แต่การอุดหนุนที่ทำให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้น สร้างปัญหาอย่างอื่น โดยเฉพาะพฤติกรรมในการออม และการกู้ยืม

ครั้งก่อนเขียนถึงว่า  ปัจจัยที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยชนบท  มี 4  ประการคือ   ต้นทุนการบริหารจัดการสินเชื่อ    ค่าเสียโอกาสของเงิน (ทางเลือกอื่นๆของการนำเงินไปใช้ไปลงทุน)   ความเสี่ยงที่จะได้เงินคืน    และ ความหายากของเงิน

หากพิจารณาสินเชื่อนอกระบบ (ที่ยังเป็นการกู้แบบปัจเจกไม่ใช่กลุ่ม)  พบว่า

ต้นทุนการบริหารจัดการน่าจะต่ำ เพราะคนรู้จักกัน  การจัดการก็ทำแบบง่ายๆ

ทางเลือกของการนำเงินไปใช้ลงทุนทำอย่างอื่นในภาคชนบทก็มีไม่มากนัก   ค่าเสียโอกาสของเงินจึงไม่น่าจะสูง

ความเสี่ยงที่จะได้เงินคืน  ตรงนี้จะมีความเสี่ยงสูง เพราะการลงทุนทำการเกษตร หรือทำอย่างอื่นในชนบท มีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนไม่สูงนักและไม่แน่นอน 

ความหายากของเงินทีทำให้เกิดการขูดรีด  ตรงนี้แหละที่ข้อเท็จจริงบอกว่า ก็ไม่เท่าไหร่   เพราะกลายเป็นว่า มีผู้จะให้กู้ได้หลายรายอยู่เหมือนกัน  ถ้าขูดดอกเบี้ยได้สูง มีกำไรมาก (หากไม่มีความเสี่ยงมากนัก) ก็จะมีคนอยากให้กู้ในตลาดสินเชื่อนอกระบบนี้เพิ่มมากขึ้น  อัตราดอกเบี้ยก็จะลดต่ำลงมาเอง

ตัวกีดกันที่แท้จริงที่ทำให้บางคนที่มีเงินไม่อยากให้กู้ และทำให้สินเชื่อนอกระบบมีดอกเบี้ยสูง จึงเป็นเรื่องของความเสี่ยงนั่นเอง

ญาติพี่น้องรับความเสี่ยงกันเอง  ส่วนพ่อค้า นายทุนนั้น  เขามีทางถ่วงน้ำหนักความเสี่ยงด้วยดอกเบี้ยสูง และประกันความเสี่ยงด้วยพันธะทางธุรกิจ  เช่น  ยึดผลผลิต  ตกเขียว ต้องซื้อปัจจัยการผลิตของเขา ยึดที่นา  อย่างนี้เป็นต้น  สินเชื่อนอกระบบจึงยังอยู่ได้

การเข้ามาทำงานของแหล่งสินเชื่อในระบบ เช่น ธนาคารนั้น  กลับมีต้นทุนการจัดการสูง   เพราะธนาคารไม่รู้จักชาวบ้านว่าใครเป็นใคร   ค่าเสียโอกาสของเงินก็สูง เพราะธนาคารสามารถนำเงินไปปล่อยกู้ในธุรกิจสิบล้านร้อยล้านได้  ความเสี่ยงนั้นสูงอยู่แล้ว

  

ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ   ดอกเบี้ยของสถาบันการเงินจะต้องสูงกว่าดอกเบี้ยของพ่อค้าเสียอีก  สูงมากๆจนไม่มีสถาบันการเงินไหนอยากเข้ามาตรงนี้  แต่สิ่งที่เราเห็นคือ  ดอกเบี้ยธนาคารต่ำกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อนอกระบบ   ทั้งนี้เพราะ รัฐเข้าไปอุดหนุนนั่นเอง

การอุดหนุนทำให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (ดอกเบี้ยนอกระบบนั้น สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ดีกว่า)   และการออก พรบ.กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองเงินฝากไว้ให้สินเชื่อชนบท ที่เป็นการเพิ่มอุปทาน   จึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด   เพราะปัญหาที่แท้  อยู่ที่ความเสี่ยงด้านการผลิตและราคาในภาคชนบท   ซึ่งมาตรการทั้งสองไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่จุดนั้นสักเท่าใด  (มาถึงตรงนี้ ได้คิดต่อเรื่องบทบาทของ ธกส. ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรโดยวิธีอื่นที่มิใช่ปล่อยเงินกู้..อาจจะเขียนถึงเรื่องนี้สักครั้ง)

รัฐสรุปว่า  มาตรการประสบความสำเร็จ  เพราะตรงตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ใช้คือ  คนหันมากู้ในระบบมากขึ้น  ลดการกู้นอกระบบลงเหลือเพียงประมาณ 10% ของจำนวนเงินกู้ยืมทั้งระบบ

แต่การอุดหนุนที่ทำให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้น  สร้างปัญหาอย่างอื่น  โดยเฉพาะพฤติกรรมในการออม และการกู้ยืม

ครั้งหน้าจะวิเคราะห์ให้ฟังค่ะ  และจะลองดูว่า กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนทำได้ดีกว่าอย่างไร 

(ยังมีต่อ)