ.ร.บ.ฉบับ ม.ที่เป็นส่วนราชการ (ทั้งที่ในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน เห็นว่า ไม่จำเป็น เพราะนิสิตยังไม่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอในการบริหารงานวิชาการระดับอุดมศึกษา)
- มน. เป็นมหาวิทยาลัยภูธร จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้เข้าเรียน มากกว่า นักเรียนที่ผ่านการสอบตามกระบวนการสอบคัดเลือกปกติ ในสัดส่วน 70 : 30 ซึ่งทำอย่างนี้และมีนโยบายอย่างนี้ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และยังเปิดโอกาสแก่นักเรียนด้วยวิธีรับตรงประเภทต่างๆ อีกด้วย นี่คือการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส
และเมื่อผู้มีความสามารถสอบเข้ามาเรียนได้แล้ว ก็มีทุนการศึกษาประเภทต่างๆ ให้ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และระดับคณะวิชา นิสิตที่ยากจนแต่ตั้งใจเล่าเรียนจำนวนไม่น้อยที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนี้ ด้วยทุนการศึกษาดังกล่าว คุณ 143lw ต้องมองภาพรวมของระบบ ต้องแยกแยะให้ออกว่า ผู้ที่ไม่สำเร็จการศึกษา เป็นเพราะตัวเขาเองไม่ตั้งใจเรียน แล้วเอาความยากจนมาอ้าง หรือเป็นเพราะมหาวิทยาลัยไม่มีระบบช่วยเหลือดูแลนิสิตยากจนจริงๆ
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารโดยตรง แม้ไม่มี พ.ร.บ. ม.ในกำกับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ต่างคำนึงถึงเรื่องนี้กันมากอยู่แล้ว นี่ถ้ายิ่งระบุไว้ใน พ.ร.บ. อย่างชัดเจน ก็น่าจะยิ่งดีมากขึ้น - เรื่องค่าเล่าเรียน เรื่องรายได้ของมหาวิทยาลัย และเรื่องการอุดหนุนของรัฐ คุณ 143lw ลองอ่านจากบันทึก นี้ และ นี้ โดยละเอียดนะคะ อาจทำให้เข้าใจความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงได้มากขึ้น
เพราะคุณ 143lw พยายามที่จะโยงใยเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าหากัน เพียงเพื่อจะแสดงความไม่เห็นด้วย
ดิฉันชอบความเห็นต่าง แต่ต้องอธิบายให้เข้าใจว่าสิ่งที่คิดเห็นนั้นมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร มีเหตุอย่างไรจึงทำให้เป็นผลอย่างนั้น ฯลฯ - ความเข้าใจเรื่องการบริหารงานบุคคล การประเมินผลการปฎิบัติงาน และการบริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหรือของอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน ที่คุณ 143lw จะต้องทำความเข้าใจระบบและหลักการต่างๆ ของเรื่องเหล่านี้เสียก่อน ก่อนที่จะวิพากษ์ เพื่อผู้สนใจจะได้นำข้อเสนอแนะไปใช้เป็นประโยชน์ได้